ชั้นเรียนประถม-ประสมศาสตร์ประสานศิลป์-STEM-ตอนที่68

รถขับเคลื่อนด้วยลูกโป่ง

สิ่งของที่เคลื่อนไหวยึดครอง (Capture) จินตนาการของเด็กเหมือนกับผู้ใหญ่ เราอาจจดจำเวลาที่เราเห็นรถยนต์วิ่งอยู่บนท้องถนน ที่ทำให้เราต้องมองเป็นครั้งที่ 2 หรือแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า เมื่อสังเกตเห็นบอลลูนลมร้อน (Hot-air balloon) ที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ชั้นเรียนประถม-ประสมศาสตร์ประสานศิลป์-STEAM-ตอนที่67

ระบบคู่หู

บางครั้งการขอให้เด็กโตสอนเด็กเล็ก อาจเป็นเป็นกลเม็ด (Technique) ที่ได้ประสิทธิผลในการจูงใจ (Motivation) การมุ่งเน้น (Focus) และการจรรโลง (Retention) การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการเก็บเกี่ยวรางวัล (Reap award) อันยิ่งใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ของเล่นกับการเลือกอาชีพในอนาคต-2

ของเล่นกับการเลือกอาชีพในอนาคต

Becky Francis ศาสตราจารย์ด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัย Roehampton กล่าวว่า"ของเล่นชนิดต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อความคิดว่าอะไรเหมาะสมสำหรับเด็กผู้ชายหรืออะไรเหมาะสมสำหรับเด็กผู้หญิง และสอนเด็ก ๆ ได้ต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อาจส่งผลต่อการเลือกวิชาเรียนหรือเลือกอาชีพในอนาคต

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ของเล่นกับการเลือกอาชีพในอนาคต-1

ของเล่นกับการเลือกอาชีพในอนาคต

ทุกคนคงจะมีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับของเล่นชิ้นโปรดสมัยเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบล็อก รถไฟ บ้านตุ๊กตา หรือชุด น้ำชา ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อโตขึ้นเราจะต้องมีอาชีพก่อสร้าง ขับรถไฟ ทำความสะอาด หรือ ขายน้ำชา ตามของเล่นที่เราเคยชอบ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ตัวเล็กๆก็เจ็บได้เท่าผู้ใหญ่-ตอนที่2

ตัวเล็กๆ ก็เจ็บได้เท่าผู้ใหญ่

จากตอนที่แล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดแสดงให้เห็นว่า เด็กเล็กๆ รู้สึกถึงความเจ็บปวดและสามารถแสดงความเจ็บปวดได้ตั้งแต่แรกเกิด อันที่จริงแล้ว ทารกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทารกที่คลอดก่อนกำหนด จะไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่า เพราะสามารถทนต่อความเจ็บปวดได้น้อยกว่า จะเห็นได้ว่า ทารกแรกคลอดนั้น สามารถมีปฏิกิริยาทันทีเวลาที่แพทย์ใช้นิ้วมือกรีดเท้า

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

ตัวเล็กๆก็เจ็บได้เท่าผู้ใหญ่-ตอนที่1

ตัวเล็กๆ ก็เจ็บได้เท่าผู้ใหญ่

“พาลูกสาวไปเจาะหูสิ เจาะแต่เด็ก ไม่ค่อยเจ็บหรอก แผลหายง่าย” “ลูกชายเกิดมาก็ให้ขลิบเลย เพราะเดี๋ยวขลิบตอนโตจะเจ็บกว่า” คำพูดเหล่านี้ เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีผู้ปกครองหลายท่านที่คิดว่า เด็กทารกสามารถเผชิญและอดทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าผู้ใหญ่

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัคซีน-การป้องกันโรคที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย2

การป้องกันโรคที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

วัคซีนนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างยาวนานและพลิกผัน ครั้งหนึ่งผู้คนเคยยกให้วัคซีนเป็นเหมือนวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตมวลมนุษยชาติ แต่ในปัจจุบันวัคซีนได้กลายเป็นสิ่งต้องสงสัย และเป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงแม่และเด็ก

จะมีทางออกที่จะทำให้เราคิดตรงกันเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนบ้างหรือไม่ คำตอบ ณ ขณะนี้คือ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

วัคซีน-การป้องกันโรคที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย1

การป้องกันโรคที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กแรกเกิดได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางสายสะดือ และหลังจากการคลอดแล้ว ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมจากนมแม่ อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันดังกล่าวเป็นเพียงภูมิคุ้มกันเพียงชั่วคราวเท่านั้น การรับวัคซีนซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโดยการฉีดเชื้อโรคที่ตายแล้วหรือถูกทำให้อ่อนแอลงปริมาณเล็กน้อยจึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้-3

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้

เด็กๆ ต้องการอาหารที่มีประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของร่างกายและจิตใจ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งผักและผลไม้ จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคขาดธาตุเหล็ก กระดูกพรุน และฟันผุ อย่างไรก็ตาม เด็กส่วนมากยังรับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักเกินเมื่อเทียบกับเด็กที่รับประทานผักและผลไม้บ่อยครั้ง

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้-2

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้

แม้ว่างานวิจัยของ USDA ร่วมกับ Baylor College of Medicine และ the Federal University of Santa Catarina ที่ได้ทบทวนงานวิจัยหลายชิ้นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานี้จะพบว่า การใช้ทฤษฎีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เด็กๆ รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นยังไม่สามารถเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ที่เด็กรับประทานได้เท่าที่ควร แต่เราก็ไม่สามารถที่จะละเลยไม่ให้เด็กๆ รับประทานผักและผลไม้ได้เลย เพราะร่างกายต้องการสารอาหารอันมีประโยชน์จากผักและผลไม้เหล่านี้ในปริมาณที่แตกต่างกันไปตามวัย ปริมาณของผักและผลไม้ที่ร่างกายต้องการต่อวันสำหรับเด็กและวัยรุ่นนั้น เป็นไปตามตารางข้างล่างนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้-1

จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผักและผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อเด็กๆ เป็นอย่างมาก แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้เท่าที่ควร ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านต้องหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้บุตรหลานยอมรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวัน บรรดานักวิจัยก็พยายามที่จะพัฒนาวิธีการที่ใช้ได้ผล และหลายครั้งที่นักวิจัยใช้ทัศนคติของตนเองตัดสินใจว่าวิธีการต่างๆ นั้นได้ผลหรือไม่ ดังนั้น เมื่อไม่นานมานี้ คณะวิจัยจาก USDA ร่วมมือกับ Baylor College of Medicine และ the Federal University of Santa Catarina จึงทำการทบทวนงานวิจัยต่างๆ ที่มีการค้นคว้าวิธีที่จะดึงดูดใจเด็กๆ ให้รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น ย้อนหลังไป 25 ปี ผลการวิจัยพบว่า เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะรับประทานผักเพิ่มขึ้นมากกว่าผลไม้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้-3

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้

นอกจากการให้ความรู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว การพูดคุยกับบุตรหลานถึงเรื่องดังกล่าวยังเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ป้องกันไม่ให้บุตรหลานถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพราะเขาจะไว้วางใจและทราบว่าจะพูดคุยกับผู้ปกครองได้เมื่อมีคำถามหรือปัญหาใดๆ ผู้ปกครองอาจพูดคุยกับบุตรหลานตามแนวทางดังต่อไปนี้

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้-2

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้

ในตอนที่ 1 ผู้เขียนได้กล่าวถึงงานวิจัยจาก Cochrane ซึ่งพบว่าการให้ความรู้แก่เด็กเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศนั้น น่าจะสามารถป้องกันเด็กจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กๆอาจยังสื่อสารได้ไม่ดีเท่าทีควร และอาจไม่สามารถบอกหรือเล่าให้ผู้ปกครองฟังได้ว่าตนเองถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่และสังเกตบุตรหลานของตนเองด้วย จะได้ไม่สายเกินไปที่จะช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้-1

การให้ความรู้พาเด็กๆพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้

จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า เด็กผู้หญิงอย่างน้อย 1 ใน 10 คน และเด็กผู้ชายอย่างน้อย 1 ใน 20 คน เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual abuse) มาก่อน และเด็กที่ถูกกระทำดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ และมีปัญหาติดยาเสพติดและเครื่องดื่มมึนเมาในเวลาต่อมาอีกด้วย

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก-ตอนที่2

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอถึงผลการวิจัยเรื่อง “Effects of Family Structure Type and Stability on Children’s Academic Performance Trajectories” ว่าโครงสร้างทางครอบครัวนั้นมีผลต่อผลการศึกษาของเด็ก และผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวยังพบด้วยว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ครอบครัวแต่ละรูปแบบส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆได้ไม่เท่ากันคือ การเข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรทางการเงิน หรือด้านการเลี้ยงดูบุตรก็ตาม ดังนั้น หากพิจารณาตามผลการวิจัยดังกล่าว เราอาจสรุปได้ว่า หากครอบครัวนั้นมีฐานะดีพอที่จะสนับสนุนบุตรหลานทางด้านการเรียนรู้ได้ เด็กจากครอบครัวนั้นก็จะมีแนวโน้มเรียนดีกว่าเด็กคนอื่นๆ

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก-ตอนที่1

โครงสร้างทางครอบครัวมีผลต่อการเรียนของลูก

ในระยะหลังนี้ โครงสร้างของครอบครัวทั่วโลกมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันมีการหย่าร้าง การแต่งงานใหม่ การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานเกิดขึ้นโดยทั่วไป ในเรื่องนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆในครอบครัวนั้นสามารถส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการเรียนของเด็กเป็นอย่างมาก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก-ตอนที่3

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก

การป้องกันไม่ให้เด็กเป็นคนไม่เชื่อฟังหรือต่อต้านสังคมนั้น สามารถส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาด้านสมอง จิตใจ และร่างกายอย่างที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถกระทำได้ด้วยการให้แรงเสริมเชิงบวก (Positive Reinforcement) และไม่สนับสนุนค่านิยมที่ผิด การให้แรงเสริมเชิงบวกจะทำให้เด็กรู้สึกดีเกี่ยวกับการตัดสินใจของตนเอง ซึ่งจะช่วยขัดเกลาให้เกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากสามารถสอนให้เด็กๆ เรียนรู้อุปนิสัยที่จะส่งผลดีและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาได้ในอนาคต การให้แรงเสริมเชิงบวกกระทำได้ดังนี้:

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก-ตอนที่2

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงงานวิจัยของสถาบัน Dr. Eric Jackman Institute of Child Study แห่ง University of Toronto ซึ่งพบว่านิทานที่มีเนื้อหาเชิงบวกสามารถกระตุ้นให้เด็กบอกความจริงได้มากกว่านิทานที่มีเนื้อหาเชิงลบ ผลของงานวิจัยดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำถึงความมีประสิทธิภาพของการลูกฝังเด็กๆ ด้วยวิธีการเชิงบวก

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก-ตอนที่1

สอนเด็กได้ผลด้วยนิทานเชิงบวก

เมื่อไม่นานมานี้ วารสาร Psychological Science ได้ตีพิมพ์งานวิจัยของสถาบัน Dr. Eric Jackman Institute of Child Study แห่ง University of Toronto ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับผลของนิทานเด็กที่มีต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และพบว่า นิทานที่มีเรื่องราวชื่นชมความซื่อสัตย์ของตัวละครสามารถกระตุ้นให้เด็กพูดความจริงมากกว่านิทานที่เน้นถึงผลเสียของการพูดปด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่านิทานบางเรื่อง เช่น “เด็กเลี้ยงแกะ” และ “พินอคคิโอ” อาจไม่ใช่นิทานสอนใจที่ได้ผลนักเมื่อต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมีพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์ นิทานต่างๆ มีผลต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เด็กมีจินตนาการเท่านั้น แต่ยังสอนให้เด็กๆ รู้จักโลกภายนอกอีก นิทานมีส่วนร่วมในการปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมทางสังคมให้แก่เด็กมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังมีงานวิจัยไม่มากนักเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการอบรมสั่งสอนเด็กของนิทานเหล่านี้ นาย Kang Lee หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า เราไม่ควรเหมารวมว่านิทานที่มีคติสอนใจที่เล่าต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยนั้น จะสามารถเสริมสร้างความประพฤติที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมจริยธรรมเสมอไป ส่วน นาง Victoria Talwar ผู้ร่วมวิจัยจาก McGill University กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก เธอต้องการทราบเช่นกันว่านิทานแต่ละเล่มนั้น มีประสิทธิภาพในการเสริมคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์มากน้อยเพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเด็กจะฟังแล้ว “เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา” หรือเด็กจะจำคำสอนจากเรื่องได้ขึ้นใจ ดังนั้น คณะวิจัยจึงได้ทำการทดลองโดยมีเด็กๆ อายุ 3-7 ปี จำนวน 268 คน เป็นผู้เข้าร่วม เด็กแต่ละคนเล่นเกมทายชื่อของเล่นจากเสียง ระหว่างที่เล่นเกมอยู่นั้น ผู้ทำการวิจัยจะเดินออกจากห้องไป 1 นาที เพื่อไปหยิบหนังสือนิทาน และกำชับไม่ให้เด็กแอบดูของเล่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กๆ ส่วนใหญ่อดใจไม่ไหว

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

เด็กประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าทำกิจกรรม-ตอนที่2

เด็กประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าทำกิจกรรม

ในตอนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาความเชื่อมโยงของตารางกิจกรรมของเด็กๆ ที่มีต่อการทำงานของสมองระดับสูง (Executive function) ไปแล้ว ว่าเด็กที่ทำกิจกรรมที่มีตารางเวลาและโครงสร้างที่ไม่แน่นอน เช่น เล่น ท่องเที่ยว เป็นต้น จะมีการทำงานของสมองระดับสูงที่ดีกว่า ทำให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต และดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ดีกว่าเพื่อนๆ หลายท่านอาจยังสงสัยว่า Executive function นั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับการใช้ชีวิตประจำวัน

อ่านเนื้อหาทั้งหมด | แบ่งปันบน Facebook

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน