หน้าหลัก » บทความ » การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น (Cognition and Understanding of Others’ Attitude)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น (Cognition and Understanding of Others’ Attitude) หมายถึง การรับรู้และเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น และสามารถแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อทัศนะดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและทำงานเป็นกลุ่มเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เด็กสามารถเรียนรู้ความคิด ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่นจากกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันเพื่อนำไปสู่การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นมีความสำคัญอย่างไร?

ระยะปฐมวัยเป็นวัยที่มีความสำคัญในการวางรากฐานพัฒนาการด้านร่างกาย สังคม อารมณ์จิตใจ สติปัญญาและบุคลิกภาพ การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นเป็นคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งที่อยู่ในความสามารถทางด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพหุปัญญา และเป็นพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการส่งเสริม จากการศึกษางานวิจัยหลายฉบับพบว่า ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลเอกชนมีความพึงพอใจกับพัฒนาการด้านสติปัญญาเป็นอันดับแรก รองลงมาได้แก่พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านสังคมเป็นอันดับสุดท้าย ทั้งที่พัฒนาการด้านสังคมมีส่วนช่วยพัฒนาด้านสติปัญญาของเด็ก และความสำเร็จในชีวิตของคนเรามักขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัยเป็นสำคัญ ดังนั้นการพัฒนาเด็กให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจึงควรกระทำทั้งทางด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กัน และควรเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยซึ่งเป็นวัยที่มีความสำคัญแก่การวางรากฐานชีวิต แต่เนื่องจากเด็กวัยนี้มีพัฒนาการอยู่ในขั้นยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) ทั้งทางด้านการมองเห็นตำแหน่งวัตถุ ด้านการคิด การสื่อความหมาย ด้านอารมณ์และความรู้สึก ทำให้ยากที่จะเข้าใจทัศนะของผู้อื่น เด็กจะยึดถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ไม่สามารถที่จะพิจารณาถึงประสบการณ์การรับรู้ของผู้อื่นที่ต่างออกไป เด็กจะมองโลกเพียงด้านเดียวกล่าวคือ มองและแปลความหมายของสิ่งต่างๆตามที่ตนเองรับรู้และเข้าใจ ไม่สามารถรับรู้ทัศนะและความคิดของผู้อื่นได้ แต่พยายามขยายความคิดของตนให้ผู้อื่นฟัง เมื่อตนรับรู้อย่างไรก็คิดว่าผู้อื่นจะรับรู้เหมือนตน ลักษณะดังกล่าวมีผลต่อพัฒนาการด้านสังคมและบุคลิกภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เมื่อเด็กออกไปสู่สังคมภายนอกเด็กจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง การที่เด็กแสดงพฤติกรรมการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจะทำให้เกิดปัญหาในการปรับตัว ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข พฤติกรรมการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของเด็กปฐมวัย เช่น ว่ากล่าว ขมขู่ ก่อกวนผู้อื่น ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น การทำร้ายซึ่งกันและกัน โต้เถียง ด่า แย่งของกัน พูดท้าพนันและพูดโอ้อวด ลักษณะดังกล่าวเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในเด็กปฐมวัยทั่วไป ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากข้อจำกัดของพัฒนาการทางสติปัญญาทำให้เด็กขาดความสามารถในการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น และส่งผลต่อบุคลิกภาพและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ดังนั้นครูจึงควรให้ความสำคัญกับการคลายการยึดตนเป็นศูนย์กลางของเด็กด้วยการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมสำหรับเด็กโดยทั่วไปแล้ว ยังทำให้เด็กที่มีแนวโน้มว่าจะมีพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นปัญหาได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้นกิจกรรมในลักษณะที่เด็กได้มีโอกาสที่จะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งทางวัตถุและบุคคล จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ถึงวิธีการปฏิบัติตนในสังคม ทำให้มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น และมีพฤติกรรมทางสังคมในลักษณะที่พึงประสงค์

การสอนลูกให้รับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การสอนให้เด็กรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น เป็นการพัฒนาเด็กทางด้านสังคมให้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคมโรงเรียนและสังคมที่กว้างออกไป ให้สามารถปรับตัวได้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์อันนำไปสู่การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และยังช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆดังนี้

  • ช่วยให้เด็กสามารถคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางลงได้ โดยธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการมองเห็นตำแหน่งของวัตถุ ด้านอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงด้านการคิดและการสื่อความหมาย ดังนั้นการจัดกิจกรรมเพื่อสอนให้เด็กรู้จักการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นจะช่วยคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางได้ในระดับหนึ่ง
  • ช่วยให้เด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาพฤติกรรมที่เข้าสังคม ได้แก่
    • พฤติกรรมความร่วมมือ เด็กจะเริ่มให้ความร่วมมือในการเล่นหรือการทำงานกับผู้อื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ยิ่งเด็กมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันมากเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้วิธีการร่วมมือกับคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น
    • การแข่งขัน การแข่งขันเป็นสิ่งกระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมให้ดีที่สุด เป็นส่วนหนึ่งของลักษณะทางสังคมของเด็กปฐมวัยวัย การแข่งขันเป็นลักษณะของการต่อสู้ดิ้นรนในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีกว่าหรือดีเท่ากับคนอื่นโดยปราศจากความขัดแย้งโดยตรง
    • การมีใจคอกว้างขวาง โดยปกติเด็กยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการอยู่แล้ว แต่เมื่อเด็กมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้นก็จะแสดงพฤติกรรมการมีใจคอกว้างขวางเพิ่มมากขึ้น โดยมีความเต็มใจที่จะแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น
    • เด็กจะได้รับการเป็นที่ยอมรับของสังคม เมื่อเด็กต้องการการเป็นที่ยอมรับ จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมตามความคาดหวังของสังคม ทำให้แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม
    • การแสดงพฤติกรรมยอมตาม เด็กจะเรียนรู้วิธีการที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มโดยการเลียนแบบหรือปรับพฤติกรรมให้ผิดแปลกไปจากกลุ่มน้อยที่สุด
    • การแสดงพฤติกรรมความเห็นอกเห็นใจ การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นที่เป็นความเห็นอกเห็นใจ เด็กจะแสดงพฤติกรรมโดยการปลอบโยนหรือช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเป็นทุกข์ เด็กจะสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นเมื่ออยู่ในสภาพที่คล้ายคลึงกับผู้นั้นมาก่อน เมื่อเด็กยิ่งโตขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะแสดงพฤติกรรมความเห็นอกเห็นใจได้หลายสถานการณ์มากขึ้น
    • พฤติกรรมการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นพฤติกรรมความสามารถที่เด็กจะนำตนเองเข้าไปแทนที่ในประสบการณ์ของผู้อื่น เด็กจะพัฒนาความสามารถนี้ได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเข้าใจการแสดงออกทางสีหน้าและคำพูดของผู้อื่น
    • การพึ่งคนอื่น เด็กจะแสดงพฤติกรรมนี้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ความสนใจ ความรัก และการยอมรับจากผู้อื่น
    • พฤติกรรมความเป็นเพื่อน เด็กจะแสดงพฤติกรรมช่น การยิ้ม การยกยอ พูดเชื้อเชิญให้คำแนะนำในการเมื่อต้องการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและต้องการแสดงความรักต่อผู้อื่น ความเป็นเพื่อนในวัยเด็กเล็กได้รับอิทธิพลมาจากอายุ สติปัญญา ความคุ้นเคย ความสนใจที่คล้ายคลึงกัน และจากความร่วมมือในระยะแรกที่เด็กเข้ากลุ่ม
    • ความไม่เห็นแก่ตัว การที่เด็กเข้าใจทัศนะของผู้อื่นจะทำให้เด็กไม่เห็นแก่ตัว เด็กจะรู้จักการช่วยเหลือกัน การแบ่งปันสิ่งของให้กับผู้อื่นถือเป็นการเรียนรู้ถึงจิตใจของผู้อื่น และทำเพื่อผู้อื่นมากกว่าคิดถึงแต่ความสนใจและความต้องการของตนเองเท่านั้น
    • การสร้างความผูกพันและมิตรภาพ พฤติกรรมนี้มีพื้นฐานมาจากการที่เด็กได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ตั้งแต่วัยทารก เมื่อโตขึ้นก็จะถ่ายทอดความรู้สึกนี้ไปสู่ผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะสร้างมิตรภาพ สามารถส่งเสริมได้จากการจัดกิจกรรมต่างๆทั้งที่บ้านและโรงเรียน
  • ช่วยลดพฤติกรรมทางสังคมที่ไม่เหมาะสม การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นจะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้หลายอย่างเช่น การปฏิเสธคัดค้านเป็นการต้านทานหรือขัดขวางเพื่อที่ผลักดันพฤติกรรมของผู้อื่นไปในทางที่ตนต้องการ ความก้าวร้าว การทะเลาะวิวาท การล้อเลียนและข่มขู่ การแสดงพฤติกรรมการมีอำนาจเหนือผู้อื่น ความมีอคติลำเอียงและการแบ่งเพศ

ครูจัดกิจกรรมเพื่อสอนให้เด็กรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นให้กับเด็กที่โรงเรียนอย่างไร?

การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจะจัดตามตารางกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา การจัดกิจกรรมเพื่อสอนให้เด็กรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมหรือดำเนินกิจกรรมด้วยตัวเด็กเองให้มากที่สุด โดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรม การให้เด็กเรียนรู้จากการทำงานเป็นกลุ่มจะเป็นวิธีการที่เอื้อให้เด็กได้รับการพัฒนาด้านสังคมและบุคลิกภาพเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมแบบกลุ่มย่อยจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างทั่วถึง มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้เด็กเรียนรู้ความคิด ความรู้สึก ปฏิกิริยาและพฤติกรรมซึ่งกันและกัน การจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นกลุ่มจะทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เด็กมีโอกาสเรียนรู้จากความขัดแย้งและการโต้เถียงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น ดังนั้นครูปฐมวัยจะจัดกิจกรรมในรูปแบบกลุ่มโดยบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมประจำวันได้ดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูอาจให้เด็กได้ช่วยกันคิดท่าทางร่วมกันและออกมาแสดงการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบละครสร้างสรรค์อาจให้เด็กช่วยกันแบ่งหน้าที่กัน และคิดท่าทางแสดงให้มีความเหมาะสมจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ที่จะรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นได้
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นการจัดกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่จัดกิจกรรมให้เด็กได้ทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต การร้องเพลง การเล่านิทาน การทดลองวิทยาศาสตร์ การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ ฯลฯ โดยแบ่งให้เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 3–5 คน เพื่อให้เด็กได้เล่น แสดงความคิดเห็น ทำงานและแก้ปัญหาร่วมกัน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้แสดงออกทางด้านความรู้สึกและจินตนาการผ่านผลงานทางศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ การทดลองด้วยสี การร้อย การสาน การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษ ฯลฯ ครูให้เด็กทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ต่างๆเป็นกลุ่มย่อย เช่น การประดิษฐ์แบบกลุ่ม การปั้นดินน้ำมันเป็นกลุ่ม การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษเป็นกลุ่ม โดยให้เด็กแบ่งกลุ่มตามความสนใจ หรือโดยการจับฉลากแล้วให้เลือกวัสดุอุปกรณ์มาร่วมกันทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เมื่อทำเสร็จแล้วให้เด็กแต่ละกลุ่มร่วมกันนำเสนอผลงานของตัวเอง เป็นต้น
  • กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม โดยปกติกิจกรรมการเล่นตามมุมเด็กจะมีโอกาสเล่นร่วมกับเพื่อนอยู่แล้ว ดังนั้นครูจึงส่งเสริมให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่มอย่างมีเป้าหมาย และได้รับความสะดวกจากครูทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ประจำมุมประสบการณ์ การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในระหว่างที่เด็กเล่นเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคม การแก้ปัญหาต่างๆในขณะเล่นด้วย เช่น การเล่นสร้างบล็อกเป็นกลุ่ม การเล่นบทบาทสมมติเป็นกลุ่ม และสร้างเสริมวินัยให้กับเด็กจากการเล่นนี้ด้วย
  • กิจกรรมกลางแจ้ง ครูส่งเสริมให้เด็กได้เล่นร่วมกันเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งในด้านความคิด ความรู้สึกอันนำไปสู่การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น เช่น การเล่นเกมวิ่งเก็บของเป็นทีม การเล่นวิ่งเปี้ยว การเล่นเกมกาฟักไข่ การเล่นกระรอกเข้าโพรง การเล่นงูกินหาง เมื่อเสร็จสิ้นการเล่นครูจะให้เด็กได้สะท้อนกิจกรรมเพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่นเพื่อพัฒนาการเล่นในครั้งต่อไปให้ดีขึ้น
  • เกมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่พัฒนาด้านสมองและการคิดอย่างมีเหตุผลผ่านกิจกรรมเกมการศึกษาหลายรูปแบบ เช่น ภาพตัดต่อ การจับคู่ การเรียงลำดับ จัดกลุ่ม เกมโดมิโน เกมพื้นฐานการบวก เกมลอดโต ฯลฯ โดยจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาเป็นกลุ่มอย่างมีแบบแผน และมีการสรุปสิ่งที่ได้รับจากการเล่นเกมการศึกษาด้วย

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นที่บ้านได้อย่างไร?

เด็กมีโอกาสใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้ปกครองในช่วงก่อนที่เด็กจะเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล การอบรมเลี้ยงดูและขัดเกลาคุณลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กสามารถปลูกฝังได้ตลอดเวลาจากกิจวัตรประจำวันของเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองควรบูรณาการสิ่งที่ต้องการให้เกิดกับเด็กอย่างผสมกลมกลืนไม่แยกส่วน ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมหรือปฏิบัติต่อเด็กได้ดังนี้

  • ให้ความรักและความอบอุ่นกับเด็กอย่างเพียงพอ ความรักความอบอุ่นที่พ่อแม่มอบให้กับเด็กจะทำให้เด็กสามารถซึมซับเอาสิ่งดีๆเข้าไว้ในจิตใจ เด็กที่มีความอบอุ่นจะเกิดความรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในตนเอง การสอนสิ่งใดก็ย่อมจะง่ายมากขึ้น ตัวเด็กมีความพร้อมในด้านสภาพจิตใจคือ ความรู้สึกถึงความมั่นใจ มีความรู้สึกรักตนเองและถ่ายทอดไปสู่การรักผู้อื่น
  • ให้การอบรมเลี้ยงดูลูกด้วยเหตุผล ในการบอกให้เด็กทำหรือไม่ให้ทำสิ่งใด ไม่ควรบอกเพียงว่าดีหรือไม่ดี แต่ควรให้เหตุผลประกอบด้วย นอกจากนี้อาจยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจได้อีกทางหนึ่ง
  • พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนที่แสดงถึงการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น เช่น ควรแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสังคมและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้เด็กได้ดูเป็นตัวอย่าง อาทิ การแบ่งปันสิ่งของให้เพื่อนบ้าน การแสดงมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้านโดยการพูดด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่ได้รับความทุกข์ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯ
  • การสอนเด็กให้รับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นจากสื่อประเภทนิทาน หนังสือภาพ โดยธรรมชาติเด็กจะชอบฟังนิทาน พ่อแม่ควรเล่านิทานให้เด็กฟังทุกวัน เช่น การเล่านิทานก่อนนอนหรือยามว่าง การเลือกนิทานที่มีเนื้อหาสอดแทรกคุณธรรมด้านการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นจะเป็นวิธีการสอนที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในนิทาน
  • การส่งเสริมให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนหรือพี่น้องญาติที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน และจัดหาของเล่นเพื่อให้เด็กได้เล่นร่วมกัน เช่น การเล่นสร้างบ้าน การเล่นค้าขาย ประกอบอาหารสมมติ เป็นต้น การเล่นหรือทำงานร่วมกับเพื่อนจะทำให้เด็กเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
  • การให้เด็กเรียนรู้จากสถานการณ์จริง บางครั้งพ่อแม่อาจพาลูกไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีเหตุการณ์ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการสอนลูก เช่น การเห็นเด็กแย่งของเล่นกัน พ่อแม่จึงควรสั่งสอนและแนะนำสิ่งที่ดีให้กับลูกและบอกว่าควรปฏิบัติอย่างไร

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ในการจัดกิจกรรมแบบกลุ่มเพื่อส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ครูควรให้เด็กได้เข้ากลุ่มด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การจับฉลาก การเลือกตามความสนใจ การเล่นเกมเพื่อเข้ากลุ่ม โดยกลุ่มที่จัดจะต้องมีจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่น เด็กอายุ 3–4 ขวบ ควรมีสมาชิกประมาณ 2-4 คน เด็กอายุ 5-6 ปี ควรมีประมาณ 4–6 คน เป็นต้น การจัดกลุ่มควรคละให้มีสมาชิกทั้งที่เป็นเพศหญิงและเพศชายอยู่ด้วยกันเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวและเกิดการยอมรับ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยเฉพาะเด็กหญิงจะมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็กชาย การมีสมาชิกที่เป็นเพศหญิงอยู่ด้วยจะช่วยให้เด็กผู้ชายรับผิดชอบมากขึ้น

บรรณานุกรม

  1. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : แม็ค.
  2. Cowan, P.A. (1978). Piaget With Felling. New York : Holt Rinehart and Winston.
  3. Flavell, J.H.(1963). The Developmental Psychology of Jean Piaget. New Jersey : D Van North.
  4. Howard Gardner. (1993). Multiple Intelligences : The theory in practice. New York : Basic Book.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน