หน้าหลัก » บทความ » การเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัย (Tutorial Courses for Young Children)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัย

การเรียนกวดวิชา (Tutorial Courses)หมายถึง การเรียนการสอนที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียนตามปกติ โดยเนื้อหาที่เรียนเป็นการย้ำเนื้อหาเดิมหรืออาจเป็นเนื้อหาใหม่ที่ผู้เรียนไม่เคยเรียนมาก่อน และยังเป็นการเพิ่มเติมความรู้ความ สามารถให้แก่ผู้เรียนภายในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงการเรียนที่เน้นเนื้อหาบางตอนหรือการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคพิเศษที่ทำให้ผู้เรียนสามารถจำและนำไปใช้สอบแข่งขันได้โดยง่าย ส่วนการเรียนพิเศษ (Special Courses) หมายถึง การเรียนการสอนที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียนปกติ อาจจัดขึ้นหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์ อาทิตย์หรือช่วงปิดภาคเรียนแต่เป็นการเรียนการสอนที่เน้นการทบทวนบทเรียนหรือเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้ว บางครั้งอาจเรียนเนื้อหาล่วงหน้าก็ได้ การเรียนพิเศษอาจจัดสอนในโรงเรียน สถานที่ที่จัดขึ้น หรือครูสอนพิเศษอาจไปสอนที่บ้านของเด็กก็ได้

ถ้าคุณภาพการศึกษายังใช้ตัวชี้วัดเป็นคะแนน การเข้าเรียนยังใช้ระบบการสอบแข่งขันเพื่อหวังเข้าไปสู่การมีโอกาสได้เรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง และถ้าระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไม่สามารถทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีคุณภาพและมาตรฐานที่ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกันแล้ว ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยคงต้องทุ่มเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อให้ลูกเข้าเรียนพิเศษหรือกวดวิชาที่เน้นเฉพาะด้านวิชาการอย่างเดียว ซึ่งส่งผลกระทบให้เด็กปฐมวัยถูกบังคับให้เรียนจนเกิดภาวะเครียด เด็กถูกเน้นให้พัฒนาเฉพาะด้านสมองและสติปัญญา แต่พลาดโอกาสในการใช้ชีวิตช่วงปฐมวัยในการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดพฤติ กรรมความสุขและมีคุณค่าทางด้านอารมณ์และจิตใจได้

การเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัยสำคัญอย่างไร?

สังคมในปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้วิถีชีวิตของคนในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก มีการแข่งขันกันสูงในทุกด้าน รูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็นครอบครัวขยายสมาชิกภายในครอบ ครัวประกอบด้วยพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ปู่ย่า ตายายอยู่ในบ้านเดียวกัน ต่างอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในสมัยก่อนผู้เป็นพ่อจะมีหน้าที่ประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว ผู้เป็นแม่มีหน้าที่ดูแลกิจการงานภายในบ้านและเลี้ยงดูลูก อีกทั้งสมาชิกคนอื่นที่อยู่ในครอบครัว เช่น ลุงป้า น้าอา ปู่ย่า ตายาย ยังมีบทบาทสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กก่อนเข้าโรงเรียน ทำให้มีบุคคลคอยดูแลเด็กโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องนำไปฝากหรือหาคนมาเลี้ยงที่บ้าน เห็นได้ว่าเด็กในสมัยก่อนได้รับการขัดเกลาจากผู้ใหญ่ในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เป็นเด็กที่มีความอบอุ่นและมีความสุข ซึ่งตรงข้ามกับสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวมีน้อย อาจมีเพียงพ่อแม่และลูก จากเดิมที่พ่อออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียวเปลี่ยนเป็นแม่ต้องออกไปทำงานด้วย ส่งผลต้องจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเด็กในตอนกลางวัน หรือบางครอบครัวอาจนำลูกไปฝากเลี้ยงตามสถานรับเลี้ยงเด็กหรือเข้าสู่ระบบโรงเรียน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่าปัจจุบันเด็กจะเข้าสู่ระบบโรงเรียนตั้ง แต่อายุยังน้อย หรือบางครอบครัวอาจนำลูกไปฝากเลี้ยงตามสถานรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่วัยทารก ลักษณะของวิถีชีวิตดังกล่าวนี้มีผลทำให้การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหรือสายใยแห่งความรักอาจลดลงไปด้วยตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่ในปัจจุบันพึ่งพาการเลี้ยงดูลูกไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือแม้แต่โรงเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา การเรียนกวดวิชาในระดับประถมศึกษาและระดับอนุบาลส่วนใหญ่เป็นความต้องการของผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาเด็กในด้านวิชาการเพื่อให้เรียนทันเด็กคนอื่นหรือการมุ่งหวังเพื่อการสอบเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีทั้งผู้ปกครองที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเรียนกวดวิชา แต่ผู้ปกครองที่ส่งลูกเข้าเรียนกวดวิชามีเหตุผลที่ส่งลูกเข้าเรียนดังนี้

  • ต้องการให้ลูกเรียนดีขึ้น เพิ่มเกรดหรือคะแนนในห้องเรียน
  • ต้องการให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนดังๆที่มีการแข่งขันสูง
  • พ่อแม่ไม่มีเวลาต้องทำงานจึงส่งให้ลูกเรียนพิเศษหรือเข้าเรียนในโรงเรียนกวดวิชาเพราะคิดว่าลูกจะได้ประโยชน์และตัวเองสามารถทำงานได้
  • ไม่อยากให้ลูกอยู่บ้านเล่นเกมหรือเล่นสนุกไปวันๆ การเรียนพิเศษจะทำให้ลูกไม่ซน
  • พ่อแม่คาดหวังว่าการเรียนกวดวิชาหรือการเรียนพิเศษจะเป็นการวางรากฐานที่ดีในการศึกษาในระดับต่อไปและเป็นส่วนที่ทำให้ลูกสามารถประกอบอาชีพที่ดีมีเกียรติได้ในอนาคต
  • ต้องการแข่งขันกับเด็กคนอื่นหรือครอบครัวอื่น ไม่อยากให้ลูกแพ้ในการเรียนกับเด็กคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม สถานการณ์การเรียนพิเศษและการเรียนกวดวิชาในระดับอนุบาลมีให้เห็นอย่างแพร่ หลายในปัจจุบันทั้งในเขตเมืองหลวงหรือตามหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมีทั้งการเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียนโดยครูที่สอนปกติ การเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนอย่างเป็นทางการ และการเรียนกวดวิชาที่เปิดสอนในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือการเรียนกวดวิชาในช่วงปิดภาคเรียน

โรงเรียนกวดวิชามีลักษณะอย่างไร?

การเรียนกวดวิชาเป็นปรากฏการณ์ทางการศึกษาของไทยที่มีพัฒนาการและการเติบโตอย่างกว้างขวางเรื่อยมา โดยในตอนแรกจะเป็นการเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะในช่วงก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยประมาณ 1 - 2 เดือน จะมีการเรียนกวดวิชาอย่างเข้มข้นเพื่อหวังเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาไปสู่การเรียนกวดวิชาตลอดปีและขยายขอบเขตไปถึงการเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รูปแบบและวิธีการมีความหลากหลายครอบคลุมถึงการเรียนกวดวิชาโดยครูประจำการที่มีจัดการเรียนกวดวิชาในโรงเรียนการเรียนกวดวิชาในโรงเรียนกวดวิชาที่ก่อตั้งขึ้นเฉพาะ การเรียนกวดวิชาที่มีครูไปสอนตามบ้านของเด็กหรือการเรียนกวดวิชาทางระบบอินเตอร์เน็ต โรงเรียนกวดวิชาในปัจจุบันมี 3 ประเภทซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

  • ประเภทเรียนลัด โรงเรียนประเภทนี้ผู้เรียนต้องการเรียนเพื่อที่จะไปสมัครสอบเทียบความรู้ เช่น สอบเทียบความรู้ชั้นตัวประโยค ทำให้ผู้เรียนสามารถประหยัดเวลาประหยัดเงินได้มากเพราะใช้เวลาเรียนและเสียค่าใช้จ่ายน้อย
  • ประเภทเฉพาะกาล โรงเรียนประเภทนี้เปิดสอนเฉพาะเวลาหรือเฉพาะกิจ ส่วนใหญ่จะเปิดเรียนภาคฤดูร้อนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ไม่มีโอกาสเรียนได้เพิ่มเติมความรู้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าโอกาสในการเลือกสถานที่เรียนของนักเรียนมีไม่เท่ากัน เมื่อเรียนในโรงเรียนที่มีมาตรฐานไม่ดีก็เกรงว่าจะสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนต่อในสถาบันชั้น สูงไม่ได้ ฉะนั้นผู้เรียนจึงหาที่เรียนเพิ่มเติมเพื่อให้มีโอกาสที่จะสอบแข่งขันต่อไป
  • ประเภทกวดวิชาตลอดปี โรงเรียนประเภทนี้เปิดสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแต่เปิดโอกาสให้ผู้ เรียนได้เลือกเรียนเสริมในวิชาที่ตนเรียนอ่อนหรือวิชาที่ไม่เข้าใจ เพื่อจะเป็นพื้นฐานในการเรียนในระดับต่อไป (พอดู สุวรรณทัต. 2530)

เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การเรียนกวดวิชามีความหมายเพิ่มเติมมากขึ้นซึ่งสามารถจำแนกลักษณะของโรง เรียนกวดวิชาได้อีกแบบหนึ่ง (ก้านทิพย์ ชาติวงศ์. 2539)

  • โรงเรียนกวดวิชาเพื่อเรียนซ่อมแซมหรือเรียนเสริม เป็นการเรียนเสริมหรือซ่อมสำหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อนในแต่ละระดับชั้น ส่วนใหญ่มักทำการเรียนการสอนในโรงเรียนสายสามัญ ผู้สอนมักจะเป็นครูในโรงเรียนนั้น ส่วนผู้ เรียนก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนนั้นด้วย มักจะเรียนตอนเย็นหลังเลิกเรียนปกติ การเรียนการสอนแตกต่างกันไปตามระดับดังนี้
    • ระดับอนุบาล - ระดับประถมศึกษา ลักษณะการเรียนจะเป็นการสอนการบ้านหรือเรียนล่วงหน้าก่อนบท เรียน
    • ระดับมัธยมศึกษา จะเป็นการสอนเฉพาะบางวิชาที่มีความสำคัญในการนำไปสอบเพื่อศึกษาต่อระดับสูง เพื่อ ให้เกิดความเข้าใจและชำนาญยิ่งขึ้น เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
  • โรงเรียนกวดวิชาเพื่อเรียนลัด เป็นการสอนเพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปสอบเทียบระดับความรู้โดยการลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาทางไกล เรียนด้วยตัวเองกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มที่ 1 เป็นบุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน เช่น กลุ่มคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือผู้ที่มีงานทำแล้วต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อปรับและเพิ่มวุฒิการศึกษา ผู้เรียนกลุ่มนี้ไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียนเท่าใดนัก จึงใช้เวลาว่างในวันเสาร์วันอาทิตย์ไปเรียนกวดวิชา
    • กลุ่มที่ 2 เป็นบุคคลในระบบโรงเรียนแต่ต้องการจบเร็วขึ้นเพื่อนำวุฒิการศึกษาที่ได้ไปทดลองเข้าศึกษาในระ ดับที่สูงขึ้น
  • โรงเรียนกวดวิชาเพื่อนำไปสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อระดับสูง เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาที่นำไปใช้ในการสอบคัด เลือก ฝึกฝนการทำแบบทดสอบจากข้อสอบเก่า ฝึกเทคนิคการคิด ครูจะทำหน้าที่สอนสรุปเนื้อหา ยกตัวอย่างให้ดู วิเคราะห์ให้ฟัง ผู้เรียนต้องกลับไปฝึกทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจด้วยตนเอง

สำหรับโรงเรียนกวดวิชาในปัจจุบันลักษณะของโรงเรียนแบ่งได้ตามลักษณะของการได้รับการอนุญาตให้ก่อตั้ง 2 ประเภท คือ

  • โรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้เป็นธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่จัดตั้งหรือผู้ประกอบการมิได้ยื่นขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้ไม่สามารถใช้ชื่อขึ้นต้นว่า “โรงเรียน” ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเลี่ยงโดยใช้ชื่อว่า “สถาบัน” แทน นอกจากนั้นโรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้ไม่สามารถที่จะออกใบรับรองการสำเร็จหลักสูตรให้แก่นักเรียนได้
  • โรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้เป็นธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำการยื่นขอจัดตั้งโรงเรียนจากสำนักงานศึกษาธิการอำเภอต่างๆในแต่ละพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่ ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นผู้อนุญาต โรงเรียนกวดวิชาในลักษณะนี้มักเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูงกว่าโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษา ธิการ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องจัดการเกี่ยวกับสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากรให้ถูกต้องตามที่กระ ทรวงศึกษาธิการกำหนด ซึ่งโรงเรียนที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถใช้ชื่อขึ้นต้นว่า “โรงเรียน” ได้ และสามารถติดป้ายคำว่า “โดยการควบคุมจากกระทรวงศึกษาธิการ” ตลอดจนสามารถออกหนังสือรับรองการสำเร็จหลักสูตรให้กับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของโรง เรียน ดังนั้นในภาวการณ์การแข่งขันของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้โรงเรียนกวดวิชาต่างๆให้ความสำคัญกับใบอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของโรงเรียนกวดวิชา

การเรียนกวดวิชาส่งผลกระทบต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

การเรียนกวดวิชาหรือการเรียนพิเศษสำหรับเด็กระดับอนุบาลหรือแม้แต่ระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการของผู้ปกครองที่ตัดสินใจพาเด็กเข้าเรียน ผู้ปกครองบางคนอาจมีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการเรียนพิเศษหรือการเรียนกวดวิชาของเด็กในวัยนี้ แต่มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยและยอมเสียเงินจำนวนมากด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น การที่พ่อแม่ออกไปทำงานไม่มีเวลาให้กับลูก จึงตัดสินใจใช้วิธีการให้ไปเรียนพิเศษกวดวิชาเพื่อให้ลูกอยู่กับครูและคิดว่าคงได้ประ โยชน์มากกว่าการเล่นอยู่ที่บ้าน หรือผู้ปกครองบางคนอาจต้องการให้เด็กเข้าเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับประถมศึกษา และยังมีเหตุผลอีกมากมายที่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กในวัยนี้เรียนพิเศษนอกเหนือ จากการเรียนตามวันเวลาที่เด็กเรียนในโรงเรียนตามปกติ แต่สำหรับมุมมองของนักการศึกษาและนักจิตวิทยาพัฒนาการเด็กค่อนข้างคัดค้านกับการส่งเด็กเล็กๆไปเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษ เพราะมองว่าเด็กในช่วง 6 ปีแรกของชีวิตเป็นวัยที่การเรียนรู้มาจากการที่เด็กได้สนุก การเรียนรู้คือการที่เด็กได้มีโอกาสเล่น ออกกำลังกาย ได้เคลื่อนไหวและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโรงเรียนกวดวิชาหรือสถานที่รับสอนพิเศษให้กับเด็กระดับอนุบาลบางแห่งไม่ได้เคร่งเครียดกับวิชาเรียนมากเกินไป แต่จะออกแบบกิจกรรมให้มีความน่าสนใจสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในวัยนี้โดยนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของต่างประเทศมาใช้ เช่น การสอนแบบมอนเตสซอรี การสอนแบบโครงการ การเรียนรู้ภาษาแบบองค์รวม ฯลฯ โดยใช้เทคนิคการเล่นปนเรียนเข้ามาเสริมเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน อย่างไรก็ตามมีสถาบันกวดวิชาสำหรับเด็กปฐมวัยไม่น้อยเน้นการเรียนที่ค่อนข้างเข้มงวดทางด้านวิชาการ มีการเน้นการอ่าน คัด เขียน การท่องจำและการบวกลบเลขที่ค่อนข้างเกินความสามารถของเด็ก ซึ่งมีผลทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนค่อนข้างเคร่งเครียดและส่งผลต่อเจตคติที่ดีในการเรียนรู้ของเด็ก สำหรับผลกระทบในด้านบวกเมื่อส่งลูกไปเรียนกวดวิชา โดยมีข้อยกเว้นว่าการเรียนพิเศษหรือการกวดวิชานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ โดยครูผู้สอนออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและสอดแทรกเนื้อหาวิชาไปกับกิจกรรมต่างๆอย่างผสมกลมกลืนโดยไม่จำเป็นต้องเน้นวิชาการเสมอไปแต่อาจเป็นการเรียนรู้ทักษะและความถนัดด้านอื่นๆ เช่น การเรียนดนตรี เปียโน บัลเลต์ การเรียนร้องเพลงหรือกีฬาประเภทอื่นๆ ที่สำคัญการเรียนกวดวิชานั้นต้องได้รับการยอมรับจากเด็กด้วยว่าจะเรียน และเรียนแล้วมีความสุขจึงจะมีประโยชน์ต่อเด็ก

การเรียนกวดวิชามีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • เป็นการส่งเสริมทักษะทางวิชาการที่จำเป็นอันเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก โดยธรรมชาติแล้วเด็กจะมีความสนใจแตกต่างกันตามความถนัดของแต่ละคน เด็กบางคนอาจชอบเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ การใช้เหตุผล การฝึกเชาวน์ปัญญาและปฏิภาณไหวพริบ เด็กจึงอยากเรียนเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทั้งทางด้านการสังเกต เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การนับ การเรียนรู้ค่าจำนวน ถ้าการเรียนรู้นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น สัมผัสอุปกรณ์ ทำกิจกรรมที่เด็กสนใจ ก็คงจะมีประโยชน์ต่อเด็กมาก หรือเด็กบางคนอาจชอบด้านภาษาก็อยากเรียนรู้คำศัพท์ในชีวิตประจำวัน การเล่าเรื่อง การพูดและแต่งประโยคและถ้าโรงเรียนกวดวิชาได้ออกแบบกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างสนุกสนาน เช่น เรียนรู้ด้วยนิทาน เพลง คำคล้องจองและกิจกรรมทางภาษาที่เป็นเกมต่างๆที่น่าสนใจ เช่น การเล่นต่อคำ จับคู่คำศัพท์กับภาพ การเรียนตัวอักษรพยัญชนะ การต่อจิ๊กซอร์คำศัพท์ ก็จะทำให้เด็กเกิดความสนใจและเป็นการเรียนกวดวิชาที่มีความหมายต่อเด็กด้วย
  • ส่งเสริมทักษะทางสังคมให้กับเด็ก การที่เด็กได้ไปเรียนพิเศษหรือเรียนกวดวิชา ทำให้เด็กมีโอกาสพบเพื่อนใหม่ๆที่ไม่ใช่เพื่อนในโรงเรียนที่เรียนตามปกติ การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่จึงเกิดขึ้น เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างมิตรภาพกับเพื่อน เรียนรู้ความต้องการของตนเองและรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น เกิดการเรียนรู้ที่จะปรับตัวและการอยู่ร่วมสังคมกับเพื่อนใหม่ด้วย
  • เป็นการสร้างเจตคติที่ดีในการเรียนรู้ให้กับเด็ก การเรียนกวดวิชาทำให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการเรียนจากครูที่เป็นติว เตอร์คนใหม่ๆที่ไม่ใช่ครูประจำชั้น ทำให้เด็กเรียนรู้เทคนิคต่างๆจากครูที่สอนในโรงเรียนกวดวิชา บางครั้งกระ บวนการเรียนการสอนที่นำเทคนิคที่น่าสนใจมาใช้สอนในการเรียนกวดวิชาทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน สนใจกิจกรรมการเรียนและใฝ่รู้ใฝ่เรียน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างเจตคติที่ดีในการเรียนรู้ให้กับเด็ก
  • เป็นการตอบสนองเด็กในด้านอารมณ์และจิตใจ การเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการและเด็กให้ความร่วมมือในการเรียนจะทำให้เด็กมีความสนุกสนาน รู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปกับการจัดกิจกรรม เช่น การเรียนกวดวิชาที่ครูนำกิจกรรมทางดนตรี การร้องเพลง การทำกิจกรรมศิลปะต่างๆเข้ามาเสริมจะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ไม่รู้สึกเบื่อ ซึ่งจะช่วยยืดช่วงความสนใจของเด็กให้ทำกิจกรรมการเรียนได้ยาวนานขึ้นด้วย
  • เป็นการส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตัวตนของเด็ก การเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษตามความสามารถหรือความต้องการของเด็ก เด็กมีโอกาสตัดสินใจเลือกเรียน จะทำให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งนั้นได้ดีเพราะเขาถนัดและมีความพึงพอ ใจ เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีในกิจกรรมหรือเนื้อหาที่เขาชอบ ดังนั้นเด็กจึงสามารถแสดงและพัฒนาศักยภาพในด้านที่เขามีความสามารถได้อย่างเต็มที่ เป็นการส่งเสริมความสามารถตามทฤษฎีพหุปัญญาซึ่งแต่ละคนจะมีความ สามารถที่แตกต่างกัน
  • เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กในการเรียนในระดับประถมศึกษา การเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนจัดกิจกรรมได้สอดคล้องเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการเด็กในแต่ละวัย จะทำให้เด็กได้รับการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่าง กาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาให้มีการพัฒนาได้เหมาะสมกับวัย โดยลักษณะของการเรียนที่เป็นการเตรียมความพร้อมจะยึดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่กำหนดในหลักสูตรมาเป็นเกณฑ์ในการออกแบบกิจกรรม รู้ว่าเด็กอายุเท่าไร ควรมีความสามารถด้านนั้นๆเท่าไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งถ้าหากโรงเรียนอนุบาลทั่วไปหรือโรงเรียนกวดวิชาระดับอนุบาลได้คำนึงถึงมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ก็จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กมีความเหมาะสมที่สุด

ในทางกลับกันถ้าการเรียนพิเศษหรือการกวดวิชาเกิดจากความต้องการของผู้ปกครอง ผลที่ออกมาจะกระทบทางด้านลบต่อเด็กดังนี้

  • เป็นการสร้างความเครียดด้านการเรียนให้กับเด็ก การบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่เด็กไม่ต้องการและไม่ชอบเป็นการสร้างสถานการณ์ความเครียดให้กับเด็ก เด็กจะรู้สึกกลัวไม่อยากเรียนเพราะสิ่งที่เรียนนั้นยากเกินความสามารถ ซึ่งลักษณะของความเครียดนี้ถ้าสะสมไว้มากๆจะส่งผลเสียในต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ไปจนโตเป็นผู้ใหญ่
  • เป็นการสร้างเจตคติด้านลบในการเรียนรู้ของเด็ก ในขณะที่ผู้ปกครองพยายามยัดเยียดให้เด็กเรียนในสิ่งที่ยากและเกินความสามารถนั้น ทำให้การเรียนเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ส่งผลให้เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้และอาจส่งผลให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน อีกทั้งยังส่งผลระยะยาวต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย
  • ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่างๆตามมาได้ ความเครียดที่เกิดจากการถูกบังคับให้เรียนทำให้เด็กเบื่อ ไม่สน ใจกิจกรรมอาจทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว การต่อต้านต่างๆ การต่อรองด้วยวาจา การขาดความมั่นใจในตนเอง เกิดความชะงักงันของพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามวัยหลายประการได้

ครูช่วยให้เด็กไม่ต้องเรียนกวดวิชาได้อย่างไร?

ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นกระบวนการควบคุมคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ทั้งทางด้านการบริหารสถานศึกษา การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน การพัฒนาคุณภาพครู โดยเฉพาะคุณภาพของครูเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จของการประกันคุณภาพการศึกษา ถ้าระบบการศึกษาทำให้ครูมีคุณภาพทัดเทียมหรือมีความสามารถใกล้เคียงกัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษาจะไม่เกิดขึ้น ถ้าสถานศึกษาทุกแห่งมีคุณภาพได้ตามเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ เด็กก็จะไม่ต้องสอบแข่งขันเข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ผู้ปกครองก็คงไม่ต้องแข่งกันให้ลูกของตนเองเรียนเก่งเพื่อจะได้สู้กับเด็กคนอื่นได้ สิ่งเดียวที่ครูสามารถทำได้คือการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถด้านการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ พัฒนาเด็กตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร พยายามหากลวิธีในการสอนเพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเองไปตามเป้าหมาย และคาดว่าเด็กทุกคนจะมีความสามารถใกล้เคียงกัน มีคุณภาพพอๆกัน เด็กจึงไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชา เนื่องจากการจัดการศึกษาหรือการจัดประสบการณ์ของครูดีอยู่แล้ว นอกจากครูจะมีหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพของเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานแล้ว ครูยังมีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจหรือให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองทั้งในด้านการอบรมเลี้ยงดู การให้การศึกษาแก่เด็ก ครูมีบทบาทในการเสนอแนะให้ข้อคิดแก่ผู้ปกครองทั้งทางด้านปัญหาการเรียนการสอน ปัญหาพฤติกรรมเด็กและเชื่อว่าครูที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนดีอยู่แล้ว ทำให้เด็กมีคุณภาพตามมาตรฐานตัวบ่งชี้ต่างๆ ก็น่าจะทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพาลูกเข้าเรียนกวดวิชาก็เป็นได้

ผู้ปกครองจะตัดสินใจเรื่องการเรียนกวดวิชาของลูกได้อย่างไร?

ส่วนใหญ่การเรียนกวดวิชาในระดับอนุบาลจะเป็นบทบาทของผู้ปกครองที่ตัดสินใจส่งลูกเข้ากวดวิชา โดยบางครั้งเด็กอาจ จะให้ความร่วมมือหรือเด็กอาจไม่ชอบและมีพฤติกรรมต่อต้านการเรียนในลักษณะต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ผลที่ทำให้เด็กมีเจตคติด้านลบเกี่ยวกับการเรียนในระดับที่สูงขึ้น และส่งผลระยะยาวต่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะให้ลูกเรียนกวดวิชาหรือไม่เรียน ผู้ปกครองควรพิจารณาถึงประเด็นต่างๆดังนี้

  • ผู้ปกครองต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโตเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย การส่งเสริมความรู้นอกห้องเรียนมีความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการของลูก แต่ควรเป็นไปอย่างเหมาะสมและต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กแรกเกิด - 7 ปี ผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาของตนเองให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกับลูก อาจเป็นช่วงเวลาหลังเลิกเรียน ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผู้ปกครองต้องเสริมสร้างทักษะทางวิชาการให้กับลูกโดยสอดแทรกหรือบูรณาการไปกับการเล่นของลูก เช่น การให้ลูกเล่นของเล่นที่จัดไว้ให้ การทำการบ้านร่วมกับลูกวันละประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง การพาลูกไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
  • การตัดสินใจให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนกวดวิชาหรือการเรียนพิเศษ ควรให้เด็กได้ร่วมตัดสินใจด้วย ปัจจุบันการเรียนพิเศษหรือการกวดวิชามีหลากหลายรูปแบบทั้งการเรียนสดกับครู การดูวิดีโอ การให้ครูมาสอนที่บ้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นการกวดวิชาแบบใด ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของเด็กทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ปกครองควรศึกษาและสังเกตว่าลูกของตนมีความถนัดหรือมีความสามารถด้านใดเป็นพิเศษ กิจกรรมใดที่เด็กสนใจและชอบก็ควรส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในด้านนั้น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานการเรียนในระดับที่สูงขึ้นตามความสนใจของเด็ก การส่งลูกเข้าเรียนตามความต้องการและคาดหวังของผู้ปกครองหรือการให้เรียนตามเพื่อนๆโดยคิดว่าดีจะไม่ก่อประโยชน์ใดๆกับเด็กเลย อีกทั้งผู้ปกครองอาจเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชาของลูกไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วย
  • ผู้ปกครองต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆที่อาจส่งผลดีหรือส่งผลกระทบด้านลบต่อลูกหรือต่อตัวผู้ปกครองเอง ผู้ปก ครองควรตั้งคำถามว่าการส่งลูกเข้าเรียนกวดวิชามีความจำเป็นมากไหม ถ้าไม่เรียนจะเป็นอย่างไร ให้เด็กไปเรียนกวดวิชาเมื่อเขาอายุมากกว่านี้ได้หรือไม่ ผู้ปกครองสอนเองได้หรือเปล่า ผู้ปกครองมีเงินมากพอสำหรับการเรียนกวดวิชาของลูกหรือเปล่า มีกิจกรรมอื่นๆอีกหรือไม่ที่ไม่ต้องบังคับเด็กให้เรียนวิชาการอย่างเดียว ถ้าผู้ปกครองพิจารณาปัจจัยข้างต้นอย่างถ่องแท้แล้ว บางครั้งอาจจะมองเห็นหนทางที่ดีในเรื่องการเรียนกวดวิชาก็ได้
  • จัดให้ลูกเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษในสาระหรือกิจกรรมที่ไม่เป็นวิชาการมากเกินไป โดยปกติเด็กจะเรียนเต็มเวลาจากโรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ดังนั้นในวันเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดภาคเรียนควรให้โอกาสเด็กทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายบ้าง ลองนึกว่าผู้ปกครองเองก็ทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์ เสาร์อาทิตย์ก็อยากพักผ่อน อย่าให้ช่วงเวลาดีๆในช่วงปฐมวัยของลูกต้องมาคร่ำเคร่งกับการเรียนหนักเลย เพราะจะทำให้ลูกเครียดเกินไป ผู้ปกครองน่าจะหากิจกรรมที่สนุกและผ่อนคลายให้เด็กแทนการไปเรียนพิเศษ เช่น การเรียนว่ายน้ำ เรียนดนตรี เรียนบัลเลต์ การเรียนศิลปะต่างๆ หรือจัดค่ายวิชาการในเชิงสันทนาการ เป็นต้น
  • ค้นหาเครื่องมือในการส่งเสริมศักยภาพทางสมองของลูกในช่วงปฐมวัยด้วยหลากหลายวิธี โดยผู้ปกครองปฏิบัติดังนี้
    • สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของลูก เช่น จัดบ้านให้มีหนังสือที่หลากหลายให้เด็กได้ค้นคว้าและส่งเสริมการอ่าน
    • ให้กำลังใจถ้าลูกเรียนได้ไม่ดีหรือทำกิจกรรมต่างๆไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ควรแสดงความโกรธหรือ ไม่พอใจลูกที่ทำไม่ได้ แต่ควรชมเชยในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและให้กำลังใจลูกอย่างสม่ำเสมอ
    • ไม่ควรบังคับให้ลูกเรียนพิเศษหรือเรียนกวดวิชา
    • พาลูกไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆเพื่อเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ให้กับลูก
    • อย่าคาดหวังในเรื่องการเรียนของลูกจนทำให้ลูกเครียดเกินไป
    • สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก เช่น เล่นเกม สอนการบ้าน อ่านหนังสือด้วยกัน ฝึกการตั้งคำถาม เป็นต้น
    • พาลูกไปร้านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ให้ลูกเลือกหนังสือที่สนใจและค้นคว้าในห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการรักการอ่าน

บรรณานุกรม

  1. ก้านทิพย์ ชาติวงศ์. (2539). “โรงเรียนกวดวิชา” การศึกษาเอกชน. 7(64):13 – 14.
  2. ชมนา จักอารี. (2544). ผลของการกวดวิชาที่มีต่อความตรงเชิงพยากรณ์ของแบบวัดความรู้พื้นฐานวิชาการในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม. (การวัดผลและการวิจัยการศึกษา).กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  3. พอดู สุวรรณทัต. (2530). “โรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชา” วารสารการศึกษาแห่งชาติ. 21(2):52 – 57.
  4. วชีรา สุขบันเทิง. (2545). ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเรียนกวดวิชาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่. ปริญญานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. เชียงใหม่:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้.ถ่ายเอกสาร.
  5. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2530). “กวดวิชา:ภาพสะท้อนตัวใครตัวมันในระบบการศึกษาไทย” วารสารการศึกษาแห่งชาติ. 21(2):69 – 72.
  6. Bray, M. (1999). The Shadow educational System:private Tutoring and its Applications for planners. UNESCO:International Institute for Educational Planning. Paris.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน