หน้าหลัก » บทความ » การพึ่งพาตนเอง (independent)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การพึ่งพาตนเอง (Independent) หมายถึง ความสามารถของเด็กที่จะช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด โดยไม่เป็นภาระคนอื่นมากเกินไป มีความสมดุลและความพอดีในชีวิต เป็นสภาวะทางกายที่สอดคล้องกับสภาวะทางจิตใจที้เป็นอิสระ การพึ่งพาตนเองสามารถบ่งชี้ได้จากพฤติกรรมการแสดงออก ได้แก่ ความสามารถในการแก้ปัญหาและปฏิบัติกิจกรรมตามวิถีชีวิตในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการช่วยเหลือตนเอง (Self - help) หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เช่น การแปรงฟัน การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้ำห้องส้วม รวมถึงการเล่นและทำงานให้ประสบความสำเร็จตามความสามารถของตน การอบรมเลี้ยงดูเด็กแบบมีเหตุผล ด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น การเอาใจใส่ใกล้ชิดเด็ก การให้อิสระเด็กแต่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม การใช้เหตุผลอย่างชัดเจนและการสื่อสารสัมพันธ์ในเชิงบวก ส่งผลทางบวกต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ทำให้เด็กมีความรู้สึกต่อคุณค่าของตนเองในระดับสูง มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบ เชื่อฟังพ่อแม่ และสามารถพึ่งพาตนเองได้

พึ่งพาตนเอง

การพึ่งพาตนเองมีความสำคัญอย่างไร?

การอบรมเลี้ยงดูเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโต และมีพัฒนาการทุกด้านเป็นไปตามวัยและมีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ การอบรมเลี้ยงดูครอบคลุมถึงการแนะนำสั่งสอน การฝึกฝน เพื่อมุ่งให้เด็กประพฤติดี มีระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ การตอบสนองความต้องการของเด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้เพื่อมุ่งให้เด็กมีสุขภาพกายที่ดี ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย มีอารมณ์แจ่มใส และสติปัญญาดี และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การที่เด็กจะมีพัฒนาการทุกด้านเป็นไปตามวัยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ นั่นคือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พันธุกรรมเป็นตัวกำหนดขอบเขตของการพัฒนา แต่สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมให้พัฒนาการไปถึงขีดสูงสุดหรือผลักดันให้พัฒนาการเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ

การอบรมเลี้ยงดูนับเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก การที่เด็กจะพัฒนาได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสิงแวดล้อม ดังที่ รุสโซ อีริกสัน และโอเวน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เด็กเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของคนทั้งทางด้านอารมณ์ และสังคม ดังนั้น เด็กจึงควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี การอบรมเลี้ยงดูเด็กสามารถอธิบายความออกเป็น 2 ส่วน คือ การอบรม และการเลี้ยงดู การอบรม หมายถึง การแนะนำ สั่งสอน และอบรม ฝึกฝน เพื่อให้เด็กประพฤติดี มีระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ส่วนการเลี้ยงดู หมายถึง การดูแลเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมุ่งให้เด็กมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรค มีอารมณ์แจ่มใส สติปัญญาดี และมีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลอื่น ดังนั้น การอบรมเลี้ยงดูเด็กจึงหมายถึง การตอบสนองความต้องการของเด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก การถ่ายทอดวัฒนธรรม ทัศนคติ ความเชื่อ ต่านิยม ความรู้ และความคาดหวังของสังคม ตลอดจนการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีอย่างรอบด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การอบรมเลี้ยงดูมีจุดมุ่งหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • การปลูกฝังระเบียบวินัย (Disciplines) ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมในสังคม และการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้บุคคลปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สังคมกำหนด เป็นสิ่งที่บุคคลได้รับตั้งแต่วัยเริ่มต้นของชีวิตในการดำรงชีวิตประจำวัน
  • การปลูกฝังความคาดหวัง (Aspiration) ทำให้ระเบียบวินัยมีคุณค่า และง่ายต่อการปฏิบัติเพื่อจะให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ
  • การกำหนดบทบาทในสังคม (Social Role) เป็นการที่บุคคลรู้จักบทบาทของตนเอง และแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม ในการสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ถูกต้อง ตามกาเทศะและโอกาสต่างๆ กัน
  • การให้เกิดทักษะ (Skills) เป็นความชำนาญเฉพาะอย่าง ที่จะใช้ร่วมกิจกรรมกับผู้อื่นในสังคม มีการถ่ายทอดการปฏิบัติตามประเพณี โดยการเรียนรู้ จากการเลียนแบบการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

Baumrind D. ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของครอบครัว โดยกล่าวว่า ครอบครับมีหน้าที่ในการให้การเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่น ให้การอบรมที่ชัดเจน ให้เด็กแสดงความต้องการสอดคล้องกับวุฒิภาวะ และมีการสื่อสารสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และเด็ก โดยแบ่งรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูออกเป็น 4 แบบ คือ

  • การอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian type) เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่คำนึงถึงวุฒิภาวะของเด็กค่อนข้างสูง มีความคาดหวังต่อเด็กสูง แต่หย่อนในเรื่องความใกล้ชิด และการสื่อสาร เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ จะขาดทักษะเชิงสังคม เข้ากับเพื่อนยาก มีความรู้สึกต่อคุณค่าของตนเองอยู่ในระดับต่ำ บางคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวและมีปัญหาในการเรียน
  • การอบรมเลี้ยงดูแบบรักตามใจ (Permissive type) เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดอบอุ่น แต่หย่อนในเรื่องการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสาร และการคำนึงถึงวุฒิภาวะของเด็ก เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ จะขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ เข้ากับเพื่อนยาก มักขาดความรับผิดชอบ และไม่สามารถพึ่งตนเองได้
  • การอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย (Neglecting type) เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ส่งผลเชิงลบต่อพัฒนาการเด็กมากที่สุด มักส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ขาดทักษะทางสังคม ไม่มีเพื่อน และล้มเหลวในการเรียน
  • การอบรมเลี้ยงดูแบบมีเหตุผล (Authoritative type) เป็นการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลที่สุด โดยครอบครัวทำหน้าที่ครบถ้วนทั้ง 4 ด้าน กล่าวคือ การให้ความรัก ความอบอุ่นใกล้ชิด มีการอบรมที่ชัดเจน ตอบสนองความต้องการตามวุฒิภาวะของเด็ก และมีการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ – เด็กในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้นเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ เด็กจะมีความรู้สึกต่อคุณค่าของตนเองในระดับสูง พึ่งพาตนเองได้ดี ให้ความเคารพเชื่อฟังต่อบิดามารดา มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมักประสบความสำเร็จในการเรียน

การพึ่งพาตนเอง เป็นบุคลิกภาพและเป็นความสามารถของเด็กที่จัดอยู่ในพัฒนาการด้านสังคม ที่ได้รับการพัฒนาและปลูกฝังมาจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวหรือพ่อแม่ จากการเลือกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบมีเหตุผล (Authoritative type) ที่พ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่นใกล้ชิด มีการอบรมสั่งสอนที่ชัดเจนกับลูก ตอบสนองความต้องการของลูกได้สอดคล้องกับวุฒิภาวะ และมีการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ – ลูกในทางสร้างสรรค์ เด็กจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และรับรู้คุณค่าในตนเอง ในระดับสูง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ดี ส่วนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive type) เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบใกล้ชิดและอบอุ่น แต่หย่อนในเรื่องการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสารที่ดี และไม่คำนึงถึงวุฒิภาวะของเด็ก ทำให้เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ เข้ากับเพื่อนยาก ขาดความรับผิดชอบ และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ สำหรับการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัย ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว ซึ่งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ข้อ 6 ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย อันเป็นความสามารถในการพึ่งพาตนเองในขั้นเบื้องต้นที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย โดยอธิบายว่า เด็กอายุ ควรจะช่วยตนเองในเรื่องการบล้างมือ รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ห้องน้ำห้องส้วม เด็กอายุ 4 ปี ควรจะช่วยเหลือตนเองได้ในเรื่อง การแต่งตัว การรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง โดยไม่หกเลอะเทอะ รู้จักทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำห้องส้วม และเด็กอายุ 5 ขวบ ควรสามารถเลือกเครื่องแต่งกายของตนเอง และแต่งตัวเองได้ ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารได้ และสามารถทำความสะอาดร่างกายได้ ทั้งนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ได้กำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อให้ได้รับการพัฒนาทางด้านการพึ่งพาตนเองในขั้นพื้นฐานด้วยการให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัยด้วยการจัดกิจกรรมให้เด็กทำได้ด้วยตัวเอง เช่น การล้างมือ การแต่งตัว การรับประทานอาหารการอาบน้ำ การแปรงฟัน การนอน การดูแลความสะอาดร่างกายของตนเอง อีริค อีริคสัน (Erik Erikson) กล่าวว่า พัฒนาการทางด้านสังคมและบุคลิกภาพของคนเราจะพัฒนาขึ้นมาเป็นขั้นตอน ตามวัยที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะออกมาในเชิงบวกหรือลบนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคล สภาพการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตของเด็ก อีริคสันย้ำว่า หากเด็กมีพื้นฐานความรัก ความอบอุ่นที่ได้รับมาจากครอบครัว เด็กมีแนวโน้มที่จะพัฒนาออกมาในเชิงบวก แต่ถ้าพื้นฐานแรกเริ่มของครอบครัวที่ไม่อบอุ่นแล้ว เด็กจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาออกมาในเชิงลบ โดยเฉพาะพัฒนาการในขั้นที่ 1 เป็นช่วงวัยทารกแรกเกิด ถึงอายุ 1 ขวบ เด็กจะพัฒนาความไว้วางใจและไม่ไว้วางใจจากการตอบสนองของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ถ้าในขั้นนี้เด็กได้รับการตอบสนองทางด้านกิจกรรมทางปากอย่างเหมาะสม จะทำให้เด็กมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตรกับผู้อื่น ไว้วางใจต่อสภาพแวดล้อม เติบโตขึ้นจะมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนมองโลกในแง่ดี ในทางตรงข้ามถ้าเด็กถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการตอบสนองกิจกรรมทางปากอย่างเพียงพอแล้ว เด็กจะพัฒนาความรู้สึกที่ไม่ไว้วางใจผู้อื่นหรือสภาพแวดล้อม เมื่อโตขึ้นจะมีลักษณะเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ขี้ระแวงสงสัย และเมื่อเด็กมีอายุ 2 – 3 ขวบ จะพัฒนาเข้าสู่ขั้นที่ 2 เป็นขั้นที่เด็กจะเรียนรู้การช่วยตนเอง ชอบสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง เด็กวัยนี้อยากจะแต่งตัวเอง ป้อนอาหารให้ตนเอง หรือแม้แต่การฝึกในเรื่องการขับถ่าย ให้เป็นเวลา ให้รู้จักควบคุมประสาทกล้ามเนื้อ ก็ควรจะค่อยๆฝึกด้วยความค่อยเป็นค่อยไป ไม่บังคับหรือหักห้ามใจเด็กจนเกินไป เมื่อเด็กทำได้ด้วยตนเองบ้าง เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจ เด็กจะพัฒนาความรู้สึกมั่นใจในความสามารถของตนเอง แต่ถ้าช่วงนี้เด็กถูกพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงคอยห้าม ใช้คำว่า “อย่า” เสมอๆ หรือมีการฝึกที่เป็นไปอย่างรุนแรง มีการลงโทษ วางกฎเกณฑ์เข้มงวดกวดขันกับเด็กมากจนเกินไป เด็กอาจจะพัฒนาความรู้สึกขลาดกลัว และสงสัยในสิ่งต่างๆ กลายเป็นคนไม่กล้าทำอะไร และเมื่อเด็กเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล อายุ 3 – 6 ปี ระยะนี้เด็กพัฒนาทักษะการรับรู้ ความคิด และสติปัญญา มีความอยากรู้อยากเห็น อยากลองทำสิ่งต่างๆตามความนึกคิดของตน มักจะมีจินตนาการสูง ชอบถามบ่อยและใช้คำถามว่า “ทำไม” “อะไร” อยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ควรตอบสนองหรืออธิบายให้เด็กฟัง เด็กย่อมเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าซักถาม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีเชาวน์ปัญญา และมีไหวพริบในการแก้ปัญหาต่างๆ ในทางกลับกันถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำสิ่งต่างๆอย่างอิสระแล้ว จะมีผลทำให้เด็กรู้สึกผิดและไม่กล้าทำหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสกัดความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ในช่วงที่เด็กมีอายุ 2 – 6 ปี เป็นช่วงที่เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง อยากทำและเรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเอง และการริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างบุคลิกภาพในด้านความรับผิดชอบและการพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

การพึ่งพาตนเองมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การพึ่งพาตนเองถือเป็นบุคลิกภาพอย่างหนึ่งที่ควรส่งเสริมให้เด็กตั้งแต่วัยแรกเริ่ม โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย เด็กที่มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้จะนำไปสู่การดำรงชีวิตในอนาคตได้ด้วยความมั่นใจ ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสามารถและสอดคล้องกับพัฒนาการจะทำให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นบุคลิกภาพที่ได้รับการยอมรับในสังคมและเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่งด้วย การพึ่งพาตนเองจึงมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้เหมาะสมกับวัย ลักษณะการพึ่งพาตนเองของเด็กปฐมวัยเป็นพฤติกรรมความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในเรื่องกิจวัตรประจำวันส่วนตัว เริ่มตั้งแต่การอาบน้ำ แปรงฟัน การแต่งตัวได้เอง การรับประทานอาหาร การเข้าก้องส้วม การล้างมือ การทำความสะอาดร่างกาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะมีคุณภาพเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและการฝึกฝนจากผู้ใหญ่ นั่นหมายถึง พ่อแม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก เป็นต้น
  • ความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเด็กสามารถส่งเสริมให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เด็กจะเรียนรู้ว่าในแต่ละวันจะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น หลังจากตื่นนอนต้องเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และอาบน้ำ จากนั้นต้องแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน รับประทานอาหารเช้า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความรับผิดชอบในขั้นเบื้องต้นที่มีต่อตนเอง ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ความรับผิดชอบในขั้นที่สูงขึ้นต่อไป ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อสังคม ครอบครัว หรือประเทศชาติ
  • ส่งเสริมให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง การที่เด็กทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเองจากการให้อิสระแก่เด็ก เมื่อเด็กทำสิ่งต่างๆได้และได้รับการเสริมแรงทางบวก เด็กจะอยากทำสิ่งนั้นต่อไป และทำให้เด็กมีความมั่นใจในการทำต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งการที่เด็กมองเห็นคุณค่าในความสามารถของตนเองจะนำไปสู่การสร้างความภาคภูมิใจที่มีต่อตนเอง และพร้อมที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แกสังคมและประเทศชาติต่อไป
  • ส่งเสริมให้เด็กมีระเบียบวินัย การรู้จักพึ่งพาตนเอง เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ และทำให้เด็กไม่ปฏิบัติตนขัดแย้งกับวิถีทางของสังคม ดังนั้น การที่เด็กช่วยเหลือตนเองได้หรือสามารถพึ่งพาตนเอง จะไม่สร้างภาระให้กับบุคคลอื่นด้วย เป็นการลดปัญหาทางสังคมได้
  • ส่งเสริมให้เด็กสามารถแก้ปัญหาและกล้าเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยความราบรื่น การที่จะวัดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเด็กได้นั้น อาจมองในมิติของความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถในการขจัดปัญหาได้ด้วยไหวพริบและความเฉลียวฉลาด เด็กที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง จึงเป็นเด็กที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่หรือเพื่อน เช่น ขณะที่เด็กเล่นไม้บล็อกในมุมบล็อกหลายๆ คน มีเด็กบางคนอาจแย่งไม้บล็อกกัน ทำให้เกิดปัญหาในการเล่น แต่ถ้ามีเด็กบางคนสามารถประนีประนอมและไกล่เกลี่ยด้วยการพูดคุย และตกลงว่าจะแบ่งกันอย่างไร ใครจะเล่นก่อนหลัง ทำให้ปัญหาเหล่านี้สามารถยุติลงได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหา นั่นหมายความว่าเด็กสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองและเป็นการพึ่งพาตนเองอีกอย่างหนึ่งด้วย
  • ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้ตามวัย ในบางครอบครัวที่พ่อแม่อาจจะมีน้องใหม่ พี่ซึ่งอยู่ในวัยอนุบาลมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้พ่อแม่คอยดูแลประคบประหงมตลอดเวลา จะช่วยให้พ่อแม่สามารถใช้เวลาที่มีอยู่ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นหรือทำงานได้ อีกทั้งเด็กที่มีความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเองได้ตามวัยจะสามารถช่วยดูแลน้องของตนเองได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

ครูกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กพึ่งพาตนเองที่โรงเรียนอย่างไร?

การส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ในขั้นเบื้องต้นคือการที่เด็กสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในการดำรงชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทในการส่งเสริมพฤติกรรมดังกล่าวนี้ด้วยการฝึกฝน จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ให้กับเด็ก ดังนี้

  • จัดกิจกรรมประจำวันให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นกิจวัตรประจำวันด้วยตัวของเด็กเอง อาทิ การฝึกให้เด็กสามารถใช้ห้องน้ำห้องส้วมอย่างถูกวิธี การฝึกหัดให้เด็กใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ในการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้องและสามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง การฝึกเด็กให้สามารถทำความสะอาดร่างกายได้ด้วยตนเอง เช่น การล้างมือ การอาบน้ำ การฝึกเด็กให้สามารถแต่งตัวไดด้วยตนเอง การผูกเชือกรองเท้า การติดกระดุม การสวมเสื้อผ้า เป็นต้น
  • จัดกิจกรรมประจำวันที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมือและตา เนื่องจากการช่วยเหลือตนเองของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การใช้ช้อน ส้อม การติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า การหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ เด็กจะต้องใช้กล้ามเนื้อมือได้อย่างมั่นคง ดังนั้นครูควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมกล้ามเนื้อเล็กด้วยการจัดกิจกรรม เช่น การปั้นดินเหนียว ปั้นดินน้ำมัน การเล่นน้ำเล่นทราย การฉีก ตัดกระดาษ การร้อยดอกไม้ ฯลฯ
  • จัดกิจกรรมให้เด็กทำเป็นรายบุคคล การส่งเสริมให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กทำเป็นรายบุคคล เพื่อให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเองได้ เช่น การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ต่างๆ อาทิ การร้อยลูกปัด การเขียนภาพระบายสี การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ การทดลองด้วยสีต่างๆ การปั้นเป็นรายบุคคล งานประติมากรรมต่างๆ เนื่องจากเด็กจะสนใจกิจกรรมต่างๆแตกต่างกันและเมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมคนเดียวอาจเกิดปัญหาต่างๆ ได้ ดังนั้น การเล่นหรือทำกิจกรรมรายบุคคลจะช่วยให้เด็กสามารถแก้ปัญหาในขั้นเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการพึ่งพาตนเองของเด็กอีกทางหนึ่งด้วย
  • จัดกิจกรรมให้เด็กทำเป็นกลุ่ม กิจกรรมกลุ่มมีลักษณะของการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างร่วมกัน และอาจเกิดปัญหาความขัดแย้ง ทั้งการทำงานหรือเล่นเป็นกลุ่ม จากกิจกรรมดังกล่าวนี้ทำให้เด็กต้องมีการแก้ปัญหาในการเล่นหรือการทำงานแบบกลุ่ม ความสามารถในการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยที่เด็กภายในกลุ่มร่วมกันแก้โดยที่ครูหรือผู้ใหญ่ไม่ไปกำกับหรือชี้แนะ เป็นการส่งเสริมให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมการพึ่งพาตนเองให้ลูกที่บ้านอย่างไร?

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือครอบครัวส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพเด็ก เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ พ่อแม่จะให้ความรัก ความอบอุ่น ความใกล้ชิด แต่ขาดการควบคุม และการใช้เหตุผลอย่างชัดเจน และไม่มีการสื่อสารอย่างแน่ชัด ผลที่ตามมาคือ เด็กเหล่านี้จะขาดการควบคุมทางอารมณ์ เข้ากับเพื่อนได้ยาก ขาดความรับผิดชอบและไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แต่เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผล พ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่นและใกล้ชิดเด็ก ใช้เหตุผลและมีการควบคุมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีการสื่อสารในเชิงบวก จะส่งผลให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี เด็กจะมีความรู้สึกต่อตนเองว่ามีคุณค่า พึ่งพาตนเองได้ดี และเชื่อฟังพ่อแม่ มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมักประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้ลูกสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังนี้

  • ให้ความรัก ความอบอุ่นและใกล้ชิดเด็ก การที่พ่อแม่ให้ความรักและดูแลเอาใจใส่เด็ก จะทำให้เด็กสามารสัมผัสได้ถึงความรักและปรารถนาดีของพ่อแม่ที่มีต่อตนเอง พลังของความรักจะทำให้เด็กสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยความมั่นใจในตนเอง อันเป็นพื้นสำคัญในการส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
  • พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามความสามารถและความสนใจของเด็ก เนื่องจากการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจในตนเอง และการสร้างสรรค์จะนำไปสู่ความสามารถในด้านต่างๆ ที่เป็นการพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะเด็กในวัย 2 – 6 ขวบ อยากเรียนรู้ ทดลอง สำรวจสิ่งต่างๆ และคิดริเริ่มทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและวัยของเด็กจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้พัฒนาการในด้านต่างๆ สามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ
  • ยอมรับในความสามารถของเด็กและเสริมแรงเด็กอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะมีความภาคภูมิใจในความสามารถของตนจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ แล้วประสบความสำเร็จ ดังนั้น พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เด็กประสบความสำเร็จจากการทำสิ่งต่างๆ ให้การยอมรับในความสามารถของเด็ก ชื่นชมเมื่อเด็กทำสิ่งต่างๆ ได้ และให้การเสริมแรงเด็กอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของเด็ก และเด็กจะสามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
  • พ่อแม่ควรมีความคงเส้นคงวากับเด็ก ในการอบรมเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ควรมีความคงเส้นคงวาต่อพฤติกรรมของเด็ก เช่น ถ้าเด็กทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง พ่อแม่ควรให้การเสริมแรงและชื่นชมในความสามารถของเด็ก และควรตอบสนองเด็กได้อย่างสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก ทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว และไม่เกิดความขัดแย้งในบุคลิกภาพของตน
  • พ่อแม่ควรฝึกฝนให้เด็กปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่บ้านด้วยตนเอง เช่น การแปรงฟัน รับประทานอาหาร การแต่งตัวไปโรงเรียน ฯลฯ และเมื่อเด็กทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ก็ไม่ควรลืมที่จะให้การเสริมแรงหรือยอมรับในความสามารถของเด็กและต้องกระทำในทันทีเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นรากฐานของการพัฒนาการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น การพัฒนาความสามารถในการพึ่งตนเองให้กับเด็กก็เป็นพื้นฐานที่จะนำเด็กไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ดังนั้น นอกจากครูจะมีบทบาทในการจัดประสบการณ์เพื่อฝึกฝนให้เด็กรู้จักพึ่งพาตนเองได้ตามวัยแล้ว การจัดประสบการณ์ทางอ้อมด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีของครูก็มีความสำคัญ เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเรียนรู้จากการเลียนแบบ ดังนั้น ครูที่มีบุคลิกภาพที่เชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบ มีวินัย และสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้จะเป็นการจัดประสบการณ์ทางอ้อมให้กับเด็กได้

บรรณานุกรม

  1. กุศล สุนทรธาดา. (2542). สถานการณ์และองค์ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กไทยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2535). หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. เพ็ญศรี พิชัยสนิธ. (2522). อนามัยครอบครัว. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้ง.
  4. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550) . การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  5. สมคิด อิสระวัฒน์. (2542). ลักษณะการอบรมและการเลี้ยงดูเด็กของคนไทยซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง. นครปฐม :ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. Bee H. (1995). The growing child. New York : Harper Collin Publishing.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul