หน้าหลัก » บทความ » การแบ่งปัน (Sharing)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

พฤติกรรมการแบ่งปัน เป็นการเสียสละสิ่งของหรือทรัพย์ของตนให้แก่ผู้ที่เดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ การแบ่งปันเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้เด็กขจัดความเห็นแก่ตัวออกจากตนเอง และทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะความขัดแย้งในเด็กอนุบาลและประถมต้นมักเป็นเรื่องของการแย่งชิงของเล่นกัน สาเหตุส่วนใหญ่ของการทะเลาะกันมักมากจากการไม่รู้จักแบ่งปันกันนั่นเอง

พฤติกรรมการแบ่งปันมีลักษณะอย่างไร?

เด็กปฐมวัยนั้นเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นของชีวิตและการสร้างพัฒนาการทุกด้าน เด็กในวัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ดูแลเด็กหรือครูจะต้องดูแลให้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด มีความเข้าใจพัฒนาการและความต้องการของเด็ก เป็นแบบอย่างที่ดี เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้และซึมซับสิ่งดีๆในชีวิต เมื่อเติบโตก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เด็กวัยนี้เริ่มแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมาให้เห็น เช่น การเลียนแบบพ่อแม่ ครูและเพื่อนในวัยเดียวกัน เด็กวัยนี้ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น จะคิดว่าสิ่งที่ตนรับรู้คนอื่นก็รับรู้ด้วย มักแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผยและเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้ง่ายๆ พฤติกรรมการแบ่งปันของเด็กวัยนี้มีลักษณะที่สังเกตได้ เช่น การที่เด็กแบ่งของเล่น ของกิน หรือของใช้ที่ตนเองครอบครองอยู่ ให้เพื่อนไปส่วนหนึ่ง หรือบางส่วน โดยไม่ขอให้เพื่อนตอบแทน การยอมให้เพื่อนร่วมเล่นด้วย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแบ่งปัน มีหลายประการสำคัญเช่น การมีตัวแบบ เด็กเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมการแบ่งปัน การเอื้อเฟื้อกับผู้อื่นจากตัวแบบที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ พี่น้องและครู การเสริมแรงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแบ่งปันของเด็กทำนองเดียวกันกับที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมอื่นๆ เด็กที่ได้รับการเสริมแรงพฤติกรรมการแบ่งปันเสมอๆ ก็มีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมการแบ่งปันมากขึ้น การเสริมแรงทางสังคม เช่น การยกย่องชมเชยการกระทำของเด็กที่เป็นการแบ่งปันให้กับผู้อื่นก็เป็นทางที่จะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมแบ่งปันเพิ่มมากขึ้นได้

การแบ่งปันมีความสำคัญอย่างไร?

สภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วิถีชีวิตของคนไทยแบบดั้งเดิมกำลังเสื่อมหาย ความอบอุ่น ความมีน้ำใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเริ่มลดน้อยเสื่อมถอยลงไป การรับเอาวัฒนธรรมค่านิยมตะวันตกและความเจริญทางด้านวัตถุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดปัญหาซับซ้อนมากมายในสังคม เพราะสังคมต่างมองและยอมรับว่า ค่านิยมเหล่านี้จะนำตัวเองไปสู่ความทันสมัย ความเจริญรุ่งเรืองเท่าเทียมกับอารยประเทศได้ จนทำให้สังคมกลายเป็นสังคมที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเกิดความเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น จนทำให้ลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญและไม่ควรละเลยก็คือการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน ร่วมมือซึ่งกันและกันในสังคม และจุดเริ่มต้นที่จะทำให้สังคมเป็นสังคมที่เจริญอย่างแท้จริงก็คือ การศึกษาของเด็กปฐมวัย เพราะเด็กวัยนี้เปรียบเหมือนผ้าขาว จะทำให้มีสีสันอย่างไรก็ได้ สีสันที่เราต่างต้องช่วยกันบรรจงแต่งแต้มด้วยวิธีการที่เห็นว่า จะทำให้ผืนผ้าทุกผืนเป็นผืนผ้าที่สวยงาม สมบูรณ์มากที่สุด ดังนั้นในการพัฒนาบุคคลให้เป็นพลเมืองที่ดี จึงจำเป็นต้องเน้นให้คนมีคุณธรรม - จริยธรรมควบคู่ไปกับการศึกษาส่วนอื่นด้วย จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการแบ่งปันโดยรีบปลูกฝังเสียตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเด็กยังเป็นไม้อ่อนที่ดัดง่าย วัย 6 ปี แรกของชีวิตนั้นมีความสำคัญในการพัฒนายิ่งกว่าวัยอื่นๆทั้งหมด และถ้าเด็กปฐมวัยไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องแล้วความสามารถในการเรียนรู้ จะถูกยับยั้ง ล่าช้า และชะงักงันได้ จึงต้องมีการปลูกฝังพฤติกรรมการแบ่งปันให้เหมาะสมกับพัฒนาการ ซึ่ง Ugurel-Semin ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอายุกับการแบ่งปันในเด็กและพบว่า

  • เด็กในช่วงอายุ 4-6 ขวบ มีพฤติกรรมแบ่งปันคิดเป็น 33% และมีพฤติกรรมเห็นแก่ตัวคิดเป็น 67%
  • เด็กในช่วงอายุ 7-10 ขวบ มีพฤติกรรมแบ่งคิดเป็น 77% และพฤติกรรมเห็นแก่ตัวคิดเป็น 23%

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมด้านการแบ่งปันในเด็กจะเห็นชัดในช่วงวัย 7-10 ขวบ ดังนั้น จึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแบ่งปันที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับสถานการณ์

เด็กจะได้ประโยชน์อะไรจากการแบ่งปัน?

พฤติกรรมการแบ่งปัน เป็นสิ่งสำคัญในสังคมที่ทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุขและเจริญก้าวหน้ารวมถึงประเทศชาติ เราจึงต้องมีการปลูกฝังพฤติกรรมการแบ่งปันตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้น จึงสมควรหาวิธีการสอนพฤติกรรมการแบ่งปันให้กับเด็กปฐมวัยให้มีความเหมาะสมกับความสามารถและพัฒนาการที่แท้จริงของเด็กปฐมวัย ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับคือ เด็กจะสามารถ เรียนรู้ เข้าใจจิตใจ อารมณ์ของตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้เหมาะสมเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ต้องแบ่งปันของเล่นที่ตนเองชอบให้กับผู้อื่น เรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความสามารถช่วยเหลือผู้อื่น ควบคุมอารมณ์ มีน้ำใจ อ่อนโยน ช่วยเหลือแบ่งปัน และเกิดความภาคภูมิใจในพฤติกรรมของตนเองเมื่อได้แสดงการแบ่งปันให้ผู้อื่น และรับรู้ถึงความรู้สึกเป็นสุขใจเมื่อได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุข การเห็นคุณค่าในตนเองในการทำดี แบ่งปันสิ่งที่รักที่ชอบให้เพื่อนๆและผู้อื่น และเด็กจะมีความยุติธรรมในจิตใจ เมื่อเกิดสถานการณ์การแย่งชิงข้าวของ เด็กสามารถแยกแยะพฤติกรรม และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ การที่เด็กเรียนรู้ที่จะเล่นหรือทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยที่เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นมากเพียงใด เด็กจะเรียนรู้การให้ความร่วมมือที่จะทำกิจกรรมมากขึ้นด้วย เด็กที่มีพฤติกรมการแบ่งปันจะได้รับการยอมรับจากสังคม จะกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมทางบวกที่สังคมต้องการเพิ่มมากขึ้น เด็กจะแสดงออกในความเป็นเพื่อนด้วยการเล่นการพูดคุย และการแสดงความรักใคร่ต่อผู้อื่น เด็กจะมีความเห็นอกเห็นใจและเด็กจะแสดงความเห็นอกเห็นใจได้เมื่อเด็กประสบกับเหตุการณ์ เช่น คนได้รับความทุกข์ก็จะเข้าไปช่วยเหลือหรือปลอบโยน การพึ่งพาอาศัยผู้อื่นให้ช่วยเหลือเหลือ เอาใจใส่ดูแล ซึ่งเด็กจะมีความพอใจช่วยเหลือแบ่งปันเพื่อนๆเสมอ ไม่เกิดความรู้สึกหวงข้าวของ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการแบ่งปันให้ลูกได้อย่างไร?

การส่งเสริมพฤติกรรมการแบ่งปัน เป็นสิ่งที่สำคัญในการปลูกฝังพื้นฐานจิตใจของเด็ก ให้เติบโตไปเป็นเด็กที่จิตใจดี มีเมตตา มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีการช่วยเหลือแบ่งปันกัน มีแนวทางส่งเสริมพฤติกรรม ดังนี้

  • มอบความรักความอบอุ่นให้ลูกอย่างเต็มที่ เพราะลูกจะต้องรู้สึกได้ว่าได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่อย่างเพียงพอแล้ว มีการทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว เพราะถ้าครอบครัวมีการมอบความรักที่ไม่เต็มที่ ขาดความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่สมาชิกทุกคนอย่างทั่วถึงแล้ว การส่งเสริมพฤติกรรมใดๆก็คงไม่เกิดผลสำเร็จ เพราะการให้ความรักความอบอุ่นเป็นหัวใจหลักของครอบครัว
  • สอนพฤติกรรมการแบ่งปัน ให้ลูกได้รับทราบว่าอะไรคือการแบ่งปัน ทำได้อย่างง่ายๆ เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กในชีวิตประจำวัน การทำกิจกรรมร่วมกันในบ้านของแต่ละวัน เช่น เล่านิทานส่งเสริมการแบ่งปัน และการชี้แนะให้เห็นสิ่งที่ไม่ดีของการไม่แบ่งปัน โดยเน้นที่ตัวละครในนิทานว่า ละครตัวไหนมีการแบ่งปันเพื่อการสอนจะได้เป็นรูปธรรม
  • แสดงพฤติกรรมการแบ่งปันให้เป็นตัวอย่างแก่ลูก ให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วมเมื่อพ่อแม่นำสิ่งของไปแบ่งปันผู้อื่น เพื่อลูกจะได้เห็นพฤติกรรมของการแบ่งปันเป็นตัวอย่าง และทุกครั้งที่พ่อแม่แสดงพฤติกรรมควรบอกจุดประสงค์ในการแบ่งปันและประโยชน์ที่ผู้รับจะได้จากการแบ่งปันนั้นๆ
  • ให้โอกาสลูกได้แบ่งปัน เพื่อให้ลูกได้ประสบการณ์ตรงว่า ลูกรู้สึกอย่างไรเมื่อได้แบ่งปัน มีความภาคภูมิใจอย่างไร สถานการณ์ที่ควรให้ลูกมีส่วนร่วม เช่น ให้ลูกเลือกของเล่นที่ไม่เล่นแล้ว หรือเสื้อผ้าที่คับแล้วไปแบ่งปันตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือการบริจาคของในยามที่เกิดเหตุน้ำท่วมต่างๆ และก่อนที่จะมีการแบ่งปันสิ่งของ คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะบอกถึงความลำบากของผู้รับก่อนว่า เขามีทุกข์เช่นไร และเมื่อลูกนำสิ่งของไปแบ่งปันแล้ว ผู้รับจะหมดทุกข์อย่างไร จะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้ลูก
  • สอนให้ลูกรู้จักการเล่นร่วมกัน หากลูกเรามีของเล่นหรือของที่เพื่อนๆอยากเล่นด้วย พ่อแม่ควรถามลูกก่อนว่าอยากให้เพื่อนเล่นของเล่นชิ้นนี้หรือเปล่า และของเล่นชิ้นไหนที่ลูกสามารถแบ่งปันให้เพื่อนหรือเล่นร่วมกันได้ ที่ต้องสอนแบบนี้ เพราะว่าการแบ่งปันควรให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่แบ่งปันเพราะถูกบังคับ เพราะหากเมื่อใดที่ลูกเกิดความรู้สึกว่าการแบ่งปันคือการถูกแย่งชิงของรักของหวงแล้วนั้น ทัศนคติที่ไม่ดีของการแบ่งปันก็จะเกิดขึ้น
  • การเสริมแรงทางบวก เมื่อลูกมีพฤติกรรมการแบ่งปัน พ่อแม่ควรที่จะแสดงความชื่นชมลูก เพื่อเป็นการเสริมแรงในการแสดงออกของพฤติกรรม ให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในการแบ่งปันของตนเอง และในช่วงแรกลูกอาจจะแบ่งปัน เพราะได้รับคำชมจากคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัย กลายเป็นความเคยชินและสามารถแสดงพฤติกรรมการแบ่งปันโดยพ่อแม่ไม่ต้องผลักดัน

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การแบ่งปันเป็นสิ่งของ ต้องเกิดมาจากความต้องการให้จริง ไม่ใช่แบ่งปันเพราะความเกรงใจ เพราะถูกบังคับ ดังนั้น เมื่อครูต้องการให้เกิดการแบ่งปันควรเกิดมาจากการเต็มใจ และไม่บังคับ วิธีการปลูกฝังและส่งเสริมพฤติกรรมการแบ่งปันแก่เด็กที่จะให้ได้ผลดีนั้น ควรให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก เช่น การเล่านิทาน การแสดงบทบาทสมมติ การอภิปราย การอ่านเรื่องจากหนังสือ ซึ่งนิทานสามารถสร้างจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความเข้าใจ และการรับรู้ของเด็ก เด็กสามารถเลียนแบบตัวอย่างในนิทาน ตามที่ผู้เขียนนิทานจะชักจูงหรือกระตุ้นให้เป็นไปตามแนวคิดนั้นๆ เช่น ตัวแบบในนิทาน เป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน การเลียนแบบมีบทบาทสำคัญมากในวัยเด็กเพราะเป็นการวางรากฐานของบุคลิกภาพ และแบบแผนแห่งพฤติกรรมซึ่งจะมีการพัฒนาต่อไป

บรรณานุกรม

  1. Lawrence, K. (1981). Essays on Moral Development, Vol.1: The Philosophy of Moral Development. San Francisco, CA: Harper & Row.
  2. Ugurel- Semin, R. (1957). Moral Behavior and Moral Judgments of Children. Journal of abnormal and Social Psychology.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน