วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่58

พัฒนาการภาษาในวัยก่อนเข้าเรียน

มอนนิก้า จิล (Monica Gil) แห่งโรงเรียนเด็กเล็กกอนซาเล็ส (Gonzalez School for Young Children) ณ เมือง Denton รัฐเท็กซัส ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ครูแห่งปี” (Teacher of the Year) ระหว่างปี พ.ศ. 2554 – 2555 เธอได้แนะนำขั้นตอนที่เพิ่มเติมที่ครูผู้สอนสามารถนำไปปฏิบัติ ในความพยายามส่งเสริมความสำเร็จในการเรียนรู้ของเด็ก ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English language learner : ELL)

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่57

พัฒนาการภาษาในวัยก่อนเข้าเรียน

มอนนิก้า จิล (Monica Gil) แห่งโรงเรียนเด็กเล็กกอนซาเล็ส (Gonzalez School for Young Children) ณ เมือง Denton รัฐเท็กซัส ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ครูแห่งปี” (Teacher of the Year) ระหว่างปี พ.ศ. 2554 - 2555 เธอกล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นครูสอนเด็กเล็กก่อนเข้าเรียนสองภาษา (Bilingual pre-school) ฉันมีโอกาสสอนเด็กที่เผชิญกับความท้าทายของการเรียนรู้มากกว่าความคาดหวังจากเด็กเล็กทั่วไป . . .

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่56

พัฒนาการภาษาในวัยก่อนเข้าเรียน

ทักษะภาษาของเด็กเล็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาของวัยก่อนเข้าเรียน ประมวลคำศัพท์ (Vocabulary) หรือจำนวนคำที่เด็กได้เรียนรู้ จะดำเนินก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ประโยคที่ใช้ก็จะค่อยๆ ยาวขึ้น และเด็กเล็กจะเรียนรู้โครงสร้างของประโยค (Syntax) และไวยากรณ์ (Grammar) จนช่ำชอง (Master)

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น

เด็กกับความอยากรู้อยากเห็น(Children and Curiosity) เกิดขึ้นเป็นของคู่กันโดยธรรมชาติ ปรากฏพฤติกรรมให้เห็นนับตั้ง แต่แรกเกิดเด็กมักแสดงความสนใจในสิ่งต่างๆตามช่วงอายุของเขา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจหากลูกของท่านแสดงพฤติกรรมที่ส่อถึงความอยากรู้อยากเห็นเช่น เอานิ้วสัมผัสวัตถุทุกชนิดรอบตัว หยิบวัตถุต่างๆมาอมหรือเลีย หรือมุดศีรษะเข้าไปในซอกหลืบ เป็นต้น งานวิจัยหลายเรื่องได้แสดงให้เห็นว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการตามวัยของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นเพื่อพัฒนาสติปัญญาและฝึกทักษะการตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ทดลองและหาคำตอบให้เด็ก อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นในเด็กนั้น ใช้หลักการเดียวกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ โดยให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องราวต่างๆด้วยตัวของเขาเอง

อย่างไรก็ตามพัฒนาการด้านความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ได้มาพร้อมกับสำนึกเรื่องความผิดชอบชั่วดีหรือความตระหนักในความปลอดภัย กล่าวคือ พัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กยังไม่สมบูรณ์ เด็กจึงมีความอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด (Insatiable curiosity) อันอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและร่างกายของเด็ก รวมไปถึงคนรอบข้างในหลายรูปแบบได้

ในปี 2012 คณะกรรมการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคสหรัฐอเมริกา (United States Consumer Product Safety Commission) เปิดเผยสถิติการเสียชีวิตของเด็กในช่วงปี 1997-2010 ว่าพบเด็ก 58% จากจำนวน 40,000 รายเสียชีวิตจากการกลืนวัตถุขนาดเล็กได้แก่ ถ่านไฟฉายที่ใช้กับรีโมทควบคุมเครื่องปรับอากาศ รีโมทควบคุมโทรทัศน์ นาฬิกา กล้องถ่ายภาพหรือแม้แต่จากของเล่นเด็ก จากจำนวนเด็กที่เสียชีวิตมี 12 ใน 14 คนเสียชีวิตขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ราวๆ 3 ใน 4 ของเด็กที่ได้รับอันตรายจากการกลืนถ่านไฟฉายเป็นเด็กอายุ 4 ขวบ อันตรายจากถ่านไฟฉายมีความร้ายแรงหลายรูปแบบ ถ้าเข้าไปติดอยู่ในหลอดอาหารนาน 2 ชั่วโมง อาจเกิดอันตรายกับอวัยวะบริเวณทางเดินหลอดลมที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหารเช่น เส้นเสียงถูกทำลาย หลอดอาหารมีการฉีกขาดหรืออาการเลือดตกข้างในเนื่องจากสารอิเล็คโทรไลต์อัลคาไลน์รั่วไหลออกมาและแทรกซึมเข้าไปทำลายระบบร่างกาย เกิดกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาทำอันตรายต่อเยื่อบุและอวัยวะภายใน ดังนั้นตั้งแต่ปี 2008 จึงมีกฎหมายบัญญัติการออกแบบถ่านก้อนในของเล่นเด็กให้ไม่สามารถแกะออกด้วยมือเปล่าได้ สำหรับของเล่นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และ 12 ปีนั้นให้นำถ่านก้อนบรรจุลงในช่องใส่ถ่านได้พอดี และขนาดของถ่านก้อนที่พอดีช่องใส่ถ่านของเล่นสำหรับเด็กช่วงอายุต่างๆนั้นต้องมีขนาดเล็กกว่าหลอดอาหารของเด็ก เพื่อความปลอดภัยหากเด็กกลืนถ่านก้อนลงไป อย่างไรก็ตามไม่สามารถป้องกันร่างกายให้รอดจากอันตรายของสารพิษในถ่านไฟฉายและภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตาม มาได้

พ่อแม่ผู้ปกครองอาจพบว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ควรส่งเสริมให้กับลูกน้อย แต่ในขณะ เดียวกันความอยากรู้อยากเห็นนั้นล้วนมาพร้อมกับภัยเงียบที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความอยากรู้อยากเห็นของลูกน้อย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา (Teaching Children about Makha Bucha Day ) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวันพระในวันเพ็ญหรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันนี้เมื่อครั้งพุทธกาลเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ให้แก่พระอรหันต์ 1,260 รูปที่มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งพระอรหันต์เหล่านั้นเป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ทั้งสิ้น วันมาฆบูชาจึงเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธอีกวันหนึ่งที่จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะมีประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามปฏิบัติสืบต่อมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และเนื่องด้วยศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทางราชการจึงกำหนดให้วันมาฆบูชาเป็นวันหยุดเพื่อให้คนไทยชาวพุทธได้ไปทำบุญตักบาตร ฟังธรรมและเวียนเทียนที่วัดในชุมชนของตน สถานศึกษาทุกแห่งก็หยุดตามกำหนดของราชการเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนไปร่วมกิจกรรมทางศาสนากับครอบครัว แต่สถานศึกษาจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องมาฆบูชาให้นักเรียน เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้แก่เยาวชน

คำสำคัญ

โอวาทปาติโมกข์ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงให้พระอรหันต์ 1,260 รูปเกี่ยวกับหลักการ อุดมการณ์ วิธีปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา 3 ส่วนคือ การละความชั่วทุกชนิด การกระทำความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส

พุทธศาสนิกชนแปลว่า คนที่นับถือพระพุทธศาสนา

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่55

พัฒนาการการรับรู้ในวัยก่อนเข้าเรียน (2)

ผู้ดูแลเด็กเล็กมืออาชีพ สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก โดยขั้นตอนเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • สนับสนุนงาน (Task) และพฤติกรรมที่เหมาะสม – เด็กเล็กในขั้นตอน “ก่อนปฏิบัติการ” (Pre-operational) เรียนรู้ค่อนข้างมากผ่านการจำลองรูปแบบ (Model) ทุกๆ วัน เด็กเล็กควรได้เห็นผู้ใหญ่อ่านและเขียน ตลอดจนเห็นการสาธิตสั้นๆ ผ่านเพื่อนฝูง (Peer) และผู้ดูแลในการใช้วัสดุหลากหลาย ตัวอย่างเช่น หลังจากที่เด็กเล็กได้ใช้เวลาพอสมควรในการสำรวจอย่างอิสระ เขาก็พร้อมที่จะใช้มือคำนวณ แสดงวิธีการรูปแบบ (Pattern) และประยุกต์ใช้วิธีการทดลอง ในช่วงการเล่นของตนเอง
  • อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่54

พัฒนาการการรับรู้ในวัยก่อนเข้าเรียน (1)

เด็กวัยก่อนเข้าเรียนอยู่ในขั้นตอนของพัฒนาการด้านสติปัญญา (Intellectual) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ (Characteristics) ในขั้นตอน “ก่อนปฏิบัติการ” (Pre-operational stage) ดังนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่53

การควบคุมตนเองในวัยก่อนเข้าเรียน

ในช่วงวัยก่อนเข้าเรียน เด็กเล็กเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง (Self-regulate) ซึ่งเป็นความสามารถในการ (1) ควบคุมอารมณ์และความประพฤติตนเอง (2) ชะลอความพึงพอใจ (Gratification) และ (3) สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นในเชิงบวก การสอนการควบคุมตนเอง [รวมทั้งความหุนหันพลันแล่น (Impulse)] เป็นงานหลักที่สำคัญของผู้ดูแล โดยมีแนวทาง (Guideline) ดังต่อไปนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่52

ภาพสะท้อนเด็กชายอายุ 4 ขวบ

ต่อไปนี้เป็นภาพสะท้อน (Portrait) ของลูคัส (Lucas) เด็กชายอายุ 4 ขวบ ชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกา (Hispanic) อาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่ชาย โดยที่ครอบครัวได้อพยพจากประเทศโคลัมเบีย มาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ลักษณะโดยทั่วไป เขาเป็นเด็กที่ช่างพูด กล้าแสดงออก เป็นมิตร และเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่51

ภาพสะท้อนเด็กหญิงอายุ 4 ขวบ

ต่อไปนี้เป็นภาพสะท้อน (Portrait) ของจามิล่าห์ (Jamilah) เด็กหญิงอายุ 4 ขวบ ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกัน (African American) อาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่ (Siblings) อีก 2 คน

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การสอนทักษะทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ

การสอนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ

การสอนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ (Teaching Mathematics Basic Skills from Natural Materials)หมายถึง หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการสังเกต เปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การเรียงลำดับ การนับ การรู้ค่าจำนวนจากวัสดุธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์ เช่น เมล็ดธัญพืชต่างๆ เปลือกข้าวโพด ใบมะพร้าว ก้านกล้วย ใบไม้ ดอกไม้ ฯลฯ และวัสดุธรรมชาติที่ได้จากสัตว์ เช่น เปลือกหอย เกล็ดปลา ซากกุ้ง ปู ฯลฯ ที่นำมาจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การร้อย การพิมพ์ภาพ การประดิษฐ์ การสร้างภาพ ฯลฯ

การนำวัสดุจากธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์ที่มีอยู่รอบตัวมาจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพบนก้อนหิน การวาดภาพบนใบไม้ การร้อยพวงมาลัยจากดอกดาวเรือง การสานจากใบมะพร้าว การสร้างภาพจากเมล็ดพืช การประดิษฐ์ตุ๊กตาจากเปลือกข้าวโพด การสร้างภาพด้วยเกล็ดปลา การประดิษฐ์โมบายด้วยเปลือกหอย ฯลฯ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากช่วยให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลินในการแสดงออกทางด้านอารมณ์และความรู้สึกผ่านสื่อต่างๆออกมาเป็นผลงานทางศิลปะแล้ว สื่อวัสดุธรรมชาติที่มีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องรูปร่าง สี ขนาด น้ำหนัก พื้นผิว เป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ ทั้งทักษะการสังเกต เปรียบเทียบ การนับ การจัดกลุ่ม การจัดลำดับ การเรียนรู้ค่าและจำนวน ฯลฯ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่50

ภาพสะท้อนเด็กชายอายุ 3 ขวบ

ต่อไปนี้เป็นภาพสะท้อน (Portrait) ของไอดร็อส (Aidross) เด็กชายอายุ 3 ขวบ เชื้อสายตะวันออกกลาง (Middle Eastern) อาศัยอยู่กับพ่อแม่และน้องชายคนหนึ่ง ลักษณะโดยทั่วไปของเขาก็คือ เขาเป็นเด็กที่ช่างพูด (Talkative) เป็นมิตร (Friendly) และร่าเริง (Cheerful)

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก-ตอนที่2

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอถึงผลการวิจัยเรื่อง “Effects of Family Structure Type and Stability on Children’s Academic Performance Trajectories” ว่าโครงสร้างทางครอบครัวนั้นมีผลต่อผลการศึกษาของเด็ก และผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวยังพบด้วยว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ครอบครัวแต่ละรูปแบบส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆได้ไม่เท่ากันคือ การเข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรทางการเงิน หรือด้านการเลี้ยงดูบุตรก็ตาม ดังนั้น หากพิจารณาตามผลการวิจัยดังกล่าว เราอาจสรุปได้ว่า หากครอบครัวนั้นมีฐานะดีพอที่จะสนับสนุนบุตรหลานทางด้านการเรียนรู้ได้ เด็กจากครอบครัวนั้นก็จะมีแนวโน้มเรียนดีกว่าเด็กคนอื่นๆ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก-ตอนที่1

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก

ในระยะหลังนี้ โครงสร้างของครอบครัวทั่วโลกมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันมีการหย่าร้าง การแต่งงานใหม่ การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานเกิดขึ้นโดยทั่วไป ในเรื่องนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆในครอบครัวนั้นสามารถส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการเรียนของเด็กเป็นอย่างมาก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่49

ภาพสะท้อนเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ

เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กเล็ก (Care-giver) ได้คุ้นเคยกับความสามารถ (Capability) ในพัฒนาการของเด็กในแต่ละกลุ่มอายุในช่วงปฐมวัย และเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลาย (Diversity) ที่ครอบคลุมไปทั่ว (Universality) ในพัฒนาการของเด็ก ภาพสะท้อน (Portrait) ของเด็กเล็ก จึงเป็นแหล่งรวบรวมคุณลักษณะ (Feature) ในมิติต่างๆ ของเด็ก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องแมงและแมลง

สอนลูกเรื่องแมงและแมลง

การสอนลูกเรื่องแมงและแมลง (Teaching Children about Bugs and Insects) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • แมง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง และส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา 8 ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก เช่น แมงมุม แมงดาทะเล แมงป่อง แมงกะแท้ แมงกะชอน เป็นต้น
  • แมลง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอกและส่วนท้อง มีขา 6 ขา มีหนวด 1 คู่ มีปีก 1-2 คู่ หรือไม่มีเลย เช่น ผีเสื้อ ผึ้ง ต่อ มด ปลวก ด้วง แมลงทับ แมลงวัน แมลงวันทอง แมลงปอ เป็นต้น ส่วนหัวเป็นที่รวมประสาทและการกินอาหาร มีอวัยวะสำคัญคือ ปาก หนวด 1 คู่ ตาเดี่ยวและตาประกอบ ส่วนอกเป็นส่วนของการเคลื่อนไหว มีอวัยวะสำคัญคือ ขา 3 คู่และปีก 2 คู่ (บางชนิดจะไม่มีปีก) และส่วนท้องเป็นส่วนย่อยอาหารและการสืบพันธุ์

แมงและแมลงเป็นสัตว์ที่อยู่ตามที่ต่างๆ บางทีอาจตอมร่างกายของคนบางคน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครตั้งใจจะให้สัตว์ชนิดนี้มายุ่งเกี่ยวด้วย บางชนิดชอบมาอาศัยตามเพดานบ้าน เสาบ้าน พื้นบ้านที่มีรูเล็กๆ จะมีสัตว์เหล่านี้เบียดตัวแทรกเข้าไปอาศัยในซอกมุมอับมืดของบ้าน และบางชนิดก็อยู่ที่ใต้ดิน ในน้ำ ในป่า สุ่มทุมพุ่มไม้ แมงและแมลงมีลักษณะรูปร่างแบบต่างๆ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และมีโทษต่อคน สัตว์และพืช เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ เรื่องแมงและแมลงยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร สาระดังกล่าวจึงเป็นข้อสังเกตที่ควรนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้รู้จักสัตว์ประเภทแมงและแมลง คุณประโยชน์และโทษ ที่อยู่อาศัย อาหาร ศัตรู การสืบพันธุ์ การรู้จักใช้ประโยชน์จากแมงและแมลง รวมถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากแมงและแมลงที่เป็นอันตราย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น (Cognition and Understanding of Others’ Attitude) หมายถึง การรับรู้และเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น และสามารถแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อทัศนะดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและทำงานเป็นกลุ่มเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เด็กสามารถเรียนรู้ความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่นจากกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันเพื่อนำไปสู่การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่48

โปรแกรมวัยก่อนเข้าเรียน

เด็กวัยก่อนเข้าเรียน (อายุระหว่าง 3 ถึง 5 ขวบ) ยังชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อเล็ก (Fine motor) อาทิ การใช้นิ้วมือเคลื่อนไหวในการวาดรูป (Drawing) ระบายสี (Coloring) และทาสี (Painting) รวมทั้งตัด (Cutting) และแปะ (Pasting) ภาพ ดังนั้น เขาจึงต้องการโปรแกรมที่จัดให้มีการลงมือปฏิบัติ (Action) และการเล่น พร้อมด้วยโภชนาการที่เหมาะสม ตลอดจนนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ การนอนที่เพียงพอ สุขอนามัย (Hygiene) และการออกกำลังกาย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัยก่อนเข้าเรียน-ดูแลอย่างไรไปสู่ความเป็นเลิศ-ตอนที่47

โปรแกรมวัยก่อนเข้าเรียน

ตั้งแต่ทศวรรษก่อนๆ ในวัยก่อนเข้าเรียน เด็กอเมริกันคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อความบันเทิง ท่ามกลางประสบการณ์ที่เลวร้าย (Trauma) ของการหย่าร้างของพ่อแม่ ผลกระทบทางจิตวิทยาจากการเสพยาของสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนการไร้ที่อยู่ (Homeless) จากครอบครัวที่ยากจนค่นแค้น

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องไปรษณีย์

สอนลูกเรื่องไปรษณีย์

การสอนลูกเรื่องไปรษณีย์ (Teaching Children about Post) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับจดหมาย (mail) บริการรับส่งจดหมายและพัสดุภัณฑ์ (postal service) รวมทั้งที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานเพื่อจัดการเกี่ยวกับจดหมาย สิ่งของ และบริการอื่นๆที่ส่งไปทางไปรษณีย์ รวมถึงบุคคลผู้ปฏิบัติงานไปรษณีย์ ทั้งนี้เพราะการสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็นของคนเรา เนื่องจากการทำงานทุกประเภทและการใช้ชีวิตประจำวันจะต้องติดต่อกัน สร้างความเข้าใจกันและกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยที่คนเรามีวิธีการติดต่อสื่อสารและใช้เครื่องมือต่างๆ วิธีการหนึ่งที่คนเราใช้คือบริการรับจดหมาย พัสดุภัณฑ์ (สิ่งของที่เป็นหีบห่อบรรจุสิ่งของที่ส่งทางไปรษณีย์ มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากกว่าไปรษณียภัณฑ์อื่นๆหุ้มห่อแน่นหนามั่นคง เหมาะแก่สภาพของสิ่งของ และระยะทางที่จะส่ง) จากไปรษณีย์ที่ให้บริการ โดยมีคนทำหน้าที่บริการเรียกว่า “บุรุษไปรษณีย์” ทำหน้าที่รับฝากจดหมายและพัสดุภัณฑ์จากผู้ส่งที่ต้นทาง เพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้รับปลายทาง บุรุษไปรษณีย์จะมีสถานที่ทำงานคือที่ทำการไปรษณีย์ การทำงานของบุรุษไปรษณีย์และสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ พ่อแม่และครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กเพื่อเป็นการปูพื้นฐานของความรู้ การเสริมสร้างทัศนคติที่ดี และการนำไปใช้ในชีวิตให้แก่เด็ก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน