หน้าหลัก » บทความ » การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การเห็นคุณค่าในตนเอง หรือ Self-esteem หมายถึง การรู้คุณค่าในตัวเอง ประกอบไปด้วย ความตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลำพังความคิดอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้ ความมั่นใจจะต้องเริ่มสร้างอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยเด็ก

การเห็นคุณค่าในตนเองสำคัญอย่างไร?

เด็กปฐมวัยที่มี Self-esteem หมายถึง เด็กที่มีความคิดที่ดีต่อตนเอง มองเห็น และแน่ใจว่าตนเองมีคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความสามารถ ความรับผิดชอบที่จะช่วยเหลือตนเองให้ประสบความสำเร็จได้ มีความมั่นใจในตนเอง รับผิดชอบ ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยตนเอง ส่วนเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง เด็กที่มีความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ดีเกี่ยวกับตนเอง มักมีแต่ความสงสัยในความสามารถของตนเอง ไม่แน่ใจว่าตนมีความสามารถที่ช่วยเหลือตนเองได้ หรือถ้าทำแล้วงานจะสำเร็จด้วยดี เด็กประเภทขาดที่ความเชื่อมั่นในตนเองจะมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจหรือไม่พอใจในตนเองอยู่เสมอ ผลที่ตามมาก็คือ ขาดความกล้าและไม่ยอมต่อสู้กับสิ่งต่างๆ หรือเผชิญกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น จะต้องคอยแต่พึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ การเริ่มปลูกฝังความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กตามทฤษฎีและแนวคิดของ Erik Erikson นักจิตวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่เน้นและให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและการมีความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กมากที่สุด คือ การปฏิบัติตนของพ่อแม่ที่มีต่อเด็ก สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาได้รับตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า แม่คือ บุคคลแรกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูก ดังนี้

  • ในช่วงปีแรกของชีวิต แม่จะเป็นผู้สร้างความรู้สึกไว้วางใจ ความรู้สึกมองโลกในแง่ดีให้กับชีวิตทารก เพราะเมื่อทารกร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหิว ความรู้สึกอะไรก็แล้วแต่ หากได้รับการตอบสนองจากผู้เป็นแม่ ทารกก็จะรู้จักการรอคอย รอเวลาที่แม่จะมาทำสิ่งต่างๆ ตอบสนองต่อความต้องการของทารก ทารกเรียนรู้วิธีการร้องไห้เมื่อต้องการแม่ และแม่จะเป็นผู้ตอบสนองความต้องการนั้นๆ ได้ Erikson ได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างแม่และทารกว่า เป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้สึกของเด็กที่จะไว้ไจหรือไม่ไว้ใจสิ่งต่างๆ ในโลก
  • ในช่วงอนุบาลหรือปฐมวัยซึ่งเป็นวัยทองของชีวิต เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าตนเองมีความสามารถที่จะช่วยตนเองได้ หรืออาจจะเป็นเด็กที่ช่างสงสัย เมื่อเขาสามารถพัฒนาความไว้วางใจจากแม่และสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาได้ เขาก็จะเกิดความนึกคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเองในด้านต่างๆ พร้อมกันนั้นก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้มีขึ้นต่อตนเอง การเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่จากแม่ การให้ความรักความอบอุ่น ที่เด็กได้รับอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจากแม่ จะบอกให้เด็กทราบว่าเขาเป็นที่รัก เป็นที่ต้องการ และมีคุณค่าเพียงใด สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มมากขึ้น

การเห็นคุณค่าในตนเองมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

หากเปรียบเทียบลักษณะของเด็กที่มี Self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง กับเด็กที่ขาดความภูมิใจในตนเอง จะมีข้อแตกต่าง ดังนี้

  • เด็กที่ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง จะไม่ชอบเรียนรู้ หรือทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ มักจะพูดเกี่ยวกับตัวเองในทางลบ เช่น หนูทำไม่ได้ ผมเป็นคนไม่เก่ง หรือเราเป็นคนไม่ฉลาด ไม่มีใครสนใจ ฯลฯ เด็กจะมีความอดทนต่อความกดดันได้น้อย ไม่มีความพยายาม ยอมแพ้ได้ง่าย หรือมักชอบให้คนอื่นทำแทนตนเอง เด็กที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองมักจะเป็นเด็กที่เงียบขรึม ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อน มักเป็นคนวิตกกังวล เกิดความเครียด ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อลืมเอากล่องดินสอมาจากบ้าน ก็จะไม่ทำงานในห้องเรียน เพราะไม่มีดินสอใช้ หรือเมื่อไม่ได้เอาสมุดงานวิชาใดๆ มาจากบ้านก็จะไม่เรียนวิชานั้น หรือจะร้องไห้กลับบ้านเป็นต้น เด็กเหล่านี้มักคิดอยู่เสมอว่า ตนเองทำผิดเสมอ หรือตนเองเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งและมักจะคิดเสมอว่าตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
  • เด็กที่มี Self-esteem หรือความภาคภูมิใจในตนเอง จะมองโลกในแง่ดีเสมอ มองวิกฤตให้เป็นโอกาส มองว่าตนเองมีคุณค่าอยู่เสมอ เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง มองว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเราสามารถควบคุมและจัดการกับชีวิตของเราได้จะมีความรู้สึกมั่นใจ ชอบพบปะผู้คน มีความสุขที่จะได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันก็สามารถอยู่คนเดียวได้ โดยที่ไม่มีความรู้สึกว่าต้องพึ่งพาผู้อื่น เช่น สามารถรับประทานอาหาร แต่งตัวเองได้ ชอบทดลองค้นหาสิ่งใหม่ๆ ที่เขาสนใจ เมื่อมีความท้าทายเข้ามา เขาจะคิดหาทางแก้ปัญหา หรือหาทางออก กล้าทดลองเล่นของเล่นด้วยวิธีการของตนเอง และหากสังเกตคำพูดบางคำของเขาก็จะรู้สึกถึงความมั่นใจในตนเอง เช่น แทนที่จะพูดว่าฉันทำไม่ได้ เขาก็จะพูดว่า ฉันจะหาทางทำมันให้ได้ เขาจะรู้ถึงจุดเด่นและจุดด้อยของตนเองและยอมรับมันได้

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองให้ลูกได้อย่างไร?

พ่อแม่ และผู้ปกครองจะเป็นผู้ที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กได้ดีที่สุด เพราะช่วงวัยเด็กนั้น เด็กจะได้รับการลี้ยงดูหรือสร้างสมความภาคภูมิใจในตนเองมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพ่อแม่ และผู้ปกครองที่เลี้ยงดูนั่นเอง ซึ่ง Self-esteem สะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รอบข้าง และสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา ความรู้สึกภาคภูมิใจมีเข้ามาเป็นช่วงภูมิใจมาก ภูมิใจน้อย เปลี่ยนแปลงไปมา พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตลักษณะของเด็กว่า ช่วงไหนเขาเป็นอย่างไร เขามีความภูมิใจในตนเองและมีความรู้สึกต่อตนเองอยู่ในระดับไหน ทั้งนี้ การสร้างเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เขาได้เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองได้ตลอดเวลา เช่น การที่เด็กสามารถแสดงออกได้ดีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแบ่งสิ่งของหรือขนมให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ การเก็บขยะตามทางเดินไปทิ้งให้ถูกที่ หรือแม้แต่การช่วยเพื่อนทำเวรประจำวันนั้น จะต้องถูกสร้างสมตั้งแต่วัยเด็ก และที่สำคัญมาก คือการพูดหรือแสดงความเข้าใจในสิ่งที่เด็กๆ ทำ พูดเพื่อให้เขารู้สึกถึงความภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ และแสดงความเข้าใจ กล่าวชมเชยว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรทำต่อไป พร้อมทั้งพูดให้เด็กรู้และและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ เพื่อเพิ่มความความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเองที่จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง รู้และเห็นคุณค่าของตนเองก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ตัวอย่างกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูก

  • ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ลูก การแสดงความรักโดยการกอด สัมผัส พูดชมเชยให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหนเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจแก่ตนเองอย่างยิ่งให้แก่ลูก
  • การพูดให้กำลังใจลูก การพูดชมเชยอย่างจริงใจ แม้ในเรื่องเล็กๆ เช่น เมื่อลูกรับประทานอาหารได้เอง ทำการบ้านโดยไม่ต้องเตือน ฯลฯ จะทำให้ลูกมีกำลังใจในการช่วยเหลือตนเอง เพราะเด็กๆ มักจะมีความสึกอ่อนไหวได้ง่ายต่อคำพูดของพ่อแม่ นอกจากนี้ การพูดชมเชยลูก ไม่เพียงแต่เมื่อลูกประสบความสำเร็จ แต่ควรจะพูดส่งเสริมชมเชยลูกด้วยเมื่อลูกได้พยายามทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยตนเองแล้ว แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ควรพูดชมเชยต่อความพยายามของลูกมากกว่าพูดถึงผลลัพธ์ที่ออกมา
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก เด็กวัยนี้จะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ จึงควรสำรวจตนเองว่าเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหรือไม่ เช่น การใช้คำพูด หรืออารมณ์รุนแรง
  • สังเกตและแก้ไขความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องของลูก เป็นหน้าที่โดยตรงของพ่อแม่และผู้ปกครองที่ใกล้ชิดเด็กที่จะสังเกตว่า ลูกมีความรู้สึกต่อตนเองเป็นอย่างไร ความรู้สึกผิดๆ บางอย่างถ้าไม่ได้รับการแก้ไขในทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะฝังรากลึกกลายเป็นความรู้สึกถาวรได้ เช่น เด็กที่สามารถเรียนวิชาอื่นๆ ได้ดี แต่เพียงเขาทำวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ อาจจะทำให้เด็กคิดว่า “เขาไม่สามารถคิดเลขได้ เขาเป็นเด็กโง่” ไม่เพียงแต่เป็นความคิดที่ผิด แต่อาจจะเป็นการฝังรากของความรู้สึกล้มเหลว และขาดความภูมิใจในตนเองได้ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องทำให้เขารับรู้ถึงแง่คิดในการมองที่ถูกต้อง อาจเป็นว่า “ลูกสามารถเรียนวิชาอื่นๆ ที่โรงเรียนได้ดี เลขเป็นเพียงวิชาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด ลูกไม่ได้เป็นเด็กไม่ฉลาด เพียงแต่ว่าลูกควรใช้เวลาทำการบ้านในวิชาเลข ทบทวนบทเรียนให้มากขึ้นเท่านั้น”
  • สร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน เด็กที่รู้สึกว่าอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จะมีระดับความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ บ้านที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยจะทำให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด เมื่อมีข้อขัดแย้ง ควรจะหาสถานที่ที่มิดชิดพูดคุยกัน ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าเด็ก ดังนั้น จึงควรสร้างบรรยากาศในบ้านให้ดี ปรองดองกัน สร้างให้บ้านเป็นสถานที่ที่สงบสุข และดีที่สุดสำหรับลูก
  • ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ กิจกรรมที่เสริมสร้างการทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกันเพื่อประสบความสำเร็จ เป็นกิจกรรมที่ดีในการสร้างความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตนเอง เช่นกิจกรรมที่ให้พี่สอนน้องอ่านหนังสือ จะเป็นผลดีต่อความภูมิใจในตนเองของทั้งสองฝ่ายเป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่เน้นการแข่งขัน และผลลัพธ์ของการแข่งขันจะไม่ค่อยเป็นผลดีนัก เพราะจะทำให้เด็กเคร่งเครียดจนเกินไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ความสามารถ หรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยครูคอยให้กำลังใจ หรือให้เพื่อนปรบมือให้ และไม่ควรตัดสินความคิดเห็นของเด็กว่า ถูกหรือผิด แต่ควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เด็กแทน

บรรณานุกรม

  1. Web Admin. (2552). วิธีเสริมสร้างความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ให้กับลูกของคุณ.โรงเรียนรุ่งนภาพิทยา. http://www.rungnapa.ac.th.
  2. นฤมล เนียมหอม. การสร้างวินัยในตนเองให้แก่เด็กปฐมวัย. ห้องเรียนครูแมว http://www.nareumon.com.
  3. สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. (2524) เอกสารการสอนชุดวิชา การพัฒนาพฤติกรรมเด็ก Child behavior development.
  4. พิทยาภรณ์ มานะจุติ. (2543) การจัดการศึกษาระดับบริบาล, คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎเชียงใหม่ (เอกสารตีพิมพ์).

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน