หน้าหลัก » บทความ » การเคลื่อนไหวแบบโยคะ (Yoga Movement)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเคลื่อนไหวแบบโยคะ

การเคลื่อนไหวแบบโยคะ (Yoga Movement Activities)หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้โยคะในช่วงกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำท่าทางโยคะพื้นฐานจำนวน 10 ท่า ประกอบด้วยท่าต้นไม้ ท่าภูเขา ท่าลิง ท่าเต่า ท่ากระต่าย ท่าดอกไม้ ท่าผีเสื้อ ท่างู ท่าตั๊กแตน ท่าสุนัข ร่วมกับอุปกรณ์ เช่น ลูกบอล ห่วงยาง ไม้บล็อก ผสมผสานกับการกำหนดลมหายใจและการจัดแนวของร่างกาย (Body Alignment) โดยเฉพาะการยืดกล้ามเนื้อลำตัว หัวไหล่ สะโพก แขนและขา ที่มุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวท่าโยคะเชื่อมโยงกับการฝึกบริหารกายและจิตเพื่อฝึกให้มีสมาธิและส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ

การเคลื่อนไหวแบบโยคะสำคัญอย่างไร?

โยคะเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีก่อน โยคะมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสฤตว่า ยุจ (Yuj) แปลว่า การรวม (Yoke or Union) ซึ่งหมายถึงการรวมกาย (Body) จิต (Mind) และวิญญาณ (Soul) ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การสร้างสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจและวิญญาณเป็นกระบวนการเชื่อมโยงร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน โดยอาศัยการฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยท่าต่างๆตามแบบของโยคะเรียกว่า “อาสนะ” (Asana) มีการฝึกควบคุมลมหายใจที่เรียกว่า “ปราณ” (Pranayama) และฝึกจิตให้จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกที่เรียกว่า “สมาธิ” (Meditation) โยคะเป็นการฝึกสมาธิและการสอนโยคะก็คือการสอนสมาธิ หลายคนคิดว่าการฝึกโยคะคือการออกกำลังกายและสมาธิ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโยคะมีการปฏิบัติท่าและควบคุมจิตให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าและออก เป็นผลให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย ผู้ที่ฝึกโยคะแล้วคุยกันแสดงว่ายังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะแสดงว่าจิตหรือความคิดยังไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก แต่วนเวียนคิดอยู่ในเรื่องที่คุยกันซึ่งไม่ใช่การฝึกโยคะที่ถูกต้อง โยคะยังหมายถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมายคือ “โมกษะ” ความหลุดพ้นจากทุกข์ นอกจากนี้โยคะยังมีความหมายไปถึง “วิริยะ” ความพากเพียรเพื่อให้จิตหลุดพ้นตามหลักปรัชญาโยคะเชื่อว่าจิตโดยสภาพของมันไม่อยู่นิ่ง กวัดแกว่งห้ามได้ยาก รักษาให้อยู่กับที่ได้ยากและมักคิดฟุ้งซ่านไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะดับอาการดังกล่าวของจิตได้จะต้องปฏิบัติตามแนวของโยคะนั่นเอง โยคะมีองค์ประกอบในการฝึก 8 ประการ

  1. ยะมะคือ ศีลธรรมและจริยธรรมซึ่งถือเป็นสากลของสังคม ทำให้คนในสังคมอยู่อย่างสงบสุข องค์ประกอบของยะมะคือ การไม่ก่อความรุนแรง ไม่ทำร้ายผู้อื่น การไม่พูดปด คิดและพูดในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ความไม่อยากได้ของผู้อื่น การไม่ลักขโมย การทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ การไม่สะสมสิ่งที่เกินความจำเป็นและการมีชีวิตที่เรียบง่าย
  2. นิยะมะ ความมีวินัยแห่งตนเอง ได้แก่ การรักษาร่างกายให้สะอาด การรู้สึกพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ การพยายามควบคุมกาย วาจาและใจให้คิดและกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับตนเองให้สามารถแก้ไขเรื่องต่างๆได้อย่างเหมาะสม การฝึกปฏิบัติเพื่อลดความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยการเชื่อในคุณความดี
  3. อาสนะ คือ ท่าโยคะในการบริหารกาย เป็นการฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและต่อมต่างๆ
  4. พรานายามะหรือปราณ คือ การฝึกลมหายใจอย่างเป็นระบบ องค์ประกอบหลักของการฝึกหายใจคือ การหายใจเข้า หายใจออกและการกลั้นลมหายใจ
  5. พรายาหาระ คือ การควบคุมความรู้สึก การสำรวมอินทรีย์ ควบคุมความอยากได้อยากมี อยากเป็นที่มากเกินความพอดี
  6. ธารนะ คือ ความนิ่ง จดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังปฏิบัติอยู่ กายและจิตนิ่ง ไม่คิดฟุ้งซ่านขณะอยู่ในท่าโยคะ
  7. ธยานะ คือ จิตที่เพ่งจนเกิดสมาธิอย่างต่อเนื่องจนทำให้ร่างกายและจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียว
  8. สมาธิ คือเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ เมื่อมีสมาธิจะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะพักสงบนิ่ง สมดุลและเกิดความเยือกเย็นอย่างแท้จริง

การเคลื่อนไหวแบบโยคะมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การนำกิจกรรมโยคะมาบูรณาการและปรับใช้ให้เหมาะกับเด็กปฐมวัยเป็นการจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความน่าสนใจต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ซึ่งมีคุณค่าและประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆดังนี้

  • ส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้กับเด็กปฐมวัย ทั้งกล้ามเนื้อส่วนแขน ขา มือ เท้าและลำตัว อีกทั้งยังช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆมีความสัมพันธ์กัน
  • ช่วยเด็กในด้านการฝึกสมาธิและช่วยขยายช่วงความสนใจให้ยาวนานยิ่งขึ้น การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบโยคะที่นำมาจัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวเป็นการฝึกการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆให้มีการทำงานที่สัมพันธ์กัน กระบวนการฝึกด้วยท่าโยคะยังส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับกิจกรรมและท่าที่ได้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิอีกด้วย
  • เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายทำให้เด็กเกิดความรู้สึกสนุกสนานซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กด้านอารมณ์และจิตใจ
  • ส่งเสริมเด็กให้มีความคิดและจินตนาการ การเคลื่อนไหวด้วยท่าโยคะจะประกอบด้วยท่าพื้นฐานต่างๆจำนวน 10 ท่า ซึ่งมีชื่อเรียกและการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับท่านั้น ซึ่งขณะเด็กเคลื่อนไหวร่างกายจะทำให้เด็กเกิดจินตนาการเกี่ยวกับท่าทางการเคลื่อนไหว เช่น ท่าภูเขา ท่าต้นไม้ ท่าลิง ท่าเต่า ท่าดอกไม้ ท่าผีเสื้อ เป็นต้น
  • ช่วยส่งเสริมเด็กให้มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวด้วยท่าโยคะจะประกอบด้วยการเคลื่อนไหวแบบต่างๆที่มีทั้งทิศทาง ตำแหน่งของการเคลื่อนไหว ทำให้เด็กได้เรียนรู้ด้านมิติสัมพันธ์ การมองเห็นภาพต่างๆในการเคลื่อนไหวว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันในด้านตำแหน่ง ทิศทาง บน – ล่าง ซ้าย – ขวา ใกล้ – ไกล ข้างนอก – ข้างใน การต่อรวมเข้าด้วยกันของอวัยวะต่างๆ ในแต่ละชุดท่าที่ได้เคลื่อนไหว
  • ช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัวให้กับเด็กปฐมวัย บางท่าของโยคะเด็กต้องยืนขาเดียวจึงเป็นการฝึกการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนขาของเด็ก
  • ช่วยให้อวัยวะภายในมีความแข็งแรงทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้การขับถ่ายของเสียเป็นไปโดยสะดวก ระบบการไหลเวียนของโลหิตภายในร่างกายดีขึ้นและป้องกันโรคที่เกิดเกี่ยวกับกระเพาะได้
  • ทำให้สุขภาพร่างกายของเด็กโดยรวมแข็งแรงสมบูรณ์ ป้องกันโรคภัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้ป่วยได้ง่าย
  • ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กทั้งบุคลิกภาพภายนอกและภายใน ได้แก่ การเดิน นั่ง ยืน ท่วงท่าต่างๆดูแล้วคล่องแคล่ว ส่วนบุคลิกภาพภายในที่เห็นได้ชัดคือ การมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง มีความมั่นใจในตนเองและกล้าแสดงออก กล้าพูด สามารถสื่อสารได้ดี
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้เทคนิค วิธีการคิดค้นและแก้ปัญหาในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เพราะการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กมีประสบการณ์ด้วยการแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวด้านต่างๆของร่างกาย
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย และสามารถพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีทักษะในการเคลื่อนไหวเป็นอย่างดีต่อไป
  • ช่วยให้เด็กมีความรู้และเข้าใจขีดจำกัดความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ว่าส่วนใดมีความสามารถและขีดจำกัดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมต่อไป
  • ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีความรู้สึกชอบการเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย แทนการใช้เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรง ทำให้เด็กเข้าใจชื่อและท่าทางการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี

ครูจัดการเคลื่อนไหวแบบโยคะให้เด็กอย่างไร?

การจัดการเคลื่อนไหวแบบโยคะสำหรับเด็กปฐมวัยครูจะคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • กิจกรรมที่ครูจัดให้เด็กกระทำต้องมีลักษณะสร้างสรรค์มากที่สุด แม้จะเป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวอยู่กับที่ เช่น ครูต้องการให้เด็กทำท่าสะพานโค้งและยืนตรง ครูจะไม่สาธิตหรือบอกให้เด็กทำตามครู แต่จะกระตุ้นให้เด็กใช้ประสบการณ์นำไปสู่แนวคิดหรือการปฏิบัติของเด็ก โดยอาจเล่าเป็นเรื่องราวเพื่อให้คิดท่าทางการเคลื่อนไหวเอง เช่น “เช้าวันหนึ่งเราเดินไปเจอต้นไม้โอนเอนโค้งไปกับพื้น พอแดดส่องต้นไม้เริ่มเป็นอย่างไร?” (ให้เด็กคิดภาพตามเป็นต้นไม้)
  • กิจกรรมเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวร่างกายโดยส่วนรวมก่อนแล้วจึงไปส่วนแขนขา ในขณะเดียวกันครูจะสังเกตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กเรียนรู้ร่างกายและเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง
  • ท่าทางของการเคลื่อนไหวต้องไม่สร้างความยุ่งยากให้กับเด็กเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ต้องเป็นท่าทางที่มีความหมายในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการพัฒนาการรับรู้และสร้างสรรค์ เช่น การเดินตามเส้นเฉียง เส้นซิกแซ็ก เป็นต้น
  • พัฒนาการสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมหลายๆอย่างรวมกัน เช่น การเคลื่อนไหวประกอบดนตรี ประกอบอุปกรณ์ เป็นต้น
  • มีบริเวณและพื้นที่สำหรับเด็ก มีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ของร่างกายทั้งอยู่กับที่และการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ เด็กจะได้เรียนรู้พื้นที่รอบๆตัว รู้จักบริเวณรอบตัวเองและบริเวณรอบข้าง
  • ให้อิสระเด็กในการเคลื่อนไหวตามลักษณะของกิจกรรมการเคลื่อนไหว การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบโยคะสำหรับเด็กปฐมวัยจะคัดเลือกท่าโยคะง่ายๆที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ไม่ให้ซับซ้อนมากและมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม 3 ขั้นตอน ได้แก่
    • ขั้นที่ 1 การเตรียมฝึกการหายใจเข้าออก จะใช้เวลาประมาณ 5 นาที โดยให้เด็กวางมือบนท้องโดยกำหนดให้หายใจเข้าท้องพองนับ 1 – 3 และหายใจออกท้องยุบลง ทำซ้ำอีก 2 ครั้ง การหายใจเข้าและหายใจออกในขั้นนี้จะเป็นการนำให้เด็กรู้จักการหายใจ เป็นการกระตุ้นให้ปอดได้ทำงาน ฝึกบริหารอวัยวะต่างๆและสมองให้ได้ทำงานมากขึ้น การฝึกหายใจช่วยฝึกสมาธิและสติ ฝึกการอยู่กับปัจจุบัน และความสงบทางใจ
    • ขั้นที่ 2 การทำท่าทางของกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบโยคะ ในขั้นนี้เป็นการฝึกท่าทางโยคะประกอบด้วยการฝึกท่าโยคะโดยปฏิบัติซ้ำชุดละ 2 รอบ จะทำการฝึกต่อเนื่องกันโดยไม่พักเป็นเวลา 15 นาที และจบด้วยท่าสงบเสมอ โดยในขั้นนี้จะฝึกให้เด็กทำท่าโยคะที่มีชื่อท่าเป็นสัตว์หรือธรรมชาติ เช่น

      ท่าต้นไม้ เป็นท่าที่เด็กยืนขาเดียวพร้อมชูมือขึ้นประสานกันเหนือศีรษะ

      ท่าภูเขา เป็นท่าที่เด็กยืนตัวตรงขาแยกพอประมาณพร้อมทั้งชูมือประสานกันเหนือศีรษะ

      ท่าลิง มีลักษณะท่าคล้ายเตรียมตัวออกวิ่ง

      ท่าเต่า เป็นท่าที่เด็กนั่งคุกเข่าโน้มศีรษะไปข้างหน้าให้จรดกับพื้น มือแนบลำตัว

      ท่ากระต่าย มีลักษณะคล้ายท่าเต่าเพียงแต่มือทั้งสองข้างจะแนบกับศีรษะท่าทางคล้ายหูกระต่าย

      ท่าดอกไม้ เป็นที่ที่เด็กนั่งขัดสมาธิแล้วเหยียดมือทั้งสองออกไปด้านข้างให้ขนานกับลำตัว

      ท่าผีเสื้อ เด็กจะนั่งตัวตัวตรง เหยียดเท้าทั้งสองข้างมาข้างหน้าให้จรดกันและนำมือทั้งสองมา

      ประสานกันไว้ที่ปลายเท้า

      ท่าตั๊กแตน เป็นท่าที่เด็กนอนคว่ำกับพื้นแล้วเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นเหนือพื้น

      นอกจากนี้ยังมีท่าอื่นๆที่เหมาะกับเด็ก เช่น ท่างู ท่าสุนัข เป็นต้น ซึ่งท่าทางอาจดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม

    • ขั้นที่ 3 การผ่อนคลาย ระยะเวลาในขั้นนี้จะใช้ประมาณ 5 นาที เป็นการปรับการเคลื่อนไหวเข้าสู่ภาวะปกติด้วยการนวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆและนั่งสมาธิแผ่เมตตาโดยใช้เพลงบรรเลงประกอบ

พ่อแม่ผู้ปกครองจัดการเคลื่อนไหวแบบโยคะให้ลูกที่บ้านอย่างไร?

  • สนับสนุนให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่างๆทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ส่งเสริมให้เด็กรักการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆต่อไป
  • สนับสนุนให้เด็กได้นั่งสมาธิ ฝึกการกำหนดลมหายใจเข้าออก และนำท่าทางการเคลื่อนไหวแบบโยคะง่ายๆมาฝึกให้กับลูกด้วย
  • ให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวแบบโยคะในสถานที่ต่างๆ เช่น สถานที่สำหรับสอนโยคะ เนื่องจากผู้ปกครองบางคนอาจไปเรียนจึงนำลูกไปเรียนรู้ด้วยก็ได้
  • พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมโยคะที่โรงเรียนจัดให้กับเด็กปฐมวัยและนำกลับมาฝึกให้กับลูกที่บ้านได้อีกทางหนึ่ง
  • สนับสนุนให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายแบบโยคะโดยให้เด็กคิดท่าทางขึ้นเอง ซึ่งจะส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบโยคะ ถือเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวอีกอย่างหนึ่งที่ครูปฐมวัยสามารถนำมาจัดกิจกรรมในช่วงกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะให้กับเด็กในแต่ละวัน แต่สิ่งสำคัญครูควรปูพื้นฐานในด้านการเคลื่อนไหวร่างกายให้กับเด็กก่อนคือ การให้เด็กเรียนรู้อวัยวะส่วนต่างๆที่สามารถเคลื่อนไหวโดยให้เด็กได้ฝึกการเคลื่อนไหวพื้นฐาน การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ การบังคับอวัยวะส่วนต่างๆ ตลอดจนการเรียนรู้ข้อจำกัดของอวัยวะส่วนต่างๆว่าสามารถใช้งานในการเคลื่อนไหวได้มากน้อยเพียงใด และอาจจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบโยคะให้เด็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้เด็กได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน และควรนำท่าทางการเคลื่อนไหวที่ง่าย ไม่ซับซ้อนมาฝึกให้กับเด็กโดยเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการคิดท่าทางการเคลื่อนไหวด้วย

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2541). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ:เอดิสัน เพรส โพรดักส์.
  2. แพทย์พงศ์ วรพงศ์พิเชษฐ์. (2542). โยคะเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ. กรุงเทพฯ:เอซ ที. พี. เพรส.
  3. สาลี่ สภาภรณ์. (2545). ตำราไอเยนกะโยคะ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:เฟื่องฟ้า พรินติ้ง.
  4. สาลี่ สภาภรณ์. (2546). โยคะและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อสุขภาพ. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ประสานมิตร.
  5. สิรินทร์ โกมลสุทธิ์. (2556). การศึกษาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบโยคะ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  6. สุธี พันทอง. (2548). 7 day Yoga โปรแกรมฝึกโยคะในเจ็ดวัน. กรุงเทพฯ:พิมพ์ดี.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan