การเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัย

การเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัย

การเรียนกวดวิชา (Tutorial Courses)หมายถึง การเรียนการสอนที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียนตามปกติ โดยเนื้อหาที่เรียนเป็นการย้ำเนื้อหาเดิมหรืออาจเป็นเนื้อหาใหม่ที่ผู้เรียนไม่เคยเรียนมาก่อน และยังเป็นการเพิ่มเติมความรู้ความ สามารถให้แก่ผู้เรียนภายในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงการเรียนที่เน้นเนื้อหาบางตอนหรือการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคพิเศษที่ทำให้ผู้เรียนสามารถจำและนำไปใช้สอบแข่งขันได้โดยง่าย ส่วนการเรียนพิเศษ (Special Courses) หมายถึง การเรียนการสอนที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียนปกติ อาจจัดขึ้นหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์ อาทิตย์หรือช่วงปิดภาคเรียนแต่เป็นการเรียนการสอนที่เน้นการทบทวนบทเรียนหรือเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้ว บางครั้งอาจเรียนเนื้อหาล่วงหน้าก็ได้ การเรียนพิเศษอาจจัดสอนในโรงเรียน สถานที่ที่จัดขึ้น หรือครูสอนพิเศษอาจไปสอนที่บ้านของเด็กก็ได้

ถ้าคุณภาพการศึกษายังใช้ตัวชี้วัดเป็นคะแนน การเข้าเรียนยังใช้ระบบการสอบแข่งขันเพื่อหวังเข้าไปสู่การมีโอกาสได้เรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง และถ้าระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไม่สามารถทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีคุณภาพและมาตรฐานที่ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกันแล้ว ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยคงต้องทุ่มเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อให้ลูกเข้าเรียนพิเศษหรือกวดวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการอย่างเดียว ซึ่งส่งผลกระทบให้เด็กปฐมวัยถูกบังคับให้เรียนจนเกิดภาวะเครียด เด็กถูกเน้นให้พัฒนาเฉพาะด้านสมองและสติปัญญา แต่พลาดโอกาสในการใช้ชีวิตช่วงปฐมวัยในการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดพฤติ กรรมความสุขและมีคุณค่าทางด้านอารมณ์และจิตใจได้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ของเล่น

ของเล่น

ของเล่น (Toys)หมายถึง วัสดุต่างๆหรือของเล่นทั้งที่เป็นของเล่นจากวัสดุธรรมชาติและของเล่นที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่นำมาให้เด็กเล่นเพื่อพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ของเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. วัสดุของเล่นเกี่ยวกับการสอนและให้ความรู้ ได้แก่ ภาพตัดต่อ ของเล่นประเภทเรียงลำดับ ของเล่นประเภทเชือก วัสดุการเล่นแบบซ้อนภาพและชุดหมุดดอก
  2. วัสดุการเล่นที่เป็นของจริง ได้แก่ ทราย น้ำและโคลน ดินเหนียวและแป้งโด อาหาร ไม้และเครื่องมือช่างไม้
  3. วัสดุของเล่นเกี่ยวกับการสร้าง ได้แก่ บล็อก ชุดการสร้าง เลโก้ โดมิโน
  4. ของเล่น ได้แก่ ของเล่นที่เป็นเครื่องใช้ในบ้านเรือน ของเล่นที่เป็นยานพาหนะ ของเล่นที่เป็นรูปสัตว์หรือตัวการ์ตูน

การเล่นเป็นกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เด็กจะใช้การเล่นเพื่อเป็นการสำรวจตนเองและเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวไปพร้อมๆกัน โดยเริ่มจากการใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆลองผิดลองถูก เลียนแบบ แก้ปัญหา อันนำไปสู่การสร้างมโนทัศน์การเรียนรู้ การเล่นจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่นำเด็กไปสู่การพัฒนาตนเองทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องตำรวจและสถานีตำรวจ

สอนลูกเรื่องตำรวจและสถานีตำรวจ

การสอนลูกเรื่องตำรวจและสถานีตำรวจ (Teaching Children about Policemen and Police Stations)หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายและบริการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าใจเรื่องกฎระเบียบของการดูแลตนเองและทรัพย์สินให้พ้นภัย สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี สถานที่ทำงานของตำรวจที่จัดบริการหรืออำนวยความสะดวก ช่วยเหลือ รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาขนและเป็นที่กักขังชั่วคราวของผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัยกระทำผิด เมื่อเด็กเจริญวัยความต้องการที่จะรู้จักโลกภายนอกบ้านจะเพิ่มขึ้น เด็กจะเห็นคนรอบตัวมากขึ้น บุคคลเหล่านั้นจะแตกต่างกันทั้งรูปร่าง หน้าตา กิริยาที่แสดงออก เด็กจะค่อยๆเรียนรู้คนที่เขาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มจากบุคคลใกล้ชิดได้แก่ คุณครู เพื่อน เจ้าหน้าที่ในโรงเรียน คนขับรถรับส่งนักเรียน สังคมเด็กจะขยายกว้างเกิดการเรียนรู้ที่จะรู้จักคนอื่นและเกิดเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เป็นพื้นฐานของการจะอยู่ในสังคมในอนาคตด้วย ตำรวจและสถานีตำรวจจึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุคคลและสถานที่ราชการที่น่าสนใจ สมควรนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องทหาร

สอนลูกเรื่องทหาร

สอนลูกเรื่องทหาร (Teaching Children about Soldiers)หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ที่เปรียบเสมือนรั้วของชาติมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้คงอยู่ และทำหน้าที่ตรวจความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนและป้องปราบชาติอื่นๆไม่ให้รุกราน ตลอดจนรักษาความมั่นคงและบำรุงประเทศ การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เรื่องบุคคลที่อยู่ในสังคมเป็นประเด็นสำคัญที่พ่อแม่และครูจะต้องเอาใจใส่ การจัดกิจกรรมเรื่อง “ทหาร” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็กเพราะทหารเป็นคนสำคัญในสังคมที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องพ่อค้าแม่ค้า

สอนลูกเรื่องพ่อค้าแม่ค้า

การสอนลูกเรื่องพ่อค้าแม่ค้า (Teaching Children about Merchants)หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ที่มีอาชีพรวบรวมซื้อสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด และขายออกไปให้ผู้ที่ต้องการเพื่อทำกำไร การประกอบอาชีพเป็นหน้าที่ของทุกคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ บุคคลเหล่านั้นทำงานตามบทบาทของตนเป็นการช่วยสังคมให้มีความปกติสุข พ่อค้าแม่ค้าเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ประกอบสัมมาอาชีพ ด้วยการนำสินค้ามาจำหน่ายให้คนนำเงินมาแลกกับสินค้า เรื่องของพ่อค้าแม่ค้าจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น

อันตรายจากความอยากรู้อยากเห็น

เด็กกับความอยากรู้อยากเห็น(Children and Curiosity) เกิดขึ้นเป็นของคู่กันโดยธรรมชาติ ปรากฏพฤติกรรมให้เห็นนับตั้ง แต่แรกเกิดเด็กมักแสดงความสนใจในสิ่งต่างๆตามช่วงอายุของเขา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจหากลูกของท่านแสดงพฤติกรรมที่ส่อถึงความอยากรู้อยากเห็นเช่น เอานิ้วสัมผัสวัตถุทุกชนิดรอบตัว หยิบวัตถุต่างๆมาอมหรือเลีย หรือมุดศีรษะเข้าไปในซอกหลืบ เป็นต้น งานวิจัยหลายเรื่องได้แสดงให้เห็นว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการตามวัยของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นเพื่อพัฒนาสติปัญญาและฝึกทักษะการตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ทดลองและหาคำตอบให้เด็ก อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นในเด็กนั้น ใช้หลักการเดียวกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ โดยให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องราวต่างๆด้วยตัวของเขาเอง

อย่างไรก็ตามพัฒนาการด้านความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ได้มาพร้อมกับสำนึกเรื่องความผิดชอบชั่วดีหรือความตระหนักในความปลอดภัย กล่าวคือ พัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กยังไม่สมบูรณ์ เด็กจึงมีความอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด (Insatiable curiosity) อันอาจนำมาซึ่งอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและร่างกายของเด็ก รวมไปถึงคนรอบข้างในหลายรูปแบบได้

ในปี 2012 คณะกรรมการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคสหรัฐอเมริกา (United States Consumer Product Safety Commission) เปิดเผยสถิติการเสียชีวิตของเด็กในช่วงปี 1997-2010 ว่าพบเด็ก 58% จากจำนวน 40,000 รายเสียชีวิตจากการกลืนวัตถุขนาดเล็กได้แก่ ถ่านไฟฉายที่ใช้กับรีโมทควบคุมเครื่องปรับอากาศ รีโมทควบคุมโทรทัศน์ นาฬิกา กล้องถ่ายภาพหรือแม้แต่จากของเล่นเด็ก จากจำนวนเด็กที่เสียชีวิตมี 12 ใน 14 คนเสียชีวิตขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ราวๆ 3 ใน 4 ของเด็กที่ได้รับอันตรายจากการกลืนถ่านไฟฉายเป็นเด็กอายุ 4 ขวบ อันตรายจากถ่านไฟฉายมีความร้ายแรงหลายรูปแบบ ถ้าเข้าไปติดอยู่ในหลอดอาหารนาน 2 ชั่วโมง อาจเกิดอันตรายกับอวัยวะบริเวณทางเดินหลอดลมที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหารเช่น เส้นเสียงถูกทำลาย หลอดอาหารมีการฉีกขาดหรืออาการเลือดตกข้างในเนื่องจากสารอิเล็คโทรไลต์อัลคาไลน์รั่วไหลออกมาและแทรกซึมเข้าไปทำลายระบบร่างกาย เกิดกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาทำอันตรายต่อเยื่อบุและอวัยวะภายใน ดังนั้นตั้งแต่ปี 2008 จึงมีกฎหมายบัญญัติการออกแบบถ่านก้อนในของเล่นเด็กให้ไม่สามารถแกะออกด้วยมือเปล่าได้ สำหรับของเล่นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และ 12 ปีนั้นให้นำถ่านก้อนบรรจุลงในช่องใส่ถ่านได้พอดี และขนาดของถ่านก้อนที่พอดีช่องใส่ถ่านของเล่นสำหรับเด็กช่วงอายุต่างๆนั้นต้องมีขนาดเล็กกว่าหลอดอาหารของเด็ก เพื่อความปลอดภัยหากเด็กกลืนถ่านก้อนลงไป อย่างไรก็ตามไม่สามารถป้องกันร่างกายให้รอดจากอันตรายของสารพิษในถ่านไฟฉายและภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตาม มาได้

พ่อแม่ผู้ปกครองอาจพบว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ควรส่งเสริมให้กับลูกน้อย แต่ในขณะ เดียวกันความอยากรู้อยากเห็นนั้นล้วนมาพร้อมกับภัยเงียบที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความอยากรู้อยากเห็นของลูกน้อย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา

สอนลูกเรื่องวันมาฆบูชา (Teaching Children about Makha Bucha Day ) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวันพระในวันเพ็ญหรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันนี้เมื่อครั้งพุทธกาลเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ให้แก่พระอรหันต์ 1,260 รูปที่มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งพระอรหันต์เหล่านั้นเป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ทั้งสิ้น วันมาฆบูชาจึงเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธอีกวันหนึ่งที่จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะมีประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามปฏิบัติสืบต่อมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และเนื่องด้วยศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทางราชการจึงกำหนดให้วันมาฆบูชาเป็นวันหยุดเพื่อให้คนไทยชาวพุทธได้ไปทำบุญตักบาตร ฟังธรรมและเวียนเทียนที่วัดในชุมชนของตน สถานศึกษาทุกแห่งก็หยุดตามกำหนดของราชการเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนไปร่วมกิจกรรมทางศาสนากับครอบครัว แต่สถานศึกษาจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องมาฆบูชาให้นักเรียน เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้แก่เยาวชน

คำสำคัญ

โอวาทปาติโมกข์ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงให้พระอรหันต์ 1,260 รูปเกี่ยวกับหลักการ อุดมการณ์ วิธีปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา 3 ส่วนคือ การละความชั่วทุกชนิด การกระทำความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส

พุทธศาสนิกชนแปลว่า คนที่นับถือพระพุทธศาสนา

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การสอนทักษะทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ

การสอนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ

การสอนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากวัสดุธรรมชาติ (Teaching Mathematics Basic Skills from Natural Materials)หมายถึง หมายถึง การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการสังเกต เปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การเรียงลำดับ การนับ การรู้ค่าจำนวนจากวัสดุธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์ เช่น เมล็ดธัญพืชต่างๆ เปลือกข้าวโพด ใบมะพร้าว ก้านกล้วย ใบไม้ ดอกไม้ ฯลฯ และวัสดุธรรมชาติที่ได้จากสัตว์ เช่น เปลือกหอย เกล็ดปลา ซากกุ้ง ปู ฯลฯ ที่นำมาจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การร้อย การพิมพ์ภาพ การประดิษฐ์ การสร้างภาพ ฯลฯ

การนำวัสดุจากธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์ที่มีอยู่รอบตัวมาจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพบนก้อนหิน การวาดภาพบนใบไม้ การร้อยพวงมาลัยจากดอกดาวเรือง การสานจากใบมะพร้าว การสร้างภาพจากเมล็ดพืช การประดิษฐ์ตุ๊กตาจากเปลือกข้าวโพด การสร้างภาพด้วยเกล็ดปลา การประดิษฐ์โมบายด้วยเปลือกหอย ฯลฯ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากช่วยให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลินในการแสดงออกทางด้านอารมณ์และความรู้สึกผ่านสื่อต่างๆออกมาเป็นผลงานทางศิลปะแล้ว สื่อวัสดุธรรมชาติที่มีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องรูปร่าง สี ขนาด น้ำหนัก พื้นผิว เป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ ทั้งทักษะการสังเกต เปรียบเทียบ การนับ การจัดกลุ่ม การจัดลำดับ การเรียนรู้ค่าและจำนวน ฯลฯ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องแมงและแมลง

สอนลูกเรื่องแมงและแมลง

การสอนลูกเรื่องแมงและแมลง (Teaching Children about Bugs and Insects) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • แมง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง และส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา 8 ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก เช่น แมงมุม แมงดาทะเล แมงป่อง แมงกะแท้ แมงกะชอน เป็นต้น
  • แมลง ซึ่งหมายถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอกและส่วนท้อง มีขา 6 ขา มีหนวด 1 คู่ มีปีก 1-2 คู่ หรือไม่มีเลย เช่น ผีเสื้อ ผึ้ง ต่อ มด ปลวก ด้วง แมลงทับ แมลงวัน แมลงวันทอง แมลงปอ เป็นต้น ส่วนหัวเป็นที่รวมประสาทและการกินอาหาร มีอวัยวะสำคัญคือ ปาก หนวด 1 คู่ ตาเดี่ยวและตาประกอบ ส่วนอกเป็นส่วนของการเคลื่อนไหว มีอวัยวะสำคัญคือ ขา 3 คู่และปีก 2 คู่ (บางชนิดจะไม่มีปีก) และส่วนท้องเป็นส่วนย่อยอาหารและการสืบพันธุ์

แมงและแมลงเป็นสัตว์ที่อยู่ตามที่ต่างๆ บางทีอาจตอมร่างกายของคนบางคน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครตั้งใจจะให้สัตว์ชนิดนี้มายุ่งเกี่ยวด้วย บางชนิดชอบมาอาศัยตามเพดานบ้าน เสาบ้าน พื้นบ้านที่มีรูเล็กๆ จะมีสัตว์เหล่านี้เบียดตัวแทรกเข้าไปอาศัยในซอกมุมอับมืดของบ้าน และบางชนิดก็อยู่ที่ใต้ดิน ในน้ำ ในป่า สุ่มทุมพุ่มไม้ แมงและแมลงมีลักษณะรูปร่างแบบต่างๆ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และมีโทษต่อคน สัตว์และพืช เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ เรื่องแมงและแมลงยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร สาระดังกล่าวจึงเป็นข้อสังเกตที่ควรนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้รู้จักสัตว์ประเภทแมงและแมลง คุณประโยชน์และโทษ ที่อยู่อาศัย อาหาร ศัตรู การสืบพันธุ์ การรู้จักใช้ประโยชน์จากแมงและแมลง รวมถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากแมงและแมลงที่เป็นอันตราย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น (Cognition and Understanding of Others’ Attitude) หมายถึง การรับรู้และเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น และสามารถแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อทัศนะดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและทำงานเป็นกลุ่มเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เด็กสามารถเรียนรู้ความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่นจากกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันเพื่อนำไปสู่การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องไปรษณีย์

สอนลูกเรื่องไปรษณีย์

การสอนลูกเรื่องไปรษณีย์ (Teaching Children about Post) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับจดหมาย (mail) บริการรับส่งจดหมายและพัสดุภัณฑ์ (postal service) รวมทั้งที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานเพื่อจัดการเกี่ยวกับจดหมาย สิ่งของ และบริการอื่นๆที่ส่งไปทางไปรษณีย์ รวมถึงบุคคลผู้ปฏิบัติงานไปรษณีย์ ทั้งนี้เพราะการสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็นของคนเรา เนื่องจากการทำงานทุกประเภทและการใช้ชีวิตประจำวันจะต้องติดต่อกัน สร้างความเข้าใจกันและกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยที่คนเรามีวิธีการติดต่อสื่อสารและใช้เครื่องมือต่างๆ วิธีการหนึ่งที่คนเราใช้คือบริการรับจดหมาย พัสดุภัณฑ์ (สิ่งของที่เป็นหีบห่อบรรจุสิ่งของที่ส่งทางไปรษณีย์ มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากกว่าไปรษณียภัณฑ์อื่นๆหุ้มห่อแน่นหนามั่นคง เหมาะแก่สภาพของสิ่งของ และระยะทางที่จะส่ง) จากไปรษณีย์ที่ให้บริการ โดยมีคนทำหน้าที่บริการเรียกว่า “บุรุษไปรษณีย์” ทำหน้าที่รับฝากจดหมายและพัสดุภัณฑ์จากผู้ส่งที่ต้นทาง เพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้รับปลายทาง บุรุษไปรษณีย์จะมีสถานที่ทำงานคือที่ทำการไปรษณีย์ การทำงานของบุรุษไปรษณีย์และสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ พ่อแม่และครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กเพื่อเป็นการปูพื้นฐานของความรู้ การเสริมสร้างทัศนคติที่ดี และการนำไปใช้ในชีวิตให้แก่เด็ก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องอาหารตากแห้ง

สอนลูกเรื่องอาหารตากแห้ง

การสอนลูกเรื่องอาหารตากแห้ง (Teaching Children about Dried Food) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเอาน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุด เพื่อป้องกันเชื้อบูดเสียที่มักเจริญในความชื้น สามารถทำได้ 2 วิธีคือการตากด้วยแสงแดดและตากด้วยเครื่องมือตากแห้ง นับเป็นวิธีถนอมอาหารแบบหนึ่ง เช่น กล้วยตาก ข้าวตาก ลูกเกด พุทราแห้ง สาเกแห้ง ใบเตยแห้ง ดอกไม้จีนแห้ง ดอกเก๊กฮวยแห้ง กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง หอยหลอดแห้ง เนื้อ หมูหรือปลาแดดเดียว เป็นต้น อาหารตากแห้งเป็นอาหารที่คนเราพัฒนาขึ้นจากการสังเกตความสัมพันธ์ของอาหารที่มาจากพืชและสัตว์กับความร้อนจากแสงแดด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพชะลอการบูดเน่า ทำให้คนเรามีอาหารไว้รับประทาน แม้ไม่ใช่ฤดูกาลที่พืชจะออกผลหรือไม่มีเนื้อสัตว์สดๆในขณะนั้น วิธีการนี้จึงเป็นความรู้เรื่องการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง จากการศึกษาพบว่าคนไทยทำอาหารตากแห้งรับประทานมาช้านาน ถือเป็นภูมิปัญญาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน และพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องมือตากแห้ง พ่อแม่สามารถสอนให้เด็กรู้จักเรื่องอาหารตากแห้งจากครอบครัว และในปัจจุบันโรงเรียนบรรจุเรื่องอาหารที่มีคุณค่าไว้ในหลักสูตร ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาหารตากแห้งให้เด็กได้มีโอกาสสังเกตลักษณะของอาหารตากแห้ง ทดลองทำอาหารตากแห้งง่ายๆเหมาะตามวัย และหัดรับประทานอาหารตากแห้งเพื่อรู้จักรสชาติของอาหารให้หลากหลาย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช

สอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช

การสอนลูกเรื่องเมล็ดธัญพืช (Teaching Children about Cereal) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น เมล็ดธัญพืชมีเปลือกแข็งจึงต้องนำไปขัดสีก่อนแล้วค่อยนำมาบริโภค หรือนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้แปรรูปอาหาร (Food processing) ให้เป็นแป้ง (Flour) หรือสตาร์ซ (Starch) แล้วนำไปแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่างๆ เช่น ขนมกล้วย เค้ก ขนมปัง (Bread) บะหมี่ (Noodle) เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น คนเราใช้ส่วนต่างๆ ของพืชเป็นอาหารรวมทั้งส่วนที่เป็นเมล็ด แต่มีเมล็ดของพืชบางชนิดเท่านั้นที่เรานำมาทำเป็นอาหารเรียกว่า “ธัญพืช” และได้แปรรูปจากเมล็ดไปเป็นแป้งเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารลักษณะต่างๆ อีกหลากหลาย ขนมไทยและขนมเบเกอรี่ที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันทำมาจากแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งสาลีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง “เมล็ดธัญพืช” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพืชให้แก่เด็กปฐมวัยตามหลักสูตรกำหนดในเรื่องสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children) หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องเครื่องนุ่งห่ม

สอนลูกเรื่องเครื่องนุ่งห่ม

สอนลูกเรื่องเครื่องนุ่งห่ม (Teaching Children about Clothing) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายของคนเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นสำหรับการสวมใส่ เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคม การเรียกเครื่องนุ่งห่มจะมีชื่อเฉพาะ ได้แก่ เสื้อ กางเกง ผ้าถุง หมวก ถุงเท้า ฯ บางทีก็เรียกรวมๆไปว่า “เครื่องแต่งกาย” หรือ “เครื่องนุ่งห่ม” สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่อยู่กับเด็กตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นเด็กควรรู้จักเครื่องนุ่งห่มทั้งรูปร่าง ลักษณะ ประโยชน์ การเก็บรักษา จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่เน้นให้เด็กได้รู้จักสิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรมผ่านการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเล่นที่มุ่งให้เด็กเกิดพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา โดยพ่อแม่และครูร่วมมือส่งเสริมการเรียนแก่เด็กในทิศทางเดียวกัน

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องเครื่องแบบนักเรียน

สอนลูกเรื่องเครื่องแบบนักเรียน

การสอนลูกเรื่องเครื่องแบบนักเรียน (Teaching Children about School Uniforms) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย สิ่งประกอบเครื่องแต่งกาย และเครื่องหมายต่างๆที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดให้นัก เรียนที่สวมใส่เหมือนๆกัน โดยสถานศึกษาจัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่างๆ ซึ่งสถานศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในประเทศไทยจะใช้ระเบียบตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดเรื่องให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบมาโรงเรียนเพื่อแสดงถึงความมีระเบียบตามวัฒนธรรมในสังคมไทย และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มนักเรียนด้วย เมื่อแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักเรียนไปยังสถานที่ต่างๆจะเป็นที่รู้จักและยอมรับว่าผู้นั้นเป็นนักเรียน สำหรับเครื่องแบบนักเรียนในประเทศไทยได้กำหนดแบบให้นักเรียนสวมใส่ตามระดับชั้น เป็นข้อสังเกตในการจำแนกวัย นักเรียนในระดับชั้นปฐมวัยมีเครื่องแบบที่โรงเรียนได้กำหนดขึ้น และการนำเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมาจัดกิจกรรมการเรียนให้แก่เด็ก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กรู้จักระเบียบของโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ ฝึกฝนการช่วยเหลือตน เองให้รู้จักการแต่งกายที่ถูกต้อง มีสุขนิสัยที่ดีในการแต่งกาย ฝึกการคิดและการแก้ปัญหาผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่โรงเรียนจัดตามหลักสูตร พร้อมกับการที่พ่อแม่จัดกิจกรรมครอบครัวส่งเสริมให้เด็กมีความรู้และปฏิบัติตนให้เกิดคุณลักษณะที่ดีในทิศทางเดียวกับโรงเรียน

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง

ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง

การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) หมายถึงการที่เด็กไม่สามารถจะนำตนเองเข้าไปแทนที่ผู้อื่นทั้งในด้านความคิด การรับรู้ทางสายตา อารมณ์และความรู้สึก เด็กจะยึดติดกับความคิดของตนเอง ไม่เข้าใจว่าความคิดและความรู้สึกของตนเองแตกต่างจากผู้อื่น ทำให้มีอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านสังคมของเด็ก การจัดกิจกรรมเพื่อคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (decentering) ซึ่งหมายถึงเทคนิค วิธีการ กิจกรรมที่นำมาจัดเพื่อลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ทั้งในด้านการมองวัตถุ ความคิด การสื่อสาร อารมณ์และความรู้สึก จึงเป็นวิธีการที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เรียนรู้ที่จะรับรู้และเข้าใจทัศนะ อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดีในอนาคต

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนลูกเรื่องอาชีพบริการ

สอนลูกเรื่องอาชีพบริการ

สอนลูกเรื่องอาชีพบริการ (Teaching Children about Service) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ที่ให้บริการหรือการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ และผู้ให้บริการจะได้รับค่าตอบแทนจากผู้รับบริการ เช่น บริการท่องเที่ยว บริการในร้านอาหาร

อาชีพบริการเป็นอาชีพในกลุ่มทำงานอำนวยความสะดวก ผู้ทำอาชีพงานบริการมีหลากหลาย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่โรงเรียนควบคู่ไปพร้อมกับการจัดประสบการณ์ที่บ้าน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตที่ดีให้แก่เด็กปฐมวัยและใช้เป็นพื้นฐานการเรียนในระดับสูงต่อไป

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การเตรียมเด็กให้สงบ

การเตรียมเด็กให้สงบ

การเตรียมเด็กให้สงบ (Child Preparation Techniques) หรือการเก็บเด็ก หมายถึงวิธีการที่ทำให้เด็กสงบลงโดยการดึงความสนใจของเด็ก ขณะที่เด็กกำลังคุยหรือเล่นกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ให้หันกลับมาสนใจในกิจกรรมที่ครูต้องการ โดยครูอาจใช้วิธีการท่องคำคล้องจอง การร้องเพลง การเชิดหุ่น การเล่านิทาน การแสดงท่าทางหรือใช้กิจกรรมต่างๆหลายอย่างประกอบกัน เพื่อทำให้เด็กสงบและมีสมาธิมากที่สุด

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย (Improper Behavior in Young Children) หมายถึง การกระทำของเด็กที่เกิดจากความตั้งใจ โดยที่การกระทำนั้นไม่เหมาะสมกับสถานที่หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม พฤติกรรมท้าทายอำนาจ พฤติกรรมรบกวนในชั้นเรียน พฤติกรรมไม่สนใจเรียน พ่อแม่และครูจึงควรวางแผนดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็ก โดยการใช้เทคนิคจัดสภาพแวดล้อมที่ป้องกันไม่ให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน