ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่138

มาตรฐานแกนร่วม

ในตัวอย่างการสอนภาษา การอ่าน และวรรณกรรมระดับประถมศึกษาที่ 2 นั้น ความคิดสำคัญอาจได้แก่ การตั้งและตอบคำถาม 5W-1H (Who? What? When? Where? Why? และ How?) เพื่อแสดงความเข้าใจในรายละเอียดสำคัญของตำรา การเล่าเรื่องซ้ำไม่ว่าจะเป็น นิทาน (Fable) หรือตำนานที่เล่าต่อกันมา (Folktale) จากวัฒนธรรมต่างๆ แล้วสรุปใจความ (Central message) บทเรียน (Lesson) หรือจริยธรรม (Moral) และการสนองตอบของตัวละครต่อเหตุการณ์สำคัญและสิ่งท้าทาย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

เคล็ดลับเตรียมสอบภาพเหมือน-1

ภาพเหมือน1

สื่อการสอน: สิ่งของหรือภาพที่มีคุณลักษณะเหมือนกัน (สี รูปร่าง)

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ลูกรู้จักสังเกตสิ่งที่มีคุณลักษณะเหมือนกัน (สี รูปร่าง)
  2. เพื่อให้ลูกสามารถจำแนกและจัดหมวดหมู่สิ่งของหรือภาพที่เหมือนกันได้
อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่137

มาตรฐานแกนร่วม

ในตัวอย่างการสอนภาษาและการอ่านระดับอนุบาล ความคิดที่สำคัญหลังจากได้รับการสนับสนุนจากครูปฐมวัย ได้แก่ การตั้งและตอบคำถามในเรื่องรายละเอียดที่สำคัญในเนื้อหาของตำรา (Text) การเล่าเรื่องราวของครอบครัว และการแยกแยะตัวละคร (Character) ฉากหลัง (Setting) และเหตุการณ์สำคัญในเนื้อเรื่อง

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่136

มาตรฐานแกนร่วม

มาตรฐานช่วยให้สาธารณชนสามารถคาดหวังความรับผิดชอบจากครูและโรงเรียน เพื่อให้แน่ใจว่า ครูจะไม่สามารถปฏิเสธว่า “ฉันได้สอนการอ่านให้นักเรียนแล้ว” เพราะคำถามใหม่จะเป็น “นักเรียนได้เรียนอะไรแล้ว?" แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ “แล้วนักเรียนได้เทียบเคียงมาตรฐาน (Benchmark) กับความสามารถในการอ่านของเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันอย่างไร?”

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่135

มาตรฐานแกนร่วม

มาตรฐานแกนร่วม (Common Core Standards : CCS) มุ่งเน้นไปที่ทักษะที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมสำหรับเข้า มหาวิทยาลัยและประกอบสัมมาอาชีพ และนั่นคือมุมมอง (Perspective) ของคริสตี้ เนอิส (Christie Neise) ซึ่งเป็นครูอนุบาลโรงเรียนชั้นประถมศึกษานอร์ธมอร์ (Northmore Elementary School) ที่เมือง West Palm Beach รัฐฟลอริดา เธอกล่าวว่า “หลักสูตร CCS เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มความคมชัดในจุดมุ่งเน้นอีกเล็กน้อย”

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่134

มาตรฐานการศึกษา

ทั้ง 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา มีมาตรฐานในเรื่องสิ่งที่เด็กควรรู้และปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตาม นักการศึกษา นักการเมือง และสาธารณชนตระหนักดีว่า สิ่งที่เด็กเรียนรู้ขึ้นอยู่กับที่ที่เขาอาศัยอยู่ และมาตรฐานของแต่ละรัฐก็มิได้เป็นแบบเดียวกัน (Uniform) ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เด็กในรัฐแคลิฟอร์เนียเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เด็กในรัฐนิวยอร์คเรียนรู้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่133

มาตรฐานการศึกษา

ข้อดีของกฎหมายไม่มีเด็กถูกทิ้งท้าย (No Child Left Behind : NCLB) อยู่ที่มาตรฐานการรับผิดชอบ (Accountability standard) ที่วัดผลได้ในแต่ละปี ซึ่งแต่ละรัฐยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติให้สำเร็จ เพื่อรายงานผลสัมฤทธิ์ (Performance) ของเด็กและโรงเรียนให้พ่อแม่และสาธารณชนทราบ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่132

มาตรฐานการศึกษา

ในบรรดาจุดมุ่งหมาย 8 ข้อของการศึกษาอเมริกันก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตามกฎหมาย ข้อ 3 เป็นข้อที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะกำหนดว่า ภายในปี พ.ศ. 2543 “เด็กทุกคนที่สำเร็จการศึกษาในปีที่ 4, 8, และ 12 จะต้องมีความสามารถ (Competency) ในวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ พลเมืองและรัฐบาล (Civics and government) เศรษฐศาสตร์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

เล่นปนเรียน

เล่นปนเรียน

การจัดการเรียนรู้แบบเล่นปนเรียน (Play and Learn) หมายถึง วิธีการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยโดยยึดหลักจิตวิทยาและธรรมชาติของเด็กที่ชอบเล่นอยู่แล้ว ด้วยการใช้เทคนิควิธีการบูรณาการสาระความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ต้องการให้เกิดกับเด็ก และการเล่นให้เข้าด้วยกัน ทำให้เด็กได้เล่น แสดงออก ได้ร้องเพลง ทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน อยากเรียนรู้มากขึ้น การเล่นปนเรียนเป็นการเล่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญ ญาภายใต้การอำนวยความสะดวก สนับสนุน ชี้แนะ ช่วยเหลือของครูในด้านต่างๆ เพื่อให้การเรียนรู้แบบเล่นปนเรียนเกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุด

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การวัดและการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การวัดและการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การวัดและการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental assessment and evaluation for early childhood children) หมายถึง กระบวนการที่จัดทำขึ้นเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กตลอดจนการดูแลและเรียนรู้เกี่ยว กับสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อที่จะช่วยให้พัฒนาการของเด็กได้พัฒนาไปอย่างดีที่สุด ก่อนอื่นควรทำความรู้จักกับคำจำกัดความของการวัดและการประเมินพัฒนาการของเด็ก ซึ่งมีความหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Learning with the Five Senses) หมายถึง การจัดกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 ตามตารางการจัดกิจกรรมประจำวันระดับปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่131

มาตรฐานการศึกษา

เมื่อพ่อแม่ไปเยี่ยมชมการสอนเด็กปฐมวัยในชั้นเรียน แล้วตั้งคำถามว่า “ครูสอนอะไร?” มักได้คำตอบที่แตกต่างกัน ครูบางคนอาจตอบว่า เขาสอนเรื่อง “สัตว์” หรือ “วันหยุดพักผ่อน” และบางคน ก็อาจตอบ เขาสอน “ทักษะสังคม” หรือ “การเริ่มอ่านเบื้องต้น” แต่จริงๆ แล้วครูสอนอะไรกันแน่? และข้อสำคัญกว่า ก็คือ เด็กเรียนรู้อะไรกัน?

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก (Fine-Motor Development Activities) หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ทำงานอย่างประสานสัมพันธ์ที่ดี ได้แก่ กิจกรรมที่เด็กได้หยิบจับสิ่งของ ตุ๊กตา เครื่องเล่น ตลอดจนการช่วยตนเองในการแต่งตัว การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร ตลอดจนกิจกรรมศิลปะต่างๆที่เด็กได้ทำที่โรงเรียนเพื่อการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการควบคุมและการทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาในการทำกิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้มือและตาในการบังคับควบคุม เช่น การหยิบจับสิ่งของ การหิ้วหรือถือของ การร้อยพวงมาลัย การจับดินสอหรือสีในการวาดรูปหรือขีดเขียนในเด็กปฐมวัย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่130

โปรแกรมเด็กปฐมวัยในอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกา โปรแกรม “แรกแย้ม” (Early Head Start) ให้บริการแก่เด็กทารก (Infant) และเด็กวัยเตาะแตะ (Toddler) จำนวน 64,000 คน โดยกฎหมายฟื้นฟูอเมริกันและลงทุนใหม่ (American Recovery and Reinvestment Act) ของปี พ.ศ. 2552 ได้จัดสรรงบประมาณ 1,100 ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ 330,000 ล้านบาท) ให้โครงการนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การขาดทักษะการคิดวิเคราะห์

การขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ (Lack of Critical Thinking) เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน เด็กปฐมวัยเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมอง 1 แสนล้านเซลล์ที่พร้อมได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีพื้นฐานของสมองที่เอื้อต่อการเรียนรู้โดยสัมพันธ์กับการพัฒนาด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และด้านสังคม การคิดเป็นหัวใจของการพัฒนาในทุกๆด้าน เด็กปกติและเด็กพิเศษทุกคนควรได้รับการประเมินและส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในการเรียนรู้และอยู่รอดทั้งในวันนี้และในอนาคต

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่129

โปรแกรมเด็กปฐมวัยในอเมริกา

โปรแกรม “แรกแย้ม” (Early Head Start) เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดยได้รับการออกแบบเพื่อ (1) ส่งเสริมผลลัพธ์ (Outcome) ของสุขภาพที่แข็งแรง (Healthy) ของหญิงตั้งครรภ์ (2) เพิ่มพูนพัฒนาการของเด็กเล็ก จากแรกเกิดถึง 3 ขวบ และ (3) ส่งเสริมการดำเนินงานของครอบครัวเข้มแข็ง (Healthy family functioning)

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ถามอย่างไรให้ลูกคิดเป็น

ถามอย่างไรให้ลูกคิดเป็น

การถามลูกให้คิดเป็น (Teaching Children about Critical Thinking) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาสติ ปัญญาและการคิดของเด็ก เนื่องจากการได้รับการฝึกฝนในด้านการคิด การใช้คำถามเพื่อให้เด็กได้คิดหาคำตอบถือเป็นการฝึกฝนการทำงานของสมอง คำถามที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการคิดให้กับเด็กคือ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องสิ่งของที่เป็นอันตราย

สอนลูกเรื่องสิ่งของที่เป็นอันตราย

การสอนลูกเรื่องสิ่งของที่เป็นอันตราย (Teaching Children about Dangerous Things) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็กจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ของมีคม ยาและเวชภัณฑ์ สารเคมีและเชื้อเพลิง เครื่องใช้ ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ที่เด็กใช้หรือบริโภคเข้าไปแล้วทำให้ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและเกิดอาการเจ็บป่วยได้ ทั้งนี้เพราะสวัสดิภาพและความปลอดภัย (Safety) มีความสำคัญเป็นลำดับแรกของการจัดการศึกษาปฐมวัย การจัดประสบ การณ์ให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะและเจตคติที่ดีต่อการรักษาความปลอดภัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสอนให้เด็กเรียนรู้สิ่งของที่เป็นอันตรายจะช่วยให้เด็กสามารถป้องกันตนเองให้มีความปลอดภัย และช่วยลดความกังวลแก่ครูและผู้ปกครองในเรื่องสวัสดิภาพของเด็กลงได้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ครูปฐมวัย-พันธุ์ใหม่มืออาชีพ-ตอนที่128

โปรแกรมเด็กปฐมวัยในอเมริกา

โปรแกรม “แรกเริ่ม” (Head Start) เป็นบริการที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของผลงาน (Performance) และมาตรฐานการเรียนรู้ โดยเน้นหนักการให้การศึกษาแบบองค์รวมในเด็ก (Whole child) และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการให้บริการดังกล่าว

นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ในโปรแกรม “แรกเริ่ม” ผลการวิจัยพบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย

อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย

อัตลักษณ์ทางเพศในเด็กผู้ชาย (Gender Identity in boys) หมายถึง สำนึกและการรับรู้เพศสภาพที่เกิดขึ้นต่อตนเองตามลักษณะทางกายภาพความเป็นชาย (Physical Appearance) ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด โดยปกติแล้วเด็กทั่วไปจะเริ่มแสดงออกตามเพศสภาพของตนเองให้เห็นนับตั้งแต่อายุ 8 – 10 เดือน หลังจากนั้นพ่อแม่จะเป็นผู้ช่วยเติมเต็มอัตลักษณ์เพื่อบ่งชี้บท บาททางเพศ (Indication of gender role)ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น กล่าวคือ เมื่อเด็กเกิดมาเป็นเพศชาย พ่อแม่ก็จะเลี้ยงดูและส่งเสริมพฤติกรรมแสดงออกแบบผู้ชาย เช่นเดียวกัน เมื่อเด็กเกิดมาเป็นเพศหญิง พ่อแม่ก็จะเลี้ยงดูและส่งเสริมพฤติกรรมแสดงออกที่อ่อนโยนแบบผู้หญิง โดยการเลี้ยงดูเหล่านี้อาจมีตัวแบบมาจากพ่อและแม่หรือคนใกล้ตัว หรือบุคคลที่พ่อแม่อยากให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก บทบาททางเพศในวัยเด็กส่วนใหญ่มักถูกกำหนดตามความพึงพอใจของผู้ปกครอง (Parental Preference and Satisfaction) เช่น พ่อสนับสนุนให้ลูกชายเตะฟุตบอลหรือเล่นกอล์ฟ เพราะเห็นว่าเป็นกีฬาที่แสดงออกถึงความทะมัด ทะแมงและเป็นกีฬาที่พ่อชอบ แม่มักชอบให้ลูกสาวเป็นลูกมือช่วยทำครัว เพราะเห็นว่าเป็นงานถนัดของเพศหญิงและอยากปลูกฝังให้ลูกสาวโตไปเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี ทว่าหากลูกเริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านกิจกรรมที่พ่อแม่ส่งเสริม และเริ่มแสดงพฤติ กรรมที่บ่งบอกถึงความพอใจในเพศสภาพแบบตรงกันข้าม เช่น ลูกชายไม่ชอบเตะบอลแต่ชอบงานเย็บปักถักร้อย ซึ่งตามมุมมองของคนส่วนใหญ่ งานเย็บปักถักร้อยนั้นเป็นงานถนัดของผู้หญิง หรือลูกชายชอบสังเกตพฤติกรรมของแม่เวลาแต่ง หน้าและเล่นเครื่องสำอาง เป็นต้น แน่นอนว่าพฤติกรรมที่เริ่มแสดงออกถึงความเบี่ยงเบนทางเพศเหล่านั้นล้วนสร้างปัญหาความหนักอกหนักใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นแน่ อย่างไรก็ตามเด็กที่มีพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เบี่ยงเบนมักเป็น “เด็กผู้ชาย” เนื่องจากสังคมหรือผู้คนส่วนใหญ่มักจับตามองเด็กชายที่แสดงออกคล้ายเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้หญิงที่ห้าวหรือแสดงออกคล้ายเด็กผู้ชาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเด็กทั้งสองเพศมีการรับรู้และมีการแสดงออกทางเพศที่เบี่ยงเบนเหมือนกัน แต่ทว่าสังคมได้ขีดเส้นใต้คำว่า “ตุ๊ด” และ “กระเทย” ไว้ชัดเจนกว่า

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน