หน้าหลัก » บทความ » การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Learning with the Five Senses)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (Learning with the Five Senses) หมายถึง การจัดกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 ตามตารางการจัดกิจกรรมประจำวันระดับปฐมวัย เพื่อให้เด็กได้

  • เรียนด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทางตาในการมองและการสังเกต
  • เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทางหูในการได้ยินหรือฟังเสียงต่างๆ
  • เรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางร่างกายในการสัมผัส หยิบจับสิ่งต่างๆ
  • เรียนรู้รสชาติสิ่งต่างๆด้วยการใช้ประสาทสัมผัสลิ้นในการชิมรส
  • และเรียนรู้กลิ่นต่างๆจากการใช้ประสาทสัมผัสจมูกในการดมกลิ่น

เนื่องจากเด็กปฐมวัยเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวด้วยการใช้สายตาในการมองและการสังเกต การสัมผัสสิ่งต่างๆเพื่อให้รู้ว่านุ่มหรือแข็ง ขรุขระหรือเรียบ ด้วยการใช้มือและอวัยวะทางกายในการสัมผัสจับต้อง การรับรู้กลิ่นต่างๆว่า หอมหรือเหม็นด้วยการใช้จมูกในการดมกลิ่น การฟังเสียงต่างๆว่าไพเราะน่าฟังหรือเสียงดังรบกวนด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทางหู และการรับ รู้เกี่ยวกับรสชาติอาหารต่างๆว่า หวาน เปรี้ยว เค็ม ขม หรือเฝื่อนด้วยการใช้ลิ้นชิมรส การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าเป็นการสำรวจสิ่งต่างๆเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะทางด้านสติปัญญา เช่น ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ทักษะพื้น ฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางภาษา เป็นต้น

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าสำคัญอย่างไร?

การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลเนื่องจากการได้รับประสบการณ์หรือการฝึกหัด และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นค่อนข้างถาวรและมั่นคง เช่น การเรียนรู้ของเด็กเกี่ยวกับลักษณะต่างๆและส่วนประกอบของเงาะโรงเรียน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูนำเงาะของจริงมาให้เด็กได้สังเกตและลองให้เด็กผ่าผลเงาะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของเงาะโรงเรียน ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้จากของจริงและได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งการสังเกตด้วยตาว่าเงาะมีลักษณะผลกลม มีเปลือกเป็นขนสีแดงหรือเขียวบ้าง เมื่อผ่าผลเงาะดูจะพบว่าเงาะประกอบด้วยเปลือก ส่วนที่สองเป็นเนื้อเงาะ และส่วนอยู่ด้านในจะเป็นเมล็ดของเงาะมีลักษณะแข็งและมีสีน้ำตาล จากการใช้ประสาทสัมผัสลิ้นชิมรสชาติของเงาะรู้ว่าจะมีรสหวาน เด็กก็จะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับลักษณะและส่วนประกอบของเงาะโรงเรียนไว้ในระบบการทำงานของสมอง และเมื่อเด็กได้เห็นหรือพบเงาะโรงเรียนที่อื่นๆ เด็กก็จะใช้ประสบการณ์เดิมที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเงาะและเกิดความ คิดรวบยอดเกี่ยวกับเงาะโรงเรียนตามที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว แม้จะพบว่าผลเงาะนั้นมีขนาดแตกต่างกันหรือมีรสชาติหวานแตก ต่างกันบ้างซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ของเงาะนั้น แต่การที่เด็กได้เรียนรู้ในครั้งนี้จะถูกถ่ายโยงให้เข้ากับการเรียนรู้ในครั้งต่อๆไป และการเรียนรู้นี้จะมีความมั่นคงถาวรเนื่องจากเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อเด็กอย่างแท้จริง ในทำนองเดียวกันกับการเรียนรู้ทักษะกระบวนการต่างๆของเด็กที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะด้านการปั้นดินน้ำมัน เด็กจะเรียนรู้จากการปั้นตัวสัตว์ต่างๆ เช่น เด็กเรียนรู้การปั้นช้างจนสามารถปั้นตัวช้างได้อย่างสวยงามและมีส่วนประกอบต่างๆของช้างอย่างครบถ้วน แต่ในกิจกรรมอีกวันหนึ่งครูให้เด็กปั้นจากการใช้แป้งโดว์หรือปั้นดินเหนียว เด็กที่ปั้นตัวช้างจากดินน้ำมันยังสามารถปั้นตัวช้างจากการใช้วัสดุการปั้นด้วยแป้งโดว์และดินเหนียวได้อย่างสวยงามเช่นเดิม นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ในด้านทักษะของเด็กยังคงมีความคงเส้นคงวา หรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อเด็กเรียนรู้ทักษะใดทักษะหนึ่งจนชำนาญแล้ว ทักษะที่ได้เรียนรู้นั้นยังคงเป็นความสามารถที่ติดตัวเด็กตลอดไปถ้าได้รับการฝึกฝนบ่อยๆ แต่ถ้าเด็กไม่ได้รับการฝึกฝน ทักษะเหล่านั้นก็อาจเลือนหายไป หรือถ้านานๆครั้งจึงได้ปฏิบัติอาจทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กเล็กๆหรือระดับปฐมวัยจึงไม่ควรเป็นการเรียนโดยการบอกเล่า การบรรยายให้เด็กฟังเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน แต่การเรียนรู้ควรจัดในรูปแบบของประสบการณ์จริงให้เด็กได้เห็น ได้สัมผัส ได้ชิมรส ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น หรือเรียกว่าเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่เรียนรู้จากการได้รับรู้หรือใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ จะทำให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายต่อเด็กมากที่สุด และเด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงถาวร ซึ่งการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้ที่เด็กได้ลงมือกระทำ ได้ทดลองกับของจริง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการพิสูจน์จากการลงมือปฏิบัติของเด็ก โดยเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Child-Centered Learning)

การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้ามีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเรียนรู้ในแต่ละครั้งเด็กอาจใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจใช้ประสาทสัมผัสหลายๆอย่างในการเรียนรู้ ดังนั้นครูปฐมวัยจึงควรมีความเข้าใจในเรื่องการเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัส และพยายามจัดกิจกรรมในแต่ละครั้งเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างหลากหลาย สำหรับการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้ามีคุณค่าและประ โยชน์ต่อเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะการสังเกตด้วยการเห็นหรือการมองทางกายภาพ การสังเกตลักษณะของผัก ผลไม้ สังเกตลักษณะของน้ำ และบอกสิ่งที่สัง เกตได้ว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น ลักษณะ สี รูปร่าง พัฒนาทักษะการจำแนกสิ่งที่ได้เห็น เช่น จำแนกผักหรือผลไม้เป็นกองๆจากการดูด้วยตา การเรียงลำดับผลไม้ การนับผลไม้หรือการเรียนรู้ค่าจำนวนของผักผลไม้ ล้วนแต่เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น
  • ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มีทักษะย่อยบางทักษะที่ใช้ร่วมกัน เช่น ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การแยกประเภท การเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าจะช่วยให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น กิจกรรมการทดลองประกอบอาหาร เด็กจะได้เรียนจากการสังเกต เปรียบเทียบปริมาณของอาหารหรือขนาดของก้อนแป้งขนมบัวลอย ก่อนและหลังจากต้มให้สุก ว่ามีขนาดแตกต่างกันอย่าง ไร เด็กจะได้เรียนรู้จากการสังเกตด้วยการชิมรส การดมกลิ่นอาหาร การฟังเสียงน้ำเดือด และเด็กได้พัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น การพยากรณ์หรือคาดคะเนว่า สีของแป้งน่าจะเปลี่ยนไปเมื่อได้รับความร้อน ทักษะการลงความ เห็นว่าความร้อนทำให้อาหารสุก และน้ำเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำตาลละลาย เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทักษะทางภาษาและเรียนรู้คำศัพท์ การเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทำให้เด็กเรียนรู้ทักษะทางภาษาด้านการฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งทักษะด้านภาษาเหล่านี้ต้องอาศัยการได้ยิน การสังเกตคำหรือตัวอักษรด้วยสายตาหรือการมองเห็น เด็กสามารถเขียนคำ ประโยคได้จากการมองเห็น นอกจากนี้เด็กยังได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆจากการมองเห็นหรือการสังเกต การใช้ประสาทสัมผัสด้วยการดมกลิ่นต่างๆและเรียนรู้ว่ากลิ่นนั้นมาจากอะไร การใช้ประสาทสัมผัสจากการชิมรสชาติด้วยลิ้นจะทำให้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับอาหาร การสัมผัสสิ่งต่างๆทำให้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สัมผัสนั้นคืออะไร และเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์จากสิ่งที่ได้สัมผัสนั้นๆ เช่น การชิมรสมะขามป้อมทำให้เรียนรู้ว่ามะขามป้อมมีรสเปรี้ยวและฝาด ชิมรสชาติของส้มทำให้รู้ว่ามีรสหวานอมเปรี้ยว เป็นต้น
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพได้ เด็กจะเรียนรู้ว่าสิ่งใดที่เป็นอันตรายหรือไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายจากการใช้ประสาทสัมผัสด้วยการมอง เช่น มองเห็นว่าของมีคมมีอันตราย มีด ตะปู เข็ม เด็กจะไม่ไปเล่นสิ่งของอันตรายเหล่านี้ เด็กจะเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสด้วยการดมกลิ่น รู้ว่ากลิ่นเหม็นเป็นอันตรายก็จะต้องออกห่างจากสิ่งที่มีกลิ่นเหล่านั้น เช่น กลิ่นการเผาไหม้ กลิ่นอาหารที่บูดเสียก็จะเรียนรู้ว่าไม่ควรนำมารับประทาน เป็นต้น

ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างไร?

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีความแตกต่างไปจากการเรียนรู้ของบุคคลในวัยอื่น เด็กจะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่การเรียนรู้ที่มีความซับซ้อนในลักษณะของการเป็นนามธรรม และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมนั้นจะต้องมีความเหมาะ สมกับความสามารถของเด็กในการที่จะเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูปฐมวัยจึงต้องเป็นกิจกรรมที่เด็กสังเกตได้ด้วยตา สัมผัสด้วยการจับ การฟังเสียง การชิมรสชาติ และการดมกลิ่น ดังนั้นการจัดกิจกรรมประจำวันสำหรับเด็กจึงควรจัดในลักษณะดังนี้

  • กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ นอกจากกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆและเพื่อผ่อนคลายอารมณ์แล้ว กิจกรรมต่างๆที่จัดให้กับเด็กยังส่งเสริมในเรื่องการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าด้วย โดยเฉพาะการรับรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทางหู เช่น การเคลื่อนไหวพื้นฐานที่เน้นให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายตามจินตนาการตามจังหวะเคาะหรือเสียงดนตรี และครูสร้างข้อตกลงกับเด็กว่าเมื่อไหร่ที่ครูเคาะติดต่อ กัน 2 ครั้งให้เด็กหยุดเคลื่อนไหวในท่าทางนั้น หรือถ้าครูหยุดเพลงเด็กจะต้องหยุดเคลื่อนไหวทันที แสดงให้เห็นว่าเด็กจะ ต้องฟังและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ครูบอกจึงทำให้เด็กสามารถทำกิจกรรมนี้ได้ถูกต้อง หรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามคำสั่ง เช่น ครูสั่งให้เด็กเคลื่อนไหวเลียนแบบท่าทางสัตว์ ท่าทางของคน หรือการเคลื่อนไหวเลียนแบบธรรมชาติ เด็กจะต้องใช้ประสาทสัมผัสด้วยการฟังแล้วจึงปฏิบัติได้ เป็นต้น
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์มีรูปแบบการจัดให้เด็กได้ปฏิบัติอย่างหลากหลายทั้งการสาธิต การทดลอง การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น กิจกรรมการประกอบอาหารการทำกล้วยบวชชี ในขั้นนำเข้าสู่กิจกรรม เด็กจะได้สังเกตลักษณะของกล้วยน้ำว้าที่นำมาทำกล้วยบวชชีด้วยการสังเกตด้วยตาว่า มีลักษณะอย่างไร มีสีหรือรูปร่างอย่างไร การสัมผัสจับต้องด้วยมือว่ามีความแข็งหรือนิ่ม การใช้ประสาทด้วยการดมกลิ่นของกล้วยว่ามีกลิ่นหอมหรือไม่ ส่วนในขั้นดำเนินกิจกรรมเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสด้วยการจับหยิบสัมผัสกล้วย ได้ใช้มือในการปอกกล้วยและหั่นกล้วยเป็นชิ้นๆ ได้สังเกตด้วยตาว่ากล้วยมีส่วนประกอบอะไรบ้าง สังเกตเห็นว่ากล้วยก่อนที่จะนำลงไปในหม้อกับกล้วยที่สุกแล้วแตกต่างกันอย่างไร เด็กจะได้สังเกตด้วยตาถึงการเปลี่ยนแปลงของกล้วยและปริมาณน้ำในหม้อว่าเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด ได้ใช้ประสาทสัมผัสด้วยการดมกลิ่นกล้วยบวชชี และในขั้นสุดท้ายเด็กจะได้ใช้ประสาทลิ้นในการชิมรสชาติของกล้วยบวชชีว่ามีรสชาติหวาน มันอย่างไร จากการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมใดกิจ กรรมหนึ่งครูสามารถเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสอย่างรอบด้าน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เด็กได้แสดงความรู้สึกและจินตนาการผ่านกิจกรรมศิลปะที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมการวาดภาพระบายสี เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสด้วยการใช้สายตาในการวาดภาพและระบายสี ได้ใช้ประสาทสัมผัสด้วยการจับต้องในการหยิบจับดินสอและสีเทียนในการระบายสีภาพที่วาด กิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน เด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสมือและตาในการปั้นดินน้ำมันให้เป็นตัวสัตว์ คน หรือสิ่งของ กิจกรรมการร้อยเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสจากการมองเห็น และใช้ประสาทสัมผัสมือในจับควบคุมการทำงานระหว่างมือและตา เพื่อให้สามารถร้อยดอกไม้หรือลูกเต๋าได้ถูกต้อง นอกจากนี้เด็กอาจใช้ประสาทสัมผัสจมูกในการดมกลิ่นดอกไม้ที่นำมาร้อยได้ด้วย
  • กิจกรรมเสรีหรือเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เด็กได้พัฒนาในด้านต่างๆจากการเล่นและสำรวจวัสดุอุปกรณ์ประจำมุมต่างๆผ่านการเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น
    • มุมวิทยาศาสตร์ เด็กจะเรียนรู้ความแตกต่างของถุงธัญพืชจากการสัมผัสจับต้องด้วยมือว่ามีความแข็งหรือนุ่ม แข็งกว่าอย่าง ไร เมื่อเขย่าถุงธัญพืชจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเสียงจากการใช้ประสาทสัมผัสทางหู หรือการสังเกตด้วยการฟัง
    • มุมดนตรี เด็กจะเรียนรู้ระดับเสียงต่างๆจากการเคาะหรือเล่นเครื่องดนตรี เช่น กลอง ฉิ่ง ฉาบ ลูกแซค แมมารีน
    • มุมเครื่องเล่นสัมผัส เด็กจะได้เรียนรู้ด้วยสายตาและใช้มือสัมผัสจากกิจกรรมการร้อย เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประสาทสัมผัสมือและตา เป็นต้น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เด็กจะได้เรียนด้วยประสาทสัมผัสทางหูจากการฟังสัญญาณหรือคำสั่งก่อนการเล่นเกม เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสด้วยมือนิ้วมือและตา จากกิจกรรมการแข่งขันคีบลูกปิงปองใส่ลงในตะกร้า ซึ่งเป็นการทำงานประ สานกันระหว่างมือและตา ซึ่งเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก เป็นต้น และ
  • เกมการศึกษา เด็กจะเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสด้วยการสังเกตด้วยตาก่อนการเล่น จะรู้ว่ามีภาพอะไรบ้าง ให้จับคู่หรือจัดกลุ่มหรือให้เรียงลำดับ จากนั้นเด็กอาจต้องใช้มือหยิบจับบัตรภาพมาวางให้เป็นคู่ เช่น การจับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้ที่ใช้ทั้งประสาทสัมผัสด้วยการสัมผัสด้วยมือและการควบคุมกล้ามเนื้อตาให้มีความสัมพันธ์กัน เป็นต้น

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าให้กับเด็กปฐมวัยจากการปฏิบัติกิจ กรรมต่างๆในแต่ละวันได้ โดยใช้วิธีการดังนี้

  • สนทนาพูดคุยหรือการใช้คำถาม การพูดคุยหรือการใช้คำถามของพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างรอบด้าน เช่น เมื่อพ่อแม่พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ อาจพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆว่ามีชื่ออะไรบ้าง สัตว์แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร สัตว์ชนิดใดที่มีนิสัยดุร้าย หรือสัตว์ชนิดใดเข้าไปเล่นด้วยได้ สัตว์แต่ละชนิดมีเสียงร้องอย่างไร จากการสนทนาและการใช้คำถาม ทำให้เด็กต้องใช้สายตาในการสังเกตลักษณะของสัตว์ และใช้ประสาทสัมผัสทางหูในการฟังเสียงร้องของสัตว์เพื่อจะได้ตอบและสนทนากับพ่อแม่ได้ หรือการพาลูกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แล้วให้เด็กเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การดมกลิ่นอาหาร การชิมรสชาติของอาหาร การสัมผัสจับต้อง การใช้ช้อนตักอาหารเพื่อรับประทาน กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งสิ้น
  • เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆในครอบครัว พ่อแม่อาจให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในครอบครัว เช่น กิจกรรมการประกอบอาหารในครัว การทำความสะอาดบ้าน การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชสวนครัว การจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์หรือการล้างจาน กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้
  • จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น การจัดบ้านให้มีรูปภาพของบุคคลสำคัญต่างๆให้เด็กได้สังเกต จัดให้มีภาพรายการอาหารในห้องครัว จัดให้มีภาพตุ๊กตาน่ารักในห้องนอน แขวนโมบายไว้ที่ประตูและหน้าต่าง ติดตั้งนาฬิกาบอกเวลาประเภทมีเสียงไว้ในห้องรับแขก ปลูกดอกไม้ชนิดต่างๆเพื่อให้เด็กดมกลิ่นไว้บริเวณบ้าน เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูปฐมวัยต้องควรคำนึงในเรื่องสื่อที่นำมาใช้เพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัส ต้องไม่เป็นสื่อที่เป็นอัน ตรายกับเด็ก เช่น กลิ่นที่นำมาใช้เพื่อให้เด็กดมมีอันตรายต่อเด็กหรือไม่ หรือดอกไม้ที่นำมาให้เด็กสัมผัสหรือดมกลิ่นมีหนามแหลมคมเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่ หรือในการดมกลิ่นดอกไม้ไม่ควรให้เด็กดมจนติดจมูกจนเกินไป หรือไม่จำเป็นให้เด็กดมกลิ่นเหม็นเพราะอาจทำให้เสียสุขภาพได้ เช่น การดมกลิ่นสารเคมี อาหารบูดเน่า เป็นต้น

บรรณานุกรม

  1. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2527). แนวคิดเทคโนโลยีการศึกษา. เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา.นนทบุรี : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  2. เบญจา แสงมะลิ. (2551). เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา. นนทบุรี : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  3. ประดินันท์ อุปรมัย. ( 2551). เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา.นนทบุรี : คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน