หน้าหลัก » บทความ » การเตรียมเด็กให้สงบ (Child Preparation Techniques)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเตรียมเด็กให้สงบ

การเตรียมเด็กให้สงบ (Child Preparation Techniques) หรือการเก็บเด็ก หมายถึงวิธีการที่ทำให้เด็กสงบลงโดยการดึงความสนใจของเด็ก ขณะที่เด็กกำลังคุยหรือเล่นกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ให้หันกลับมาสนใจในกิจกรรมที่ครูต้องการ โดยครูอาจใช้วิธีการท่องคำคล้องจอง การร้องเพลง การเชิดหุ่น การเล่านิทาน การแสดงท่าทางหรือใช้กิจกรรมต่างๆหลายอย่างประกอบกัน เพื่อทำให้เด็กสงบและมีสมาธิมากที่สุด

การเตรียมเด็กให้สงบมีความสำคัญอย่างไร?

การเตรียมเด็กให้สงบหรือการเก็บเด็ก เป็นกิจกรรมที่นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัย เนื่องจากเด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้น ไม่ชอบอยู่นิ่ง เป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆและต้องการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ เอาแต่ใจตัวเอง หงุดหงิดและเจ้าอารมณ์ ชอบปฏิเสธ ช่างซักถาม สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือเด็กจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะเด็กเล็กๆที่เพิ่งออกมาจากบ้านเข้าสู่โรงเรียนยังไม่คุ้นเคยกับกฎเกณฑ์และสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่โรงเรียน ความเคยชินจากการได้รับการเอาอกเอาใจจากบุคคลที่แวดล้อมขณะอยู่ที่บ้าน อาจทำให้เด็กเกิดปัญหาพฤติกรรมกับเพื่อนๆที่อยู่ในวัยเดียวกันที่มีความต้องการในลักษณะเดียวกันได้ เช่น การแย่งของเล่น การทะเลาะวิวาท การโต้เถียง ตลอดจนการมีประทุษร้ายและทำร้ายซึ่งกันและกัน เช่น การผลัก กัด ขว้างปา ทุบตี ข่วน ฯลฯ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เป็นอันตรายได้ สภาพการณ์เช่นนี้ครูไม่อาจหยุดยั้งได้โดยการตวาด ดุด่า ขู่เข็ญ บังคับหรือลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีเด็ก เพราะจะมีผลกระทบต่อจิตใจและมีผลเสียต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กได้ เช่น ทำให้เด็กมีบุคลิกภาพแบบขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กลายเป็นคนไม่กล้าพูดหรือกล้าแสดงออก และอาจทำให้เด็กรู้สึกผิดในการคิดทำสิ่งต่างๆหรือขาดความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการมาโรงเรียน ช่วงเวลาในวัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อน เด็กๆต้องมีเวลาที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่างๆและต้องได้รับประสบการณ์อย่างสมบูรณ์ แต่เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังมีประสบการณ์ไม่มากนัก จึงยังไม่มีความอดทนมากพอเกี่ยวกับเวลา ซึ่งบางครั้งก็ดูเหมือนว่าไม่เพียงพอ แต่บางครั้งก็มากเกินไปสำหรับเขา ดังนั้นการจัดเวลาให้เหมาะสมกับกิจกรรมและช่วงอายุของเด็ก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปด้วยความสุข สนุกสนานและไม่เครียดจนเกินไป ครูจะต้องพัฒนาความรู้สึกที่ดีในเรื่องเวลาให้กับเด็กทีละน้อยๆ เพราะเขายังไม่สามารถจัดเวลาให้เหมาะสมกับตนเองได้ ครูจึงต้องเป็นผู้จัดเวลาที่เหมาะสมให้แก่พวกเขา แต่ถ้าครูจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาแต่ขัดต่อช่วงความสนใจของเด็กในแต่ละวัย จะมีผลทำให้เด็กไม่สนใจในกิจกรรม แสดงพฤติกรรมที่เป็นการรบกวนกระบวนการเรียนการสอนอาจทำให้การเรียนในครั้งนั้นๆล้มเหลวหรือไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ที่วางไว้ การนำเทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบหรือการเก็บเด็กจึงนับว่าเป็นวิธีการสำคัญที่จะดึงความสนใจของเด็กให้กลับมาสนใจกิจกรรมการเรียนอีกครั้ง

การเตรียมเด็กให้สงบเป็นเทคนิควิธีการที่ทำให้เด็กสงบลง โดยการดึงความสนใจของเด็กในขณะที่กำลังคุยหรือเล่นมาสู่กิจกรรมที่ครูต้องการ เทคนิควิธีการนี้นอกจากจะเป็นการดึงความสนใจของเด็กให้กลับมามีสมาธิดังเดิมแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถและทำให้เด็กสนุกสนานอีกด้วย ซึ่งถ้าครูเห็นว่าเด็กไม่สนใจกิจกรรมหรือขาดสมาธิ ครูจะใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การเก็บเด็ก” เพื่อทำให้เด็กคลายความรู้สึกอึดอัด เบื่อหน่ายและไม่มีสมาธิ การเตรียมเด็กให้สงบส่วนใหญ่จะใช้มากที่สุดในช่วงเร้าความสนใจของเด็ก หรือช่วงนำเข้าสู่กิจกรรมและเมื่อดำเนินกิจกรรมไปแล้ว หากสังเกตว่าเด็กเริ่มไม่สนใจกิจกรรม ครูก็จะใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบอีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูเป็นหลัก เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบมีหลายเทคนิค เช่น การเริ่มต้นด้วยการร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง ปรบมือเป็นจังหวะ การทำท่าทางต่างๆ รวมทั้งอาจจะมีการใช้ส่วนต่างๆของร่างกายประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เด็กพร้อมที่จะเริ่มทำกิจกรรมต่อไป ครูปฐมวัยจะเตรียมเทคนิควิธีการที่หลากหลายในการนำมาใช้จัดกิจกรรมเพื่อทำให้เด็กสงบ สนใจและพร้อมที่จะฟังครู วิธีการต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้เด็กได้คลายความกระวนกระวายใจหรือความไม่อยู่สุขลงได้ เมื่อครูได้ใช้วิธีการเตรียมเด็กให้สงบแล้ว เด็กจะหันมาสนใจกิจกรรม ครูจึงดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป สาเหตุที่ทำให้เด็กขาดความสนใจในกิจกรรมอาจเกิดจากการสอนที่ใช้เวลานานเกินไป หรือบรรยากาศไม่เอื้อต่อการสอน ซึ่งเด็กอาจแสดงพฤติกรรมต่างๆให้เห็น เช่น ไม่มองสื่ออุปกรณ์ที่ครูใช้ประกอบการสอน ไม่ฟังสิ่งที่ครูสอน เริ่มพูดคุยหรือเล่นเสียงดังหรือหันไปสนใจสิ่งอื่นในห้องเรียน หรือการลุกเดิน เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมดังกล่าวสิ่งแรกที่ครูต้องหลีกเลี่ยงคือ การว่ากล่าว ดุหรือการลงโทษ เพราะจะทำให้เกิดผลเสียโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ครูจึงใช้วิธีการเตรียมเด็กให้สงบซึ่งอาจใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีร่วมกันก็ได้ เช่น การให้เด็กทำท่าทางตามครู ปรบมือ การร้องเพลง เป็นต้น

การเตรียมเด็กให้สงบมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเตรียมเด็กให้สงบจึงมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • ช่วยดึงความสนใจในการรับรู้ของเด็กปฐมวัย
  • เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถของเด็ก เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีช่วงความสนใจสั้น
  • สามารถใช้กิจกรรมการเตรียมเด็กให้สงบ เป็นกิจกรรมนำเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอน ก่อนดำเนินกิจกรรมต่างๆได้
  • เป็นกิจกรรมที่ใช้เปลี่ยนบรรยากาศในระหว่างการดำเนินกิจกรรม ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและช่วยต่อช่วงความสนใจของเด็กให้ยาวนานขึ้น
  • เป็นกิจกรรมที่ใช้เปลี่ยนบรรยากาศในช่วงรอยต่อของกิจกรรม เช่น เมื่อครูให้เด็กเล่นเครื่องเล่นสนามเสร็จแล้ว ครูอาจให้เด็กมานั่งแล้วท่องคำคล้องจองหรือเล่นกับนิ้วมือเพื่อให้เด็กสงบ ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมอื่น เป็นต้น
  • ใช้กิจกรรมเตรียมเด็กให้สงบในช่วงของการสรุปหรือขั้นสรุปบทเรียน จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งในบางครั้งกิจกรรมนั้นอาจสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้ ก็จะเป็นการย้ำในสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้ว
  • ช่วยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี ส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
  • ช่วยให้การดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย
  • ช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะประสบการณ์สำคัญด้านต่างๆ เช่น ทักษะทางภาษา การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เช่น การท่องคำคล้องจองนับนิ้วมือ การสังเกต ฯลฯ
  • ช่วยให้เด็กนำเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการเตรียมเด็กให้สงบไปเล่นกับผู้ปกครองหรือเพื่อนๆขณะอยู่ที่บ้าน

ครูเตรียมเด็กให้สงบที่โรงเรียนอย่างไร?

การเตรียมเด็กให้สงบหรือการเก็บเด็ก เป็นกิจกรรมที่ครูจัดโดยยึดหลักการจัดประสบการณ์และกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัย ควรเป็นกิจกรรมที่เด็กได้พัฒนาอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของเด็ก เน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมและได้ทำกิจกรรมเป็นรายบุคคล เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะดังนี้

  • เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำตามความสามารถของตนเอง
  • จัดกิจกรรมหลายๆรูปแบบ
  • เป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมพัฒนาการเด็กทุกด้าน

จึงอาจกล่าวได้ว่า เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบเป็นกิจกรรมที่จัดโดยยึดหลักดังกล่าวทั้ง 3 ประการ และช่วยฝึกให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดีจากการใช้ทักษะต่างๆเช่น ทักษะการใช้ประสาทสัมพันธ์ระหว่างความคิด ตาและมือได้อย่างเหมาะสม ทักษะการสังเกต ทักษะการมอง ทักษะการฟัง ทักษะการคิด ตลอดจนทักษะในการแก้ปัญหา ฯลฯ จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงเด็กเป็นหลัก กิจกรรมที่จัดจึงควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของเด็ก โดยพิจารณาถึงความยากง่ายสลับกันไป เช่น ในการทำท่าทางประกอบกิจกรรมจากท่าง่ายๆไปจนถึงท่าที่ซับซ้อนและยากขึ้น โดยให้ทำสลับกันไปและอาจใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของเด็ก เช่น การใช้หุ่นเป็นสื่อ เป็นต้น

การเตรียมเด็กให้สงบ จัดเป็นเทคนิคการดึงความสนใจของเด็กปฐมวัย โดยมีครูเป็นผู้ใช้วิธีการนี้เพื่อเร้าให้เด็กเกิดความสนใจ ละพฤติกรรมต่างๆที่กำลังกระทำอยู่หันมาทำกิจกรรมตามครู ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียดตลอดช่วงเวลาที่ดำเนินกิจกรรม ครูที่ใช้เทคนิคนี้มักมีบุคลิกลักษณะที่แสดงถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส น้ำเสียงของครูไม่ควรมีลักษณะบังคับ ขู่หรือตวาดเด็ก ในการใช้เทคนิคนี้ครูสามารถเลือกใช้ในช่วงเวลาใดก็ได้ที่เห็นว่าเด็กๆอยู่ในสภาพที่วุ่นวาย ส่งเสียงดัง ไม่ฟังเสียงครูและไม่สนใจกับการทำกิจกรรม เพื่อให้การใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบได้ผลตามวัตถุประสงค์ครูจึงดำเนินการตามวิธีการดังนี้

  • ครูเป็นผู้ใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบด้วยตัวเอง
  • ครูผู้ใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบควรมีบุคลิกลักษณะที่แสดงถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใส ไม่บึ้งตึง
  • การเริ่มใช้เทคนิค ครูเลือกกิจกรรมต่างๆตามความเหมาะสมกับวัยความต้องการและความสนใจ โดยยึดหลักพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เช่น การใช้หุ่นแสดงกิริยาอาการต่างๆ เช่น การทักทาย ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เล่านิทาน ทายปริศนาคำทาย ตลอดจนการนำท่าทางต่างๆมาใช้
  • การดำเนินกิจกรรมการเตรียมเด็กให้สงบ สามารถจัดได้ทั้งในรูปแบบกิจกรรมเดี่ยว เช่น การใช้หุ่นเล่าเรื่อง ทักทาย พูดคุยกับเด็กๆและกิจกรรมผสม เช่น การใช้หุ่นนำร้องเพลง หุ่นนำท่องคำคล้องจอง หุ่นเล่านิทาน หุ่นทายปริศนา เป็นต้น
  • ครูสามารถใช้เทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบในช่วงใดของกิจกรรมใดก็ได้ที่เห็นว่าเด็กไม่สนใจทำกิจกรรม เช่น ช่วงเริ่มต้นกิจกรรม ช่วงระหว่างดำเนินกิจกรรม
  • ในบางครั้งครูอาจใช้วิธีการให้หุ่นชักชวนเด็กๆออกมาร่วมนำกิจกรรมหรือนำกิจกรรมแทนก็ได้ โดยที่เด็กออกมาร่วมกิจกรรมทีละคนหรือออกมาเป็นกลุ่มก็ได้

สำหรับประเภทของกิจกรรมที่นำมาใช้ในการเตรียมเด็กให้สงบ ครูปฐมวัยสามารถเลือกกิจกรรมต่างๆได้ตามความต้องการและตามความเหมาะสม ตัวอย่างกิจกรรมที่นำมาใช้เตรียมเด็กให้สงบคือ

  • การเชิดหุ่น หุ่นเป็นสื่อที่ครูใช้ในลักษณะของสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการและความสนใจของเด็กเล็กๆโดยที่เด็กอาจนำมาเล่นเองได้ การใช้หุ่นสามารถเรียกร้องความสนใจจากเด็กได้ดี เด็กจะเกิดความสนุกสนานจากการได้ดูหุ่นและเล่นหุ่น เนื่องจากเด็กในวัยนี้มีจินตนาการสูงในการสร้างเรื่องราวสมมติ หุ่นที่นำมาใช้เป็นสื่ออาจเลือกใช้ได้หลายแบบ เช่น หุ่นมือ หุ่นถุงกระดาษ หุ่นนิ้ว แล้วแต่ความเหมาะสม ทั้งนี้หุ่นจะเป็นสื่อในการสอนให้เด็กได้พัฒนาในด้านคุณธรรม เจตคติ ค่านิยม ศีลธรรมจรรยา การตัดสินใจ การแก้ปัญหาและการสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ทั้งความรื่นเริง บันเทิงใจ ให้ทักษะการคิดอย่างมีเหตุผลและมีวิจารณญาณ รวมทั้งทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆที่ประสบในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือมีความทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ สามารถนำเอาบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง ฯลฯ มาผูกเรื่องเป็นตัวละครและยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถโต้ตอบกับผู้ชม และผู้ชมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการแสดงได้ด้วย การเชิดหุ่นอาจเชิดตามเรื่องราวที่ครูแต่งขึ้นเองหรือเชิดหุ่นตามเนื้อหาในนิทาน เช่น นิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดง หมีสามตัว เป็นต้น
  • การใช้ท่าทาง ในการทำท่าทางครูตกลงกับเด็กว่า ครูทำท่าทางแล้วให้เด็กทำตาม ขณะที่ครูทำท่าทางจะแสดงสีหน้าที่สงบ ทำให้เด็กนิ่งและสงบด้วยเช่นกัน การใช้ท่าทางทำได้ดังนี้
    • ตบมือตามจังหวะง่ายๆแล้วค่อยๆยากขึ้นตามลำดับ การทำท่าทางหลายอย่างประกอบกันเพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ระมัดระวังไม่ให้ทำท่าผิด เช่น แตะส่วนต่างๆ เริ่มจากแตะผม นับ 1 2 3 แตะไหล่นับ 1 2 3 แตะ....
    • การใช้ท่าทางอย่างสงบ กิจกรรมนี้ครูจะนัดแนะกับเด็กว่าให้เด็กทุกคนมองสบตาครูและเมื่อเห็นครูทำท่าอย่างใดให้เด็กทำท่าทางตามครู โดยที่ครูมีสีหน้าสงบ ช่วยให้เด็กสงบลงด้วย เช่น ทำท่าขีดเขียนในอากาศ การเปลี่ยนแตะอวัยวะต่างๆ ทั้งนี้โดยมีความสงบและไม่มีเสียงใดๆทั้งสิ้น
    • การเล่นกับนิ้วมือ (Finger Play) เป็นเทคนิคการใช้ท่าทางที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งบางครั้งการเล่นกับนิ้วมืออาจใช้ประกอบการท่องคำคล้องจองหรือเพลงก็ได้ เช่น การท่องคำคล้องจอง “ไข่สิบฟอง” คำคล้องจอง “นิ้วมือของฉัน” คำคล้องจอง “แมงมุม” คำคล้องจอง “ฝนตกพรำๆ” คำคล้องจอง “นับเลข” เพลง “นกกระจิบ” เพลง “แมงมุมลาย” เพลง “แบมือแล้วกำ”
  • การร้องเพลง เพลงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของเด็กเล็กมาก ครูจึงเปิดโอกาสให้เด็กได้เพลิดเพลินต่อการฟังเพลงหรือร้องเพลง บางทีในระยะแรกๆเด็กยังไม่พร้อมก็อาจเป็นแค่ฟังเพลง ต่อมาเด็กๆก็จะชอบร้องเพลงคลอหรือคู่กับเด็กคนอื่นๆ ร้องเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ในการเตรียมเด็กให้สงบด้วยการร้องเพลง บางครั้งครูเริ่มร้องเพื่อให้เด็กสนใจหรือให้เด็กหัดร้องคลอไปกับครู ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการร้องเพลงเท่านั้น แต่เด็กจะชอบการทำท่าทางประกอบเพลงด้วย ทำให้เกิดจังหวะ เด็กจะทำท่าทางประกอบเพลงโดยใช้มือ แขน ขา ลำตัว การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย การแกว่งแขน มือ เอนตัวไปมาตามจังหวะ การเคลื่อนไหวประกอบเพลงนี้จะเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กที่ต้องการเคลื่อนไหว หรือตามทฤษฎีพลังเหลือใช้ เพลงที่นำมาใช้กับการเตรียมเด็กให้สงบจะมีความเหมาะสมกับวัย เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ บางครั้งต้องเริ่มด้วยความสนุกสนาน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเพลงที่ทำให้เด็กสงบ
  • การท่องคำคล้องจอง การท่องคำคล้องจองเป็นการท่องคำประพันธ์ต่างๆ อาจเป็นโคลง กลอน กาพย์ ฯลฯ ซึ่งใช้ถ้อยคำง่ายๆและไม่ยากมากนัก เหมาะสมกับวัยของเด็ก มีเนื้อหาสาระง่ายๆ เด็กๆท่องแล้วมีความสนุกสนาน การท่องคำคล้องจองประกอบท่าทางหรือเล่นกับนิ้วมือก็ได้ เช่น “ไข่สิบฟองกองอยู่บนโต๊ะ แตกดังโพล้ะ เหลือไข่เก้าฟอง” “นั่นนกบินมาลิบๆ นกกระจิบ 1 2 3 4 5 อีกฝูงบินล่องลอยมา 6 7 8 9 10” ตัวคำคล้องจองที่นำมาใช้ในการเตรียมเด็กให้สงบ ถ้าเป็นคำคล้องจองที่เด็กเคยเรียนรู้มาแล้วจะคุ้นเคยและท่องได้ แต่ในกรณีที่เป็นคำคล้องจองใหม่ ครูนำมาใช้ในการเตรียมเด็กให้สงบแล้วต้องการฝึกให้เด็กท่องได้ ควรมีลำดับการสอนดังนี้
    • ครูพูดคำคล้องจองให้เด็กฟังพร้อมทั้งอธิบายความหมาย
    • ให้เด็กพูดตามทีละวรรคจนจบบท แล้วให้เด็กพูดเองซ้ำอีก 2 – 3 ครั้ง แล้วให้เด็กพูดพร้อมกัน
    • ครูพูดคำคล้องจองและทำท่าทางประกอบให้เด็กดู แล้วให้เด็กทำตาม
    • ให้เด็กท่องคำคล้องจองพร้อมทำท่าทางประกอบเอง
  • การเล่านิทาน การเล่านิทานเป็นเทคนิคที่นำมาใช้ในการเตรียมเด็กให้สงบ แค่ควรคำนึงถึงสถานการณ์และระยะเวลาให้มีความเหมาะสม การเล่านิทานจะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ทางภาษาอย่างมากมาย การเล่านิทานจะช่วยให้ผู้ใหญ่ได้ใกล้ชิดกับเด็กและเข้าใจเด็กได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ใหญ่ได้เห็นและเข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจเด็ก รู้ว่าอะไรคือสาเหตุแห่งความรักความกลัว ความโกรธ ฯลฯ การที่เด็กได้ฟัง ได้คิด ได้เห็นภาพ ได้เห็นบทบาทที่เป็นการเชิดหุ่นประกอบ จะช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ดีจากนิทานและยังเป็นการกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านด้วย การฝึกฟังนิทานเป็นการฝึกสมาธิให้กับเด็กและช่วยขยายช่วงความสนใจของเด็กให้มีมากขึ้น นิทานที่มีความเหมาะสมจะนำมาเล่าให้เด็กปฐมวัยฟังได้แก่นิทานประเภทต่างๆดังนี้
    • นิทานที่มีสัตว์พูดได้แต่ควรเป็นสัตว์ในลักษณะเดียวกับที่มันเป็นจริง เพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับสัตว์ จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
    • นิทานประเภทซ้ำซากหรือเล่าไม่รู้จบ นิทานประเภทนี้จะช่วยให้เด็กได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม เพราะบางทีอาจเป็นคำกลอน เป็นประโยคที่ตลกขบขัน
    • นิทานประเภทอธิบาย เป็นนิทานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็ก 6 – 8 ปี เพราะอธิบายถึงสาเหตุที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทำให้นิทานสนุกขึ้น
    • นิทานตลกขบขัน เด็กจะขอฟังเรื่องที่ตลกขบขัน ถึงแม้เป็นเรื่องที่ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ แต่เด็กก็ชอบ ทำให้เด็กระบายความเครียดและมีความสนิทสนมกับผู้เล่ามากขึ้น ส่วนวิธีการเล่านิทานนั้น ครูอาจเล่าปากเปล่า เปิดหนังสือประกอบการเล่า ทำเสียงประกอบการเล่าเพื่อแสดงอารมณ์ของตัวละครในนิทาน เล่านิทานที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง วาดภาพในขณะเล่า หรือใช้หุ่นประกอบการเล่า แต่การเลือกนิทานให้เหมาะสมกับวัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเล่าได้รับประโยชน์มากที่สุด เช่น เด็ก 5 – 6 ขวบ เป็นวัยที่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด นิทานสำหรับเด็กในวัยนี้ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความดีย่อมชนะความชั่ว การกระทำความดีย่อมมีผลตอบแทน

พ่อแม่ผู้ปกครองจะเตรียมลูกให้สงบอย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในสมัยปัจจุบันมีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ทำให้ผู้ปกครองมีโอกาสที่จะเรียนรู้และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการอบรมเลี้ยงดูลูกได้ ประกอบกับปัจจุบันผู้ปกครองได้รับการศึกษาจากการบริการจากทางสถานศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งการประชุมผู้ปกครอง การสังเกตการสอนและมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในห้องเรียนของครูปฐมวัย ทำให้ผู้ปกครองมีความสามารถที่จะนำทั้งเพลง คำคล้องจอง ปริศนาคำทาย การแสดงท่าทาง การเชิดหุ่นมาเล่นกับลูกที่บ้านได้ และที่สำคัญเด็กยังจดจำสิ่งที่ครูสอนที่โรงเรียนมาท่อง ร้องเพลงและเล่นที่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะชอบร้องเพลง หรือท่องคำคล้องจองที่ได้เรียนรู้มาจากโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรมีหน้าที่ในการส่งเสริมเด็กด้วยการสนับสนุนให้เด็กได้ร้องเพลง ท่องคำคล้องจองหรือให้เด็กแสดงความสามารถมากที่สุด และควรให้การเสริมแรงแก่ลูกในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดเตรียมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เด็กได้พัฒนาอย่างรอบด้าน เช่น การหาหนังสือนิทาน คำคล้องจอง หุ่นต่างๆมาให้เด็กได้เข้าไปเล่นและใช้ประโยชน์จากสื่อเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์อย่างหลากหลาย นอกจากจะช่วยพัฒนาเด็กในด้านอารมณ์แล้ว เด็กยังได้รับการพัฒนาด้านทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคุณลักษณะที่ดีด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การเลือกกิจกรรมที่นำมาใช้ในการเตรียมเด็กให้สงบ ครูควรคำนึงถึงความสอดคล้องทั้งในด้านพัฒนาการ อายุและวัยของเด็ก ความต้องการสนใจ ความเหมาะสมกับสถานการณ์และควรใช้เทคนิคหลายๆอย่างประกอบกัน เพื่อไม่ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่าย และครูควรสังเกตและศึกษาในด้านอารมณ์และความรู้สึกของเด็กในขณะนั้น แล้วค่อยนำเทคนิคการเตรียมเด็กให้สงบมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

บรรณานุกรม

  1. พัฒนา ชัชพงศ์. (2535). เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง การเตรียมเด็กให้สงบ. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  2. พูนสุข บุณยสวัสดิ์ และคณะ. (2523). “พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กระดับอนุบาล”, เข้าใจเด็กก่อนวัยเรียน. : ชมรมไทย – อิสราเอล. .
  3. Mussen,P.H.(1970). Handbook of Research Methods in Child Development. New York : John Wiley and Sons,Inc.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน