หน้าหลัก » บทความ » การทำท่าทางตามจินตนาการ (Creative movement)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การทำท่าทางเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเป็นการแสดงถึงสมรรถนะของการรับรู้ของสมอง เมื่อร่างกายเคลื่อนไหวจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนจินตนาการ หมายถึง ความคิด หรือ การสร้างภาพขึ้นในใจ โดยไม่ต้องเห็นหรือสัมผัสมาก่อน การสอนให้เด็กปฐมวัยคิด เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมสนับสนุน การให้มีการพัฒนาเต็มศักยภาพ การทำท่าทางตามจินตนาการหรือตามความคิดที่สร้างภาพขึ้นในใจ จะเป็นวิธีการให้เด็กปฐมวัยได้ฝึกปฏิบัติการคิด และถ้าเด็กได้รับกระตุ้นจากครอบ ครัวและโรงเรียน จะทำให้เด็กพัฒนาความสามารถของตนเองและเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

การทำท่าทางตามจินตนาการมีความสำคัญอย่างไร?

เมื่อร่างกายเคลื่อนไหวจะทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นการสั่งการของสมอง สมองเป็นสิ่งที่สำคัญทำหน้าที่การรู้คิดขนาดใหญ่ มีศักยภาพที่ใช้ความคิดได้สูง สมองจะประกอบด้วยเซลล์ประสาทขนาดเล็กและมีจำนวนมากที่เชื่อมต่อกัน ในสมองของเด็กแรกเกิดจะมีเซลล์สมองอยู่ประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ เซลล์เหล่านี้จะยื่นออกจากเซลล์เกิดเป็นเครือข่ายร่างแหวงจรขนาดใหญ่ เป็นลายพิมพ์วงจรข้อมูลในสมองที่เด็กสร้างขึ้นจากการเรียนรู้ แม้เซลล์ในสมองของคนเราจะสามารถสร้างได้วันละ 250 ล้าน ล้าน ล้านวงจร แต่เซลล์สมองก็ตายไปวันละ 85,000 เซลล์ ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น การเป็นโรค ได้รับสารพิษ การที่เซลล์ไม่ได้ทำงานหรือไม่ได้ถูกใช้งาน เซลล์ที่ทำงานจะมีข้อมูลเชื่อมต่อโยงกับเซลล์อื่นตลอดเวลา การมีสัญญาณเชื่อมโยงกระตุ้นเซลล์ตลอดเวลาทำให้มีเซลล์มีชีวิตและทำงานต่อไป การเจริญเติบโตของสมองเด็กวัยนี้มีประสิทธิภาพ เพราะสมองคนเราจะพัฒนามากที่สุดคือ เมื่อคนเราอยู่ในวัยเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 6 ปี จากการศึกษาเรื่องสมองของนักวิทยาศาสตร์พบว่า สมองของเด็กอายุประมาณ 3 ปี ขนาดของสมองของเด็กเท่ากับ 3 ใน 4 ของสมองผู้ใหญ่ การพัฒนาสมองของเด็กจะมีประสิทธิภาพได้ จากการรับรู้ความรู้สึกสัมผัส เด็กจึงควรเล่น ได้เคลื่อนไหว ส่งผลต่อการคิดของคนเราหรือจินตนาการ ซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลจากสิ่งที่ได้สัมผัสภายนอกแล้วสร้างภาพขึ้นมาในสมองของตนเอง เมื่อสมองทำงาน ประมวลข้อมูลที่เคยรับรู้ การคิดหรือจินตนาการก็เกิดขึ้น สมองเด็กควรได้รับการกระตุ้นให้คิด อาจจะออกมาในรูปแบบการเล่น การทำท่าทางหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อนำไปสู่การพูด การคิด และ จะเติม แต่ง ขยายความ คิดได้อีกต่อไป

การทำท่าทางตามจินตนาการมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การทำท่าทางตามจินตนาการมีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ

  • เด็กได้พัฒนาการคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดที่แปลกใหม่ ที่มีคุณค่า มีประโยชน์และเหมาะสมต่อการแก้ปัญหาได้จริง ความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้เด็กมีความสุข ความสนุก เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็กให้อยู่ในสังคมอย่างมีความ สุข เช่น เด็กจะเป็นผู้ที่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง เป็นผู้ช่างการสังเกต มีสมาธิ ชอบการแสดงออก สนุกที่จะคิด เป็นต้น
  • เด็กจะมีทักษะทางสังคม เด็กจะเกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่น เด็กได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารทางท่าทางให้ผู้อื่นเข้าใจ บางครั้งการจัดกิจกรรมแสดงท่าทางให้เด็กทำร่วมกับเพื่อน จะส่งเสริมให้เด็กรู้จักการวางตัวเป็นผู้นำ หรือผู้ตาม รวมทั้งผู้ ใหญ่สอดแทรกการสอนให้เด็กยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เช่น เด็กอาจจะเสนอท่าทางของกระต่ายกระโดดด้วยท่ากระโจนสี่เท้าเพื่อหนีอย่างรวดเร็ว แต่เพื่อนเสนอท่ากระโดดหลบด้วยขาหลังสองขา เป็นต้น การเข้าใจบทบาทของตนเองและผู้อื่นทำให้ต้องคิดและมองเห็นความแตกต่างของความคิด
  • เด็กจะเป็นผู้ที่มีความสุข มีความกระตือรือร้น และลดความก้าวร้าว มีเพื่อนในจินตนาการ เมื่อเด็กต้องการการตอบ สนอง จินตนาการสามารถสร้างภาพตามความคิดและความปรารถนาขึ้นได้ เป็นภาพทั้งเหตุการณ์ สิ่งของ สถานการณ์ หรือบุคคลทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็น โดยที่เด็กอาศัยสมองเป็นเครื่องกำกับ การเห็นภาพในจินตนาการจึงสร้างสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็ว และจะเป็นภาพความสำเร็จหรือความสมหวัง จึงทำให้เด็กมีความสุข หากเด็กต้องการทำเพิ่มอีกเพื่อให้เกิดความซ้ำๆ ก็สามารถทำได้ เด็กจึงกระตือรือร้นและหากเด็กต้องการ เขาสามารถสร้างภาพเพื่อนในจินตนาการขึ้นทำให้เขารู้สึกมีคนใกล้ชิดที่เขาถูกใจและอบอุ่นที่มีเพื่อน
  • เด็กจะมีความมั่นใจมากขึ้น ความมั่นใจของเด็กเกิดจากการเชื่อว่าเขาทำได้ และได้สิ่งที่ปรารถนา เพราะในโลกแห่งจินตนาการจะทำได้โดยปราศจากอุปสรรค แต่ต้องปลูกฝังความคิดเชิงบวกให้แก่เด็ก คิดดี คิดว่าทุกอย่างเกิดจากเราต้องการทำและทำได้ ดังนั้นการชมเชยเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ภาพแห่งความสำเร็จบันทึกไว้ในจิตสำนึก
  • ช่วยให้เด็กมีกลไกในตนเองที่จะช่วยแก้ปัญหา เด็กปฐมวัยเป็นวัยแรกเริ่มของชีวิต แต่ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มที่จะเรียนรู้บทบาทของตนเองตามเพศ เด็กชายสนใจที่จะปกป้องคุ้มครองเพศหญิง จึงแสดงความแข็งแกร่ง ได้ทำสิ่งที่เขาไม่ได้ทำในโลกความเป็นจริง เช่น เขาอาจจะเป็นซุปเปอร์แมน สามารถเหาะไปต่อสู้กับผู้ร้ายจนได้ชัยชนะ ได้เป็นพ่อที่เก่งกล้า ได้เป็นเจ้าหญิงที่สวยงาม
  • ช่วยให้เด็กคลายเครียด ความสุขสบายในจินตนาการจะทำให้สมองของเด็กหลั่งสารแห่งความสุขมา ทำให้ร่างกายสดชื่น คลายเครียด
  • ช่วยให้เด็กมีมุมมองโลกที่กว้างขึ้น การแสดงท่าทางตามจินตนาการของเด็ก เขาอาจจะแสดงท่าทางที่เป็นสิ่งดีและไม่ดีได้ เช่น แสดงท่าทางของคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิด เศร้า เสียใจ เป็นคนลำบากเดินไม่ได้ ตาบอด หรือเป็นคนแข็งแรง พบความสนุกสนานร่าเริง หัวเราะ ท่าทางเหล่านั้นจะทำให้เข้าใจในท่าทีเหล่านั้นโลกทัศน์ของเด็กกว้างขึ้น

ครูจัดกิจกรรมให้ลูกทำท่าทางตามจินตนาการที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดกิจกรรมทำท่าทางตามจินตนาการ ครูปฐมวัยจัดให้แก่เด็กได้ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย กิจกรรมนี้สามารถตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติการเคลื่อนไหวของเด็ก การเคลื่อนไหวร่างกายที่ให้เด็กแสดงท่าทาง มีหลายลักษณะ ได้แก่ ท่า คลาน คืบ ยืน เดิน กลิ้ง วิ่ง ตบมือ เคลื่อนไหวมือและแขน มือ นิ้ว และปลายเท้า การแสดงท่าทางเอย่างสร้างสรรค์ด้วยการแสดงส่วนต่างๆของร่างกายของตนเอง เช่น ยืด โค้ง งอ บิด เอี้ยว เปิด ปิด แคบ กว้าง เล็ก ใหญ่ สั้น ยาว ครูส่งเสริมให้เด็กคิดริเริ่มท่าทางใหม่ๆ ขณะเคลื่อนไหวเด็กจะใช้ความคิด เช่น คิดการสื่อสาร คิดที่ไปตามทิศทางที่กำหนด มุ่งทำเพื่อความสำเร็จ
  • การเคลื่อนไหวนิ้วมือประกอบคำคล้องจอง คำสั่ง คำบรรยาย นิทาน เพลง ครูอาจจะนำไปใช้ในกิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ในหน่วยการสอนต่างๆ โดยครูแต่งบทคำคล้องจองที่สอดคล้องกับหน่วยการสอนนั้น มีจุดมุ่ง หมายเพื่อพัฒนาการเด็กทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เช่น

    คำคล้องจอง ดอกไม้กับผึ้งน้อย (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง)
    ดอกไม้คลี่กลีบบาน (ยกมือขวา ห่อปลายนิ้วทั้งห้า แล้วค่อยๆคลี่ออกทีละนิ้ว)
    กลิ่นน้ำหวานหอมไกล (ยกมือขวา แตะจมูกทำท่าสูดลมหายใจลึกๆ แล้วผายมือออกไปจากตัว)
    ผึ้งน้อยบินมาไว (หัวแม่มือซ้ายกับนิ้วชี้แตะจีบ)
    เคล้าในกลางเกสร (ยกมือขวา ปลายนิ้วทั้งห้าบานออก มือซ้ายที่จีบ แตะมือขวา)

    กิจกรรมนี้เด็กได้แสดงท่าทางนิ้วมือ เป็นการพัฒนาการทางร่างกาย เด็กได้จินตนาการท่าทาง เป็นการพัฒนาทางสติปัญญา การเล่นแสดงท่าทางประกอบการท่องคล้องจอง เด็กจะเพลิดเพลิน เป็นการพัฒนาการทางอารมณ์ และการเล่นพร้อมเพื่อน เด็กจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม นอกจากนี้ การใช้นิทานเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กได้แสดงท่าทางตามจินตนาการประกอบการเล่านิทาน ซึ่งการเล่านิทานแบบนี้ หากให้เด็กมีส่วนร่วม เด็กจะสนใจและมีความ สุข

  • การแสดงท่าทางกายบริหารประกอบเพลง เด็กได้ทำกิจกรรมนี้ยามเช้าหลังเข้าแถวเคารพธงชาติ หรือ จัดในกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งที่จัดประจำวัน กิจกรรมกายบริหารส่งเสริมการฝึกผู้นำ ผู้ตาม ให้เด็กที่เป็นผู้นำคิดท่าทางอิสระ นำกายบริหารให้เพื่อนๆทำท่าทางตาม ผลัดกันเป็นผู้นำผู้ตาม
  • กิจกรรมทางภาษา เป้าหมายของการเรียนรู้ภาษาคือ การที่เด็กได้พัฒนาความสามารถของการสื่อสาร โดยอาศัยการพูด การฟัง และการใช้สายตา เพื่อแสดงความคิดหรือความรู้สึก การฝึกให้เด็กฟัง ติดตามเรื่องราวที่เล่า เด็กได้ใช้ความคิด สร้างภาพตามที่ได้ยินมา และเมื่อสนับสนุนให้เขาพูดโต้ตอบ เด็กจะใช้ความคิดและแสดงท่าทางประกอบ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจในเรื่องเขาพูดมากขึ้น ท่าทางที่ใช้ ได้แก่ การเคลื่อนไหว มือ หน้า พยักหน้า ส่ายศีรษะ โยกตัว ขมวดคิ้ว เพ่งสายตา หลับตา กรอกตา ส่งเสียงแหลม แสดงความตกใจ ส่งเสียงสั่นเครือ แสดงความเศร้า กังวล เป็นต้น
  • กิจกรรมการเชิดหุ่นประกอบการเล่านิทาน ให้เด็กเล่านิทานและเชิดหุ่นกระบอก หรือหุ่นหนังตะลุง เป็นหุ่นที่มีการต่อส่วนต่างๆของร่างกายของหุ่น ได้แก่ ต่อข้อมือ ข้อศอก เอว ข้อเท้า ต่อเอว หัวไหล่ เป็นต้น ทำให้หุ่นเคลื่อนไหว แสดงท่า ทางได้คล้ายคนจริงๆ การให้เด็กได้เชิดหุ่น เพื่อให้หุ่นแสดงท่าทางตามอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องราว เป็นการแสดงความ คิดหรือจินตนาการของเด็กผ่านหุ่นนั่นเอง
  • กิจกรรมการเล่นเกม หาเกมที่เหมาะสมตามวัยของเด็กและส่งเสริมให้เด็กแสดงท่าทางได้ เช่น เล่นเกมเป็นนักดนตรีอะไร เมื่อครูชูเครื่องดนตรี เด็กจะต้องแสดงท่าทางเล่นดนตรีชนิดนั้น เช่น ฉิ่ง ฉาบ ขลุ่ย เปียโน กลอง กีตาร์ เป็นต้น

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมให้ลูกทำท่าทางตามจินตนาการอย่างไร?

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมให้ลูกทำท่าทางตามจินตนาการได้ดังนี้

  • ชวนลูกดูสิ่งแวดล้อมต่างๆ บ่อยๆ พร้อมทั้งสนทนาเพื่อให้เด็กสะท้อนความคิดถึงสิ่งนั้นๆ เช่น ดูไก่โก่งคอขัน มันทำท่าอย่างไร มันส่งเสียงอย่างไร ดูคลื่นในทะเลมันซัดเข้าหาฝั่งและม้วนตัวลงทะเลอีก เราจะทำท่าทางเหมือนคลื่นกัน
  • หลับตาคิดถึงสิ่งต่างๆให้เป็นภาพ จะเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะมักจะฝังใจและอยู่ในความทรงจำได้ดี กว่าเหตุการณ์จริง ความทรงจำที่เกิดจากจินตนาการให้เห็นเป็นภาพสามารถแปลงเป็นภาษา สัญลักษณ์ เพื่อใช้ในการติดต่อ สื่อสารได้ เมื่อลูกหลับตาเห็นเป็นภาพใด ให้ลูกลองทำท่าทางในสิ่งนั้นๆ เช่น เห็นภาพเราเต้นรำอย่างไร ลูกลองเต้น ลูกเห็นดอกไม้คลี่กลีบบานแล้วใช่ไหม ดอกไม้บานแล้วทีละกลีบๆ
  • แสดงท่าทางกับลูก ด้วยการใช้ อวัยวะส่วนต่างๆของเรา ให้ลูกเห็นความหมายของการใช้ท่าทางแทนความคิดของเราได้ เช่น การโบกมือ หมายถึง อำลา ไม่ต้องการ ไม่ถูกต้อง หรือการที่ยกมือปิดปาก ส่งจูบให้หมายถึง ความพอใจ ความรัก ความยินดี ท่ากางแขนเหยียดออกไปข้างลำตัวแหงนหน้าดูท้องฟ้า แสดงถึงความรักยิ่งใหญ่เท่าความกว้างของท้องฟ้า
  • เปิดโอกาสให้ลูกแสดงท่าทางเป็นตัวละครในนิทานที่ลูกฟังหรือลูกอ่านมา เช่น พ่อแม่ เล่านิทานเรื่องหมูสามตัวสร้างบ้าน เมื่อหมาป่ามาขอเข้าบ้านฟางของหมูตัวที่หนึ่ง หมูตัวที่หนึ่งไม่ให้หมาป่าเข้าไป หมาป่าก็พังบ้านฟางของหมู หมูวิ่งหนีไปหาน้องหมูตัวที่สอง ถ้าลูกเป็นหมูพี่ตัวนี้ ลูกจะวิ่งอย่างไรให้พ้นอันตราย
  • นำลูกไปดูการแสดงต่างๆที่ใช้ท่าทางอย่างสวยงาม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการแสดงท่าทางเป็นสิ่งที่ทำได้ สวยงาม และสื่อความหมายได้ เช่น โยคะ เต้นรำ นาฏศิลป์ไทยและต่างประเทศ ยิมนาสติก เป็นต้น
  • จัดงานเลี้ยงที่บ้านให้เด็กๆ เพื่อนบ้าน และญาติได้มาสนุกสนาน เปิดโอกาสให้เด็กแต่งตัวแฟนซี มีสีสัน และแสดง ออกอย่างอิสระ เด็กอาจจะสมมติตนเองเหมือนผู้ใหญ่ หรือ ทำกิริยาท่าทางสื่อสารเหมือนเขาเป็นตามความคิดของชุดแฟนซีนั้น
  • ให้ฟังดนตรีและเล่นดนตรี เพราะดนตรีช่วยส่งเสริมจินตนาการและนำมาสู่การแสดงออก คนเราต้องการการแสดง ออก การแสดงออกที่ง่ายสำหรับคนเราคือ การแสดงท่าทาง กิจกรรมทางดนตรีจะช่วยกระตุ้นให้เด็กแสดงความสามารถออกมาโดยเฉพาะทางภาษาที่ผ่านการคิดจินตนาการมาจากสมอง แล้วสื่อออกมาทางการเปล่งเสียงและท่าทาง
  • เด็กเล็กๆชอบเล่นและใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย คือ แขน ขา ลำตัว ใบหน้า หัวไหล่ ฯลฯ แสดงท่าทางประกอบการร้องเล่น ท่องคำคล้องจอง และเพลง การใช้ท่าทางจะส่งเสริมจินตนาการของเด็กได้ดี เช่น

    คำคล้องจองประกอบท่าทาง เราทำท่าทางด้วยกัน (ผู้แต่ง : บุบผา เรืองรอง)
    นี่คือเพื่อนของฉัน (เด็กจับมือกัน) ทุกๆวันเราเดินด้วยกัน ไปทางนู้น ไปทางนี้ (แสดงท่าเดินไปมา อย่างอิสระทางนู้น เดินไปไกล ทางนี้ เดินเข้ามาใกล้)
    นี่คือเพื่อนของฉัน (เด็กจับมือกัน) ทุกๆวันเราเต้นรำด้วยกัน (จับคู่เต้นรำ) เต้นรำแบบนี้ เต้นรำแบบนั้น (เด็กเต้นรำท่าทางอิสระ)
    นี่คือเพื่อนของฉัน (เด็กจับมือกัน) ทุกๆวันเราเล่นกีฬา ด้วยกัน (โยกตัวไปมา) เล่นแบบนั้น เล่นแบบนี้ (เด็กแสดงท่าทางกีฬาที่ชอบอย่างอิสระ เช่น ท่าวิ่ง ท่าว่ายน้ำ ท่าโยนลูกบอล ท่าเตะลูกบอล)
    (เปลี่ยนคำที่เด็กแสดงท่าทางได้)

  • เล่นสมมติกับลูก สมมติเป็นเรื่องราว การเล่นส่วนใหญ่ของเด็กจะมีเค้าโครงเรื่องง่ายๆ เด็กจะเลียนแบบสิ่งที่เด็กเห็นอยู่ทุกวัน ที่บ้านเด็กอาจเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ ตุ๊กตา ของใช้จะเป็นเพื่อนเล่นของเด็ก การเล่นสมมติของเด็กจะทำให้เขาแสดงท่าทางตามสิ่งสมมติ เช่นเล่นเลียนแบบของจริง เขาอาจจะแสดงเป็นคุณหมอตรวจผู้ป่วย กิริยาท่าทางเขาคือคุณหมอที่เขาเคยพบเห็นในชีวิต คุณหมอจะมีหูฟัง มีเข็มฉีดยา มีแฟ้มบันทึก เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้เป็นวัสดุที่ช่วยให้การแสดงท่าทางมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • อ่านหนังสือให้ลูกฟังบ่อยๆ เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับการแสดงออกของตัวละครหรือบุคคลในหนังสือ เพราะคนจะมีกิริยาท่าทางเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพูด คือ มีการแสดงสีหน้า การวางท่า การเคลื่อนไหว และการแสดงท่าทางทั้งสี่ส่วนที่กล่าวมานี้จะผสมกลืนกลืนกัน ไม่ได้แยกให้เห็น เช่น นิทานเรื่อง ราชสีห์กับหนู ราชสีห์โกรธหนูที่วิ่งขึ้นมาบนลำตัว ขณะที่ราชสีห์นอนหลับ ราชสีห์จะมีสีหน้าดุ คำราม และพูดเสียงดัง เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

  • การทำท่าทางตามจินตนาการของเด็กจะสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม และสภาพแวดล้อมจะเป็นส่วนสำคัญในการกระ ตุ้นเซลล์ในสมองให้เกิดวงจรการเรียนรู้ และสร้างศักยภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็ก การจัดสภาพแวดล้อมควรสนับสนุนการใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วน ได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น ผิวสัมผัส และการรับรู้รส การให้ความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมและสื่อที่หลากหลาย กระตุ้นให้เด็กสนใจและเรียนรู้อย่างมีความหมาย
  • เด็กควรได้รับการพักผ่อน เมื่อใดที่ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลาย การกระทำสิ่งต่างๆจะสำเร็จตามเป้าหมาย
  • ครูส่งเสริมเด็กด้วยคำพูด ชักชวนให้เด็กคิดหรือสร้างภาพในใจคิดถึงเป้าหมายที่เป็นความสำเร็จ เราทำได้ คิดเชิงบวก เป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถทำและจะสำเร็จ
  • ครูเป็นสภาพแวดล้อมที่มีผลต่ออารมณ์และการเรียนรู้ของเด็ก ครูจึงต้องมีบุคลิกที่อ่อนโยน อารมณ์ดี มีความมั่นคงทางอารมณ์ เด็กจึงจะมีความสุขเมื่ออยู่กับครูและพร้อมที่จะสร้างจินตนาการ

บรรณานุกรม

  1. นิตยา ประพฤติกิจ. (2536 ). การพัฒนาเด็กปฐมวัย . กรุงเทพมหานคร : กรมการฝึกหัดครู.
  2. ดุษฏี บริพัตร ณ อยุธยา. (2549). แปลและเรียบเรียง. รู้เรียนเพื่อเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศ . กรุงเทพมหานคร: รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด.
  3. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2551) . การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
  4. อารี สัณหฉวี. (2550).ทฤษฏีการเรียนรู้ของสมองสำหรับพ่อแม่ครูและผู้บริหาร. กรุงเทพมหานคร: เบรน-เบส บุ๊ค.
  5. Jensen,Eric. (1998). Thinking with the Brain in Mind. Virginia : Association for Supervision and Curriculum Development.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน