หน้าหลัก » บทความ » การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะ (The Story Construction from Art Activities)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะ

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะ (The Story Construction from Art Activities) หมายถึง การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอดความคิดอย่างอิสระโดยการสนทนาซักถาม และเล่าเรื่องจากสิ่งที่พบเห็น หรือประสบการณ์เดิมที่หลากหลาย จากนั้นจะนำเรื่องที่เล่ามาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะทางภาษา กระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตนเอง ได้แก่ การวาดภาพ การระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะสำคัญอย่างไร?

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอดความคิดอย่างอิสระ โดยการสนทนาซักถาม และเล่าเรื่องจากสิ่งที่พบเห็น หรือได้รับประสบการณ์ ต่อจากนั้นจะนำเรื่องที่เล่ามาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกตามความสามารถของตนเอง

การพัฒนาการสื่อความหมายของเด็กจากการสร้างเรื่องราวในกิจกรรมศิลปะที่มุ่งเน้นให้เด็กถ่ายทอดความคิดได้อย่างมีความหมาย จากการกระทำของเด็กที่ได้สื่อสารกับครูและเพื่อน โดยใช้ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ครูเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนกระตุ้นให้เด็กสร้างเรื่องราวด้วยตนเอง และทำการสังเกตจดบันทึกเหตุการณ์เพื่อนำข้อมูลที่ได้ มาสะท้อน วางแผนในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง และกระบวนการนี้เห็นได้จากการปรับบทบาทการสอนตามแนวปัจจัยสำคัญตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ

การสื่อความหมายเป็นกระบวนการทางความคิดที่สำคัญ และเป็นวิธีการขั้นต้นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการสื่อความหมาย เพราะภาษาเป็นตัวแทนความคิดของผู้ใช้ สัญลักษณ์ทางภาษา ได้แก่ เสียงที่ใช้พูด ตัวอักษรในภาษาเขียนที่นำมาเรียงเป็นคำเพื่อใช้แทนสิ่งต่างๆ แทนความรู้สึก ความเข้าใจ เราใช้ภาษาโดยมีจุด มุ่งหมายเพื่อการสื่อสาร ภาษาจึงเป็นเครื่องมือในการคิดและการเรียนรู้ ทักษะทางภาษาประกอบด้วยการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ล้วนแต่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่อง และควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษาครบทุกด้านอย่างเพียงพอ จะทำให้สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

การสอนภาษาแบบเดิม (Traditional Approaches) ไม่เน้นความสำคัญของประสบการณ์และภาษาที่เด็กใช้ในชีวิตจริง จึงไม่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ภาษาและใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารเท่าที่ควร การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ การจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กระดับก่อนประถมศึกษา ควรแก้ปัญหาการเร่งเรียนเขียนอ่าน เพราะไม่สอดคล้องกับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กวัย 3 – 6 ปี ซึ่งเด็กในวัยนี้ควรเรียนรู้ภาษาจากประสบการณ์ตรง โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการแสดงออกทางด้านการคิด และการสนทนาระหว่างเด็กด้วยกัน จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาการสื่อความหมาย การจัดประสบการณ์ตรงโดยให้เด็กมีอิสระในการคิด การแสดงออก และการสนทนาระหว่างเด็กด้วยกัน จะทำให้เด็กสามารถเข้าใจกันได้เร็วกว่าครูเป็นผู้อธิบาย การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่วัยอนุบาลจึงมีผลให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาต่างๆ ในอนาคต เมื่อเด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาอย่างถูกต้องตามศักยภาพและความสามารถ ในบรรยากาศของห้องเรียนที่สนุกสนานผ่อนคลาย โดยมีการจัดเตรียมสถานการณ์และสภาพแวดล้อมให้สอด คล้องกับความสนใจของเด็ก ทำให้เด็กแสดงออกตามความสามารถ ได้ถ่ายทอดแนวความคิดและสื่อความหมายเพื่อบอกความต้องการของตนเอง จะทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนภาษาเป็นสิ่งง่าย ซึ่งแตกต่างจากการเรียนภาษาแบบเคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง มีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

การจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการสื่อความหมายมีหลายวิธี เช่น การพูดคุยสนทนา การซักถาม การอ่านหนังสือ การเล่นตามมุม การทำกิจกรรมศิลปะ เป็นต้น การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language) เป็นแนวการสอนภาษาแบบองค์รวมที่เน้นกระบวนการคิด เป็นวิธีการสอนที่สามารถสร้างเรื่องราว และพัฒนาการสื่อความหมายให้กับเด็กได้ กิจกรรมการสร้างเรื่องราวที่ครูจัดขึ้นตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้จากตัวเด็กเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ที่มีความหมายต่อตนเองจากสภาพจริง เด็กจะเรียนรู้ความหมาย ก่อน ระหว่าง และหลังทำกิจกรรม โดยนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ที่เด็กพบเห็นมาสร้างเป็นเรื่องราว แล้วนำแนวคิดนั้นมาวาดเป็นภาพ เมื่อเด็กทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ครูบันทึกเรื่องที่เด็กเล่า เขียนชื่อ วันที่เด็กทำผลงาน เก็บรวบรวมผลงานเด็กไว้เพื่อประเมิน ได้แก่

  • การใช้ภาษาตามสภาพจริง (Authentic) หมายถึง ภาษาที่เด็กใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้มุ่ง เน้นเพียงในบทเรียนเท่านั้น แต่เป็นไปตามที่ปรากฏในชีวิต ครูมีบทบาทในการสนับสนุนให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น
  • การตอบสนองข้อผิดพลาด (Errors seen as miscues) หมายถึง การมองความผิดในการใช้ภาษาของเด็กว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาในการรับรู้ ซึ่งครูจะต้องแก้ไขให้เหมาะสมและถือว่าเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
  • ประสบการณ์เดิม (Prior knowledge) หมายถึง การกระตุ้นให้เด็กได้นำความรู้ และประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่
  • ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือกระทำ (Trans active) หมายถึง ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

  • ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้เด็กสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากกิจกรรมทางภาษาที่เด็กได้เล่า ได้สนทนาจากประสบการณ์เดิมที่เด็กได้พบเห็น และนำไปสู่การนำเรื่องที่เล่ามาสร้างเป็นผลงานศิลปะ จะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความหมาย และทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงถาวรได้
  • ส่งเสริมให้เด็กมีความเชื่อมั่นในการใช้ภาษาจากการจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้พูด สนทนา เล่าเรื่อง และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก และมีความเชื่อมั่นในการพูด จึงเป็นการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กอีกทางหนึ่งด้วย
  • ช่วยฝึกให้เด็กมีมารยาทในการใช้ภาษา การพูดสนทนา และการเล่าเรื่อง เป็นการใช้ภาษาสื่อสารเพื่อถ่ายทอดให้ผู้ อื่นเข้าใจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ภาษาที่มีความเหมาะสม เช่น การพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมาะสม การฝึกเป็นนักฟังที่ดี การใช้ถ้อยคำที่สุภาพ การมีมารยาทในการพูด เป็นต้น
  • ส่งเสริมทักษะทางภาษาทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ไปพร้อมๆ กัน ทำให้การเรียนรู้ภาษาของเด็กมีความสนุกสนาน และตอบสนองต่อธรรมชาติในการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการสร้างเรื่องราวจากศิลปะ จึงเห็นได้ว่าศิลปะกับภาษามีความสัมพันธ์กัน การแสดงออกทางภาษาของเด็กเป็นการถ่ายทอดออกมาด้วยผลงานศิลปะต่างๆ ตามความสนใจของเด็ก
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้กฎเกณฑ์ของการใช้ภาษา เช่น การเลือกใช้คำ การแต่งประโยค การเลือกใช้คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับบริบทของภาษา
  • ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดของการใช้ภาษาของเด็ก การเปิดโอกาสให้เด็กได้พูด สนทนาเล่าเรื่องจากประสบการณ์ หรือสิ่งที่เด็กได้พบเห็น เด็กในแต่ละพื้นที่อาจใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งเด็กอาจใช้ภาษาท้องถิ่นในการเล่าเรื่อง ซึ่งครูจะสามารถสอนให้เด็กแก้ไข และพัฒนาเด็กให้สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง ครูควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกผิด หรือลดความเชื่อมั่นในการใช้ภาษาของเด็ก
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็ก ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง และยังช่วยให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อีกด้วย
  • ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในด้านต่างๆ ของเด็กให้ขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น กิจกรรมการสร้างเรื่อง ราวทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากเรื่องราวที่เพื่อนเล่า ซึ่งบางครั้งสิ่งนั้นอาจเป็นเรื่องที่เด็กไม่เคยรู้มาก่อน การได้ฟังคนอื่นเล่าประสบการณ์ใหม่ๆ จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้กว้างขวางมากขึ้นด้วย

ครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะที่โรงเรียนอย่างไร?

การสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่เด็กและครูร่วมกันสนทนาซักถามเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เด็กสนใจ ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวแล้วนำไปสร้างเป็นผลงานศิลปะ ซึ่งครูและเด็กจะช่วยกันจัดเตรียมสื่อ และอุปกรณ์อย่างหลากหลายเพื่อให้เด็กได้เลือกปฏิบัติกิจกรรมศิลปะตามความสนใจ ครูมีบทบาทเพียงเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมอย่างอิสระ คอยสังเกตและบันทึกพฤติกรรมด้านการสื่อความหมายของเด็ก เมื่อเด็กทำผลงานเสร็จให้นำผลงานนั้นมาเล่าให้เพื่อนและครูฟัง เช่น การสร้างเรื่องราวจากหนังสือนิทาน เพื่อให้เด็กได้สนทนาเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิทาน มีข้อมูลในการเล่าเรื่องเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม และส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาการอ่านการเขียนจากกิจกรรมศิลปะ

พ่อแม่ผู้ปกครองส่งเสริมให้ลูกสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะที่บ้านอย่างไร?

  • จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะต่างๆ ไว้ที่บ้านเพื่อให้เด็กได้ทำตามความสนใจ เช่น จัดให้มีกระดาษ ดินสอ กระดาษชนิดต่างๆ พู่กัน สีเทียน สีน้ำ สีไม้ กาว กรรไกร จานสี แป้งโด ดินน้ำมัน แผ่นรองปั้น เศษวัสดุต่างๆ เป็นต้น ไว้ให้เด็กได้เลือกทำงานศิลปะตามความสนใจ
  • พูดคุยและสนทนากับเด็กขณะอยู่ที่บ้านหรือจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เด็กได้พบเจอ เช่น การสนทนากับเด็กขณะที่ให้เด็กช่วยเหลือกิจกรรมในห้องครัว หรือช่วยเตรียมของในการประกอบอาหาร สนทนากับลูกขณะให้ลูกช่วย เหลืองานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ถูพื้น ช่วยรดน้ำต้นไม้ การให้ลูกช่วยปลูกพืชผักสวนครัว หลังจากนั้นอาจกระตุ้นโดยการชักชวนให้ลูกไปสร้างสรรค์งานศิลปะจากการสนทนาในสถานการณ์ต่างๆ
  • หากมีโอกาสพาลูกไปในสถานที่ต่างๆ เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปเที่ยวทะเล ภูเขา สวนสนุก หรือสถานที่ต่างๆ ควรสนทนาเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ กับลูก และถ้าเป็นไปได้ควรมีอุปกรณ์ที่เด็กสามารถสร้างงานศิลปะไปด้วย เช่น เตรียมกระดาษ ดินสอ สีเทียน ดินน้ำมัน เพื่อจะได้ให้เด็กถ่ายทอดความคิดประสบการณ์จากการพูดคุยสนทนากับผู้ปกครองออกมาเป็นผลงานศิลปะตามที่เด็กต้องการได้
  • สนทนากับลูกหลังจากที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ทบทวนและนำประสบการณ์เหล่านั้นมาสร้าง สรรค์ชิ้นงานศิลปะเมื่อกลับมาถึงบ้าน เนื่องจากกิจกรรมศิลปะบางชนิดไม่สามารถนำไปในสถานที่ต่างๆ ได้เนื่องจากความยุ่งยากและเกะกะ จึงควรนำเรื่องที่สนทนากับลูกมาสร้างผลงานที่บ้านก็ได้
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าสิ่งที่เด็กได้ทำ โดยพ่อแม่ชวนลูกคุยในผลงานที่ลูกทำแล้วเสริมให้กำลังใจกับลูก หรือสนับสนุนให้ลูกสร้างผลงานที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อเด็กจะได้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมศิลปะในครั้งต่อไป และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกได้

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ในการสร้างเรื่องราวจากกิจกรรมศิลปะ ครูควรมีบทบาทในการสนับสนุนเด็กทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ในการทำศิลปะเพื่อให้เด็กได้เลือกทำ โดยเตรียมกิจกรรมให้เด็กได้เลือกทำอย่างน้อยวันละ 4 – 5 กิจกรรม และสนับสนุนเด็กทั้งในเรื่องการแนะนำ ให้กำลังใจ สนทนากับเด็กเพื่อให้เด็กได้พูดสนทนากับเพื่อน โดยพยายามดึงประสบการณ์เดิมของเด็กออก มาเป็นการสนทนาเพื่อสื่อสารระหว่างกัน และการสนทนากับเด็กเพื่อให้เด็กได้เล่าเรื่องจากผลงานที่เขาได้ทำทุกครั้งและควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาให้กับเด็กได้อย่างต่อเนื่อง

บรรณานุกรม

  1. ฉันทนา ภาคบงกช. (ม.ป.ป.). มาเข้าใจการพัฒนาภาษาแบบธรรมชาติสำหรับเด็กปฐมวัย (เอกสารประกอบคำบรรยาย). กรุงเทพมหานคร: โรงเรียนเกษมพิทยา.
  2. พนิดา ชาตยาภา. (2544). กระบวนการพัฒนาการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างเรื่องราวในกิจกรรมศิลปะตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  3. ภรณี คุรุรัตนะ. (2542). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
  4. วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี. (2538). Whole Language กับงานวิจัย ในเอกสารประกอบการประชุมปฏิบัติการเรื่องการพัฒนา ภาษาแบบ Whole Language สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: ม.ป.พ. ถ่ายเอกสาร.
  5. ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม. (2518). พัฒนาการทางภาษา. กรุงเทพมหานคร: ม.ป.พ.
  6. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งขาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี.
  7. หรรษา นิลวิเชียร. (2535). ปฐมวัยศึกษา : หลักสูตรและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
  8. Goodman ,K. (1986). What’s Whole in Whole Language?. New Hampshire: Heinemann.
  9. Oglan, Gerald R. (1997). Parents , Learning and Whole Language Classroom. The Nation Council of Teacher of English.
  10. Van Kraayenood,C.E. & Paris , S.G. (1996 February). “Literacy Instruction in Australian Primary Classroom” The Reading Teach) r. 48(3): 218 – 228.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน