หน้าหลัก » บทความ » การประกอบอาหาร (Cooking)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร (Cooking experience) หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมผ่านขั้นตอนและกระบวนการประกอบอาหารประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ เกิดความคิดรวบยอดและพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ อย่างสมดุล จากการได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ จนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ (Child centered) อีกทั้งยังปลูกฝังเด็กให้เด็กมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพ สุขอนามัย และโภชนาการที่ดี

การประกอบอาหาร

การจัดประสบการณ์การประกอบอาหารมีความสำคัญอย่างไร?

การเรียนรู้ของมนุษย์เรามีผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเด็กจะต้องเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และการเรียนรู้จะเป็นไปได้ดีถ้าเด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้เคลื่อนไหว มีโอกาสได้คิดริเริ่มตามความต้องการและความสนใจของตนเอง รวมทั้งอยู่ในบรรยากาศที่เป็นอิสระ อบอุ่น และปลอดภัย ครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ต้องปรับเปลี่ยนจากบทบาทผู้ที่สั่งสอนด้วยชี้นำ บอกความรู้ให้เด็กมาเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกแก่เด็กในด้านต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ลงมือกระทำกิจกรรมด้วยตนเองจนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตนเอง หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัยแล้ว เด็กจะบรรลุมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่กำหนดไว้ในจุดหมาย จำนวน 12 ข้อ ได้แก่

  • ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
  • กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
  • มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
  • มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
  • ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว และรักการออกกำลังกาย
  • ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
  • รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
  • อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
  • ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
  • มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย
  • มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
  • มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้

พัฒนาการทางด้านรางกายของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่

  • การเจริญเติบโตด้านกายภาพ (Physical Growth)
  • วุฒิภาวะ (Maturation)
  • ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (Sensation and Perception)
  • การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่ (Gross - motor Development)
  • การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก (Fine - motor Development)

งานพัฒนาการทางด้านร่างกายทั้ง 5 ส่วนนี้ต้องสอดประสานรับกันและมีความงอกงามไปพร้อมๆ กัน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันที่หล่อหลอมเป็นหน้าต่างของการเรียนรู้ การเติบโตทางด้านกายภาพเป็นงานพัฒนาการทางกายวิภาคที่มีผลมาจากภาวะโภชนาการและการออกกำลังกาย น้ำหนักและส่วนสูงที่เพิ่มพูนขึ้นจะเป็นการทำงานของวุฒิภาวะที่เป็นงานทางด้านสรีระวิทยาของพัฒนาการที่ส่งผลพฤติกรรมการเรียนรู้ในด้านต่างๆ การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างการเติบโตทางด้านกายภาพและวุฒิภาวะส่งผลให้การทำงานของประสาทสัมผัสและการรับรู้ยิ่งมีความคมชัดและแม่นยำขึ้น และผลรวมของการเจริญเติบโตด้านกายภาพ วุฒิภาวะ ประสาทสัมผัสและการรับรู้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกันการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กก็ส่งเสริมให้การเติบโตทางกายภาพ ประสาทสัมผัส และการรับรู้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายให้เต็มตามศักยภาพของเด็กแต่ละคนนั้น จึงต้องตระหนักถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายทั้ง 5 ส่วน ซึ่งพัฒนาการทางด้านร่างกายเป็นผลของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะ และการเรียนรู้ กล่าวคือ วุฒิภาวะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับการเรียนรู้ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งความสามารถบางอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดความล้าช้าที่ควรจะเป็น พัฒนาการทางด้านร่างกายจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งคุณภาพในการใช้อวัยวะส่วนต่างๆ พัฒนาการทางด้านร่างกายเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดเวลา และเป็นไปตามลำดับขั้น ไม่มีการข้ามขั้น เช่น เด็กนั่งได้ก่อนที่จะเดินหรือวิ่งได้ เด็กสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายของแขน ขาได้ก่อนไปบังคับการใช้กล้ามเนื้อเล็ก แต่เด็กแต่ละคนจะมีอัตราของพัฒนาการทางด้านร่างกายที่แตกต่างกัน และพัฒนาการทางด้านร่างกายของบุคคลขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยต่อการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคล โภชนาการ การพักผ่อน โอกาสของการเรียนรู้ที่เหมาะสม และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายล้วนมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก

พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ได้ระบุว่า การส่งเสริมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นหัวใจสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ซึ่งอาหารทุกชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อช่วยเสริมสร้างซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรงในวัยเด็กให้มีสุขภาพที่ดี ครอบครัวไม่สิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาลและรัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณไปกับการรักษาโรค อีกทั้งยังทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่ดี การมีสุขภาพดีนั้นประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ อาหารดี ออกกำลังกายดี อารมณ์ดี อนามัยชุมนดี และการปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพและสมรรถภาพที่ดีเป็นผลมาจากการได้รับอาหารดีถูกหลักโภชนาการ ได้รับสารอาหารครบถ้วน และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การบริโภคอาหารที่ดีมีคุณค่า เหมาะสมกับสภาพร่างกายในเด็กปฐมวัย ทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตแข็งแรง โครงสร้างทางด้านร่างกายได้สัดส่วนและมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆสูง ทั้งยังช่วยซ่อมซมร่างกานส่วนที่สึกหรอ พัฒนาจิตใจ สมองให้พัฒนาอย่างเต็มที่ จากการได้รับการส่งเสริมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการตั้งแต่ระดับปฐมวัย

การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนิสัยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการมีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายโดยรวมให้มีการเจริญเติบโต แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย กิจกรรมที่ส่งเสริมด้านโภชนาการควรจัดผสมผสานในด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาด้านความรู้ การปฏิบัติตนและกิจนิสัย กิจกรรมที่ควรจัด มีดังนี้

  • กิจกรรมการรับรู้ของประสาทสัมผัส และให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสในเรื่องรูป รส กลิ่นและผิวสัมผัส
  • การบอกชื่ออาหาร อุปกรณ์ที่ใช้
  • ฝึกการใช้อุปกรณ์ที่ถูกวิธี
  • ฝึกการเลือกอาหารที่มีคุณค่า
  • ฝึกการปรุงอาหารง่ายๆ
  • ฝึกการใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร เช่น ช้อน ส้อม จาน
  • ฝึกการดูแลรักษาความสะอาดขณะรับประทาน
  • ฝึกการจัดเก็บอุปกรณ์
  • ฝึกการทำความสะอาดโต๊ะและอุปกรณ์
  • ฝึกมารยาทในการรับประทานอาหาร
  • ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารที่มีคุณค่า
  • ฝึกให้เด็กบอกประโยชน์ของอาหาร
  • ฝึกการทำความสะอาดฟัน ปาก หลังรับประทานอาหาร
  • ฝึกการช่วยเหลือตนเองในการรับประทานอาหาร

การประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากกระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่กระบวนการวางแผนจนไปถึงกระบวนการทำความสะอาดอุปกรณ์ และสถานที่ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการประกอบอาหารจะทำให้เด็กได้รับความรู้ เกิดความรู้สึกประความสำเร็จ และเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยในการรับประทานอาหารที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

การจัดประสบการณ์การประกอบอาหารมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การประกอบอาหารเป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบปฏิบัติการที่สนุกสนาน และเร้าความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี กิจกรรมนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลงานหรืออาหารที่ทำเสร็จ แต่อยู่ที่กระบวนการระหว่างการทำกิจกรรมเป็นสำคัญ กิจกรรมการประกอบอาหารมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กดังนี้

  • เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการ และอาหารหมู่ต่างๆ จากการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร เช่น การทำผัดผักรวม เด็กจะเรียนรู้ว่าผักมีประโยชน์ให้วิตะมินและแร่ธาตุต่างๆ กุ้งให้สารอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ฯลฯ
  • เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรายการอาหารใหม่ๆ และส่วนประกอบของอาหารในแต่ละวัฒนธรรมหรือท้องถิ่น เช่น อาหารทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ส้มตำ ลาบ น้ำตก ต้มแซ่บ ฯลฯ อาหารภาคใต้ ได้แก่ แกงไตปลา แกงเหลือง ผัดเผ็ดสะตอกุ้งสด ฯลฯ
  • เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่แตกต่างกันในอาหารแต่ละประเภท และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร เช่น การทำข้าวผัดอนุบาล จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับข้าวมาจากไหน ดังนั้น เด็กจึงต้องเรียนรู้อาชีพชาวนา การทำยำทะเลเด็กจะได้เรียนรู้อาชีพชาวประมง ทำสลัดผลไม้จะได้เรียนรู้อาชีพชาวสวน หรือการปรุงอาหารจากรายการอาหารใหม่ๆ จะเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพพ่อครัวหรือเชฟ เป็นต้น
  • เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขณะปรุงอาหาร การระเหยของน้ำในหม้อแกง การเปลี่ยนสีของผักก่อนและหลังการปรุง การละลายของเนย การเปลี่ยนสถานะของน้ำ การเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กลง หรือใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ เด็กยังได้ฝึกฝนทักษะการเปรียบเทียบ การจำแนก การจัดกลุ่มของวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิด เช่น ให้เปรียบเทียบขนาดของผลส้ม ให้จัดประเภทของผลไม้หรือผักต่างๆ ฯลฯ
  • เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เช่น การเปรียบเทียบปริมาณน้ำส้มคั้นในแต่ละแก้ว การเรียงลำดับขนาดจากใหญ่ไปหาเล็กของผลมะเขือเทศ การนับจำนวนแตงกวา แครอท การรู้ค่าจำนวน - 10 จากการใช้สื่อประเภทผักหรือผลไม้ที่นำมาประกอบอาหาร
  • เด็กจะได้พัฒนาทักษะทางภาษา เด็กจะได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ จากวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร เช่น จาน ชาม ช้อน มะม่วง แตงโม ผักกาด นอกจากนี้เด็กยังได้พัฒนาทักษะการฟัง การพูดคุยตอบโต้ระหว่างครูและเพื่อนๆ หรือการแสดงความคิดเห็นในขณะปฏิบัติกิจกรรม
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคม ในการประกอบอาหารครูอาจแบ่งเด็กให้ปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่มย่อมทำให้เด็กพัฒนาการสื่อสารระหว่างกัน การแก้ปัญหาทางสังคมจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ เด็กจะได้วางแผนและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือและมีพฤติกรรมการเอื้อเฟื้อ ตลอดจนการรู้จักการปฏิบัติตามข้อตกลงของกลุ่ม
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านอารมณ์ กิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและท้าทายการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรมและปฏิบัติการด้วยตนเอง การอด้วยความจดจ่อว่าเมื่อไรอาหารจะสุก
  • เด็กจะได้รับการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง เด็กบางคนอามีทัศนคติที่ไม่ดีกับการรับประทานผักบางชนิด การจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่เด็กได้ลงมือปรุงด้วยตนเองเป็นการสร้างทัศนคติในเชิงบวกและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ เช่น ถ้าครูสังเกตว่ามีเด็กบางคนไม่ชอบรับประทานผักคะน้า ครูอาจจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทผัดผักรวมและให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเตรียมผัก ล้างผัก หั่นผักและปฏิบัติการขั้นปรุงด้วยตัวเด็กเอง เด็กก็จะยอมรับในการรับประทานผักชนิดนั้นได้
  • สร้างความเชื่อมั่นในตนเองและสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดกับเด็ก ในการประกอบอาหารในแต่ละครั้ง ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติการประกอบอาหารด้วยตนเองเป็นกลุ่ม เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการปรุงอาหารทุกครั้ง ครูให้แรงเสริมอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในการทำกิจกรรมในครั้งต่อไปและจะพัฒนาไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเองได้
  • เด็กจะได้รับการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น การประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและตา การที่เด็กได้หั่นผัก ตักน้ำตาลหรือเกลือใส่ลงในกระทะ เทเครื่องปรุงทั้งหมดลงในหม้อ การเทน้ำส้มลงไปในแก้ว การปั้นแป้งทำขนมบัวลอย กิจกรรมต่างๆ นี้เป็นเรื่องของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยสร้างสุขนิสัย สุขอนามัย และโภชนาการที่ถูกต้องให้กับเด็ก การประกอบอาหารจะทำให้เด็กเรียนเกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์จากการบูรณาการการเรียนรู้ขณะปฏิบัติกิจกรรม การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้ครบ 5 หมู่ การรับประทานอาหารที่ถูกวิธี การใช้อุปกรณ์และมารยาทที่ควรปฏิบัติขณะรับประทานอาหาร การใช้ช้อน ส้อมและการจัดเก็บและทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ
  • ช่วยพัฒนาเจตจำนงภายในให้เกิดกับเด็ก การประกอบอาหารช่วยให้เด็กเรียนรู้พร้อมๆ กับการพัฒนาเจตจำนงของตน สำหรับเด็กแล้วการแปรเปลี่ยนจากเมล็ดข้าวแข็งๆ มาเป็นผงแป้งหรือเป็นน้ำ และท้ายที่สุดกลับกลายเป็นอาหารหรือขนมหลายรูปแบบ กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการที่น่าอัศจรรย์ใจ ชวนตื่นเต้น ด้วยเหตุนี้เด็กจึงใจจดใจจ่อ เรียนไปกับกระบวนการทำอาหารจนกลายมาเป็นอาหารให้เด็กรับประทาน และพัฒนาขึ้นมาเป็นพลังเจตจำนงภายในตัวเด็กในภายหลัง

ครูจัดกิจกรรมประกอบอาหารให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

การประกอบอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กเกิดความคิดรวยอดในเรื่องที่เรียนรู้ จากการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ด้วยลงมือกระทำ ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ด้วยเทคนิควิธีการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต การทดลอง การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ ฯลฯ ซึ่งโดยทั่วไปการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารจะยึดหน่วยการเรียนรู้เป็นหลัก เช่น การเรียนรู้หน่วยผัก ครูอาจจัดกิจกรรมประกอบอหารประเภทผัดผัก แกงเลียงผัก สลัดผัก ฯลฯ หรือการเรียนรู้หน่วยผลไม้ ครูอาจจัดกิจกรรมการทำน้ำแตงโมปั่น น้ำส้มคั้น กล้วยบวชชี ฯลฯ สำหรับขั้นตอนในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารนั้น มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  • ขั้นเตรียมงาน โดยครูลำดับขั้นการประกอบอาหารที่นำมาให้เด็กทำ การทำแผนภูมิรายการอาหาร ปรึกษาหารือระหว่างครูกับนักเรียน ติดต่อขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ในการจัดเตรียมสิ่งที่นำมาประกอบอาหาร เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ประกอบอาหาร
  • ขั้นปฏิบัติ ก่อนลงมือประกอบอาหาร ครูจะติดแผนภาพ และขั้นตอนการประกอบอาหารให้เด็กเห็นได้ชัดเจน ครูวางแผนและจัดแบ่งงานให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก จัดวางอุปกรณ์ทุกอย่างให้เด็กเห็นตามขั้นตอนการทำ แนะนำขั้นตอนในการทำพร้อมกับแนะนำวิธีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ข้อควรระวังในการใช้ และความปลอดภัยในการทำกิจกรรม สาธิตการประกอบอาหารตามขั้นตอน ให้เด็กลงมือปฏิบัติ กระตุ้นให้เด็กหัดสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของอาหาร เช่น สี กลิ่น รส ความข้น – ใส รูปร่าง ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ฝึกให้เด็กรู้จักรอคอย รู้จักมารยาทในการทำงานร่วมกัน ให้เด็กรู้จักแบ่งหน้าที่ในการทำงาน เช่น การจัดเก็บสิ่งของที่ใช้แล้วเข้าที่ เก็บโต๊ะทำความสะอาด เก็บถ้วยชาม แก้วน้ำ และทำความสะอาดภาชนะ
  • ขั้นสรุปกิจกรรม ให้เด็กเล่าประสบการณ์การทำงาน ขั้นตอนการทำงาน สนทนาพูดคุยกับเด็กในข้อที่เกิดความสงสัย หรือมีปัญหา ช่วยแนะนำสิ่งที่ควรรู้จักจากกิจกรรม และกระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดจากกิจกรรม

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมประกอบอาหารให้ลูกที่บ้านได้อย่างไร?

การพัฒนาบริโภคนิสัยให้กับเด็กปฐมวัยสามารถทำได้โดยการเป็นตัวแบบ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นตัวแบบในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ พ่อแม่ควรนั่งรับประทานอาหารกับลูกๆ เพื่อให้ลูกได้ปฏิบัติตาม หรืออาจให้เด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันที่รับประทานอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เพื่อให้ลูกสังเกต และจะได้ปฏิบัติตาม นอกจากนี้ อาจใช้แรงเสริมทางบวก เช่น การชมเชยเมื่อลูกสามารถรับประทานอาหารได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ สำหรับการสอนให้เด็กรู้จักการประกอบอาหารขณะที่เด็กอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้านสามารถปฏิบัติได้ใน 2 กรณีดังนี้

  • ถ้าครอบครัวประกอบอาหารรับประทานเองที่บ้าน พ่อแม่ก็ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประกอบอาหารด้วย วิธีการนี้จะช่วยปรับพฤติกรรมปัญหาเรื่องการรับประทานอาหารของเด็กได้ด้วย ดังที่ แจ๊คแมน (Jackman) กล่าวว่า กิจกรรมการประกอบอาหารเป็นเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากกระบวนการทำงาน เริ่มตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการประกอบอาหารจะทำให้เด็กได้รับความรู้ เกิดความรู้สึกมีความสำเร็จ และเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยในการรับประทานอาหารที่ติดตัวไปตลอดชีวิต การจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่เปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วม พ่อแม่อาจให้ลูกช่วยหยิบจับอุปกรณ์ ช่วยเตรียมเครื่องปรุง เช่น การหั่นผัก ช่วยเติมเครื่องปรุงลงในอาหาร ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย นอกจากนี้พ่อแม่ควรบูรณาการทักษะการเรียนรู้ในด้านต่างๆขณะปฏิบัติกิจกรรมด้วย เช่น ทักษะทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา มารยาทที่ดีและสุขอนามัยต่างๆ
  • กรณีที่ครอบครัวไม่ได้ประกอบอาหารรับประทานเองที่บ้าน บางครัวพ่อแม่อาจซื้ออาหารมารับประทานที่บ้านหรือรับประทานอาหารนอกบ้าน อาจช่วยส่งเสริมลูกให้เรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาหารได้โดยการพูดคุยและสนทนากับลูก หรือให้ลูกไปดูพ่อครัวที่กำลังปรุงอาหารก็ได้ ซึ่งอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงมากที่สุด

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์ประกอบอาหาร โดยการวางแผนการจัดประสบการณ์ ค้นหาว่าเด็กแพ้อาหารชนิดใด เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยง และค้นหาความเชื่อหรือข้อจำกัดด้านรายการอาหารบางประเภทว่ารับประทานได้หรือรับประทานไม่ได้ เช่น ศาสนาอิสลามไม่รับประทานเนื้อหมู บูรณาการการจัดประสบการณ์ประกอบอาหารให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียน และควรอธิบายข้อจำกัด และบทบาทของเด็ก เช่น การล้างมือด้วยสบู่ ก่อนและหลังการประกอบอาหาร ให้เด็กช่วยตั้งข้อตกลงในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ให้เด็กเล็กช่วยกิจกรรมง่ายๆ เช่น การล้างผัก หั่นผลไม้ ช่วยผสมส่วนประกอบของอาหารเข้าด้วยกันเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จ และเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กขณะปฏิบัติกิจกรรม

บรรณานุกรม

  1. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. (2546). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. พระราชบัญญัติอาหาร. (2522). อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กระทรวงสาธารณสุข.
  3. อารมณ์ สุวรรณปาล. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา : การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. นนทบุรี: สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  4. พร พันธุ์โอสถ. (2543). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย : ตามแนวคิดวอลดอร์ฟ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.
  5. Brewer, Jo Ann. (2007). Introduction to Early Childhood Education. 6th ed. Boston : Pearson Education. Inc.
  6. Gallahue, David L. and Czman, John C.(1998). Understanding Motor Development Infants, Children, Adolescents, Adults. 4th ed. New York: McGraw - Hill.
  7. Jackman, H.L. (1997). Early Education Curriculum: A Child’s Connection to the Word. New York: Delmar.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sunna duereh