หน้าหลัก » บทความ » การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Using Innovation and Technology)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับเด็กปฐมวัย (Using Innovation and Technology for Young Children) เป็นสิ่งที่ครูและพ่อแม่พบเห็นได้อยู่ตลอดเวลาในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีในที่นี้คือ อุปกรณ์และเครื่องมืออิเลคทรอนิคส์หรือดิจิตอลที่ใช้ส่งข้อมูลต่างๆอย่างเช่นโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องเล่นเพลงและดีวีดี รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและการศึกษาของเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น พ่อแม่และครูควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับวัยเด็กเล็ก

ขณะเดียวกัน สถาบันที่เชี่ยวชาญทางด้านเด็กของสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ได้ให้คำ แนะนำการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีว่า สำหรับเด็กที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ พ่อแม่ไม่ควรให้เด็กคลุกคลีกับเทคโนโลยีที่มีหน้าจอเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น ขณะที่เด็กที่มีอายุเกิน 2 ขวบขึ้นไปนั้น โตพอที่จะควบ คุมและใช้ประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น การเรียนรู้โลกของสังคม ทักษะทางภาษา และช่วยเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าโรงเรียนอีกด้วย ดังนั้น พ่อแม่รวมทั้งครูผู้สอนเด็กปฐมวัยต้องเรียนรู้และศึกษาหาข้อมูลการใช้เทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และสนับสนุนพัฒนาการในด้านการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างไร?

ปัจจุบันเด็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับเด็กในอดีต มีงานวิจัยจากการศึกษาของโลกตะวันตกพบว่า เด็กเล็กใช้เวลาไปกับเทคโนโลยีรอบตัวราว 7 ชั่วโมงต่อวัน โดยอุปกรณ์ที่ใช้มีสื่อเป็นหน้าจอ ในจำ นวนนี้เด็กอายุตั้งแต่ 2 – 5 ขวบใช้เวลามากกว่า 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่หน้าจอ ซึ่งการเล่นอุปกรณ์สื่อหน้าจอนับเป็นกิจ กรรมที่เด็กใช้เวลานานที่สุด รองมาจากการนอนหลับ

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น พ่อแม่และครูจึงควรใส่ใจในการใช้เทคโนโลยีของเด็กเล็กเป็นพิเศษ เทคโนโลยีมีข้อดีอยู่หลายประการ และอยู่ในวิสัยที่เด็กจะฝึก ฝนการใช้งานได้ เทคโนโลยีสามารถช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องสุขภาพ โดยให้เด็กดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการทำงานของระบบในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีในห้องเรียนสามารถนำกลับไปใช้กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ภายในบ้านของเด็กได้อีกด้วย เช่น เด็กนำแผ่นดีวีดีกลับไปดูต่อที่บ้าน ซึ่งทางโรงเรียนสามารถรายงานข้อมูลการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ให้กับผู้ปกครองของเด็กทราบ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่วิธีการสอนเด็กระดับปฐมวัยทั้งหมด เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน และเป็นสื่อกลางที่ช่วยส่ง เสริมการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

เด็กในช่วงปฐมวัยนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและร่างกายแล้ว พวกเขายังอยู่ในระยะพัฒนาทาง ด้านสังคมและอารมณ์อีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยืนยันว่า เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กวัย 2 – 3 ปีขึ้นไป ให้มีโอกาสพัฒนาทักษะในด้านต่างๆได้ดียิ่งขึ้นพร้อมทั้งได้ความรู้ไปในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ประโยชน์ที่เด็กปฐมวัยได้รับจากการใช้เทคโนโลยีมีดังต่อไปนี้

  • พัฒนาทักษะทางด้านสังคม อารมณ์ ภาษา และการเรียนรู้
  • ช่วยสนับสนุนและขยายขอบเขตการเรียนรู้ของเด็ก
  • ผลวิจัยชี้ว่า เด็กที่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้นั้น จะได้รับประโยชน์ด้านความรู้ ความทรงจำระยะยาว ทักษะด้านการพูด การแก้ปัญหา มากกว่าเด็กที่ไม่ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์
  • คอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กก่อนเข้าโรงเรียนในด้านความคิดและความรู้ความเข้าใจ
  • เด็กสามารถเข้าถึงความรู้ผ่านเทคโนโลยีจนเกิดเป็นทักษะการเรียนรู้ที่สนุกสนานกว่าสื่อชนิดอื่น
  • กระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการสังเกตและสำรวจสิ่งต่างๆร่วมกับเด็กคนอื่นๆ

ครูส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เด็กได้อย่างไร?

การศึกษาในยุคปัจจุบันสนับสนุนให้เด็กใช้เทคโนโลยีต่างๆเป็นสื่อในการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ครูจึงต้องทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเด็กด้วย โดยครูสามารถใช้เทค โนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • สอนเด็กให้เรียนรู้วิธีการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีจากประสบการณ์ตรง เช่น นำกล้องดิจิตอลที่ไม่บรรจุแบตเตอ รี่มาให้เด็กได้ทดสอบปุ่มกดต่างๆ
  • สอนให้เด็กรู้วิธีดูแลอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีอยู่ในห้องเรียน
  • เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กทั้งในด้านการใช้สายตาและขนาดที่เหมาะสมต่อการหยิบจับใช้งาน
  • ส่งเสริมให้เด็กที่รู้วิธีใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวช่วยสอนเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ
  • เมื่อเริ่มแนะนำโปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่นใหม่ ควรอธิบายต่อหน้าเด็กกลุ่มขนาดเล็ก
  • จัดวางอุปกรณ์เทคโนโลยีในตำแหน่งที่ทั้งครูและเด็กสามารถใช้งานร่วมกันได้
  • ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแก้ปัญหาเวลาเครื่องมือไม่ทำงาน โดยครูควรแสดงการยอมรับในความพยายามแก้ไขปัญหาของเด็ก
  • ปล่อยให้เด็กๆสำรวจแอพลิเคชั่นบนหน้าจอทัชสกรีนซึ่งครูคัดสรรแล้วว่าเหมาะสมสำหรับเด็กในวัยนั้นๆ
  • ลองให้เด็กได้สัมผัสกับอุปกรณ์เทคโนโลยีรุ่นแรกเริ่ม เช่น เมาส์ และแป้นพิมพ์ ร่วมกับอุปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จอทัชสกรีน
  • บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของเด็กเช่น ภาพวาดหรือการแสดงละครโดยใช้กล้องวิดีโอหรือโทรศัพท์มือถือ บันทึกภาพและเสียงของพวกเขาเก็บไว้
  • ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อทางเลือกในการเสริมทักษะการเล่าเรื่องจากความคิด เช่น สร้างสมุดภาพดิจิตอลแทนหนังสือเล่มเล็กเก็บเรื่องราวของเด็กๆ โดยให้เด็กเป็นคนเล่าเรื่อง อัดเสียงเก็บไว้

พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเสริมเติมเต็มการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ลูกได้อย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรมระบุว่า พ่อแม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีของลูกเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันโดยเฉพาะเด็กในช่วงปฐมวัย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้เด็กต่ำกว่า 3 ขวบใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ เชี่ยวชาญจากสาขาเทคโนโลยีรวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านเด็กได้ให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ถึงวิธีใช้เทคโนโลยีกับเด็กดังนี้

  • ติดตั้งอุปกรณ์จำพวกสื่อหน้าจอไว้ในบริเวณที่ผู้ใหญ่สามารถมองเห็นและควบคุมขณะเด็กใช้งานได้
  • มีส่วนร่วมในการใช้งานเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน ร่วมกับลูก คอยตั้งคำถามกระตุ้นให้เด็กรู้จักการสังเกตและเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของแอพลิเคชั่นใหม่ๆที่พวกเขาเพิ่งได้ทดลองใช้งาน ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “การสังเกตการณ์ร่วม” (Co-viewing) โดยพ่อแม่สามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งเวลาเด็กเล่นสมาร์ทโฟนหรือดูโทรทัศน์
  • เป็นตัวอย่างการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ดีให้กับลูก โดยการปิดเครื่องมือเหล่านั้นและเปิดเป็นช่วงเวลา ใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกับเด็กๆโดยปราศจากเทคโนโลยีบ้าง หรือใช้เพื่อเป็นช่องทางในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น ช่วยเด็กค้นหาข้อมูลของสัตว์หรือแมลงที่พวกเขาไปเจอ
  • จัดเวลาใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับเด็กอายุ 4 - 5 ขวบ อนุญาตให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้ครั้งละไม่เกินครึ่งชั่วโมง และไม่เกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเด็กวัย 6 - 7 ขวบ แต่หากเด็กใช้เพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าสิ่งที่เขาสนใจอาจปรับระยะ เวลาให้ยืดหยุ่นได้ตามสมควร
  • ใช้กฎ 20-20-20 คือ ใช้งานอุปกรณ์ 20 นาที พักสายตา 20 วินาที โดยมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไป 20 ฟุต หรือราว 6 เมตร แล้วกลับมาใช้ต่อ
  • ให้ความสำคัญกับเนื้อหาบนสื่อที่เด็กใช้งาน โดยพิจารณาจากคำแนะนำอายุผู้ใช้งานที่ปรากฏอยู่ในคู่มือการใช้งานแอพลิเคชั่นแต่ละตัว
  • เลือกแอพลิเคชั่นจากค่ายที่พัฒนาโปรแกรมสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ซึ่งนอกจากเด็กๆจะได้ความรู้ทางด้านวิชา การแล้ว เด็กยังได้รับความเพลิดเพลินขณะใช้งานแอพลิเคชั่นอย่างเหมาะสม อาทิ เกมทดสอบความจำ เกมตอบคำถาม เกมเลี้ยงสัตว์ เกมวาดรูป เป็นต้น
  • เลือกเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและคงทนให้เด็กใช้งานด้วยตัวเองได้
  • เลือกเทคโนโลยีที่สามารถเปิดกว้างให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แก้ปัญหา ไม่เน้นแค่การฝึกฝนเพียงอย่างเดียว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

เมื่อถึงเวลาที่ครูจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนภายในห้องเรียน ครูควรคำนึงถึงหลักการต่อไปนี้โดยรอบคอบนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้นของเด็ก

  • เลือกใช้เว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานในระดับปฐมวัยได้ ซึ่งนอกจากเด็กจะได้รับความสนุกสนานจากเกมและกิจกรรมของเว็บไซต์เหล่านี้แล้ว พวกเขายังได้เรียนรู้เนื้อหาอื่นๆไปด้วยในเวลาเดียวกัน เว็บไซต์ประเภทนี้ ได้แก่ “ABC Ya” “Cookie” “Fuel the Brain” หรือจะเป็นเว็บไซต์ที่มาจากหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมมายาว นานของดร.ซุส ชื่อ “Suessville” ซึ่งครูแทบไม่ต้องคอยควบคุมเด็กระหว่างใช้งาน เนื่องจากมีเนื้อหาที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อเด็กอย่างแท้จริง
  • ใช้แท็บเล็ตเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยครูสามารถเลือกแอพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
  • เข้าเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์สำหรับครูที่เน้นการเผยแพร่สื่อการสอน เช่น คลิปวิดีโอสาธิตการสอน คลิปเสียงบันทึกรูปภาพ เป็นต้น
  • กระตุ้นให้เด็กลองใช้จินตนาการสร้างเรื่องราวของตนเองด้วยงานศิลปะบนสื่อการเรียนรู้ดิจิตอลผ่านเว็บไซต์ ให้เด็กสร้างนิทานภาพเคลื่อนไหวเป็นของตนเอง นอกจากนี้ เนื้อหาบนเว็บไซต์จะช่วยให้เด็กได้ฝึกการใช้ภาษาควบ คู่กันไปด้วย
  • ใช้โปรแกรมนาฬิกาบนหน้าจอจับเวลาเพื่อสร้างวินัยให้กับเด็ก อีกทั้งช่วยฝึกให้เด็กรู้จักการควบคุมตนเองและทำ งานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้น
  • จัดระเบียบภายในห้องเรียนด้วยโปรแกรมการควบคุมความประพฤติจากเว็บไซต์ ใช้บันทึกคะแนนความประพฤติของเด็กที่ได้รับหลังการทำกิจกรรม ช่วยเหลือผู้อื่น หรือตั้งใจทำงาน เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถติดตั้งได้ทั้งในแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน นอกเหนือจากติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน

บรรณานุกรม

  1. Brown, Laura Lewis. (2011). When to Introduce Your Child to a Smartphone or Tablet. PBS parents. http://www.pbs.org/parents/childrenandmedia/article-when-introduce-child-smartphone-tablet.html [2014, May 22]
  2. McManis, Lilla Dale. (2009). The benefits of educational technology in the preschool classroom. The Groves school. http://www.groveschool.com/2009/12/12/the-benefits-of-educational-technology-in-the-preschool-classroom/ [2014, May 22]
  3. Naeyc. Technology and Young Children. https://www.naeyc.org/content/technology-and-young-children/preschoolers-and-kindergartners [2014, May 20]
  4. Reinen, Bevin Kateri. ECE Technology: 10 Trending Tools for Teachers. Early childhood teacher. http://www.earlychildhoodteacher.org/blog/ece-technology-10-trending-tools-for-teachers/ [2014, May 30]
  5. Slavin, Robert E. (2013). Universal Preschool: Use Innovation and Evidence to Make it Effective. http://www.huffingtonpost.com/robert-e-slavin/universal-preschool_b_2773647.html [2014, May 20]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน