หน้าหลัก » บทความ » กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัย (Young Children's Activities on the Way to School)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัย

กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน (Young Children's Activities on the Way to School) หมายถึง กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ซึ่งผู้มีหน้าที่รับส่งเด็กไปโรงเรียน อาจเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ที่รับ-ส่งเด็กจัดกิจกรรมในขณะเดินทาง จากบ้านไปถึงโรงเรียน ซึ่งเป็นเวลาช่วงเช้าประมาณ 05.00 น. – 08.00 น ในช่วงวันเปิดเรียน คือ ตั้งแต่วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ อาจใช้ยานพาหนะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถรับส่งนักเรียน หรือรถโดยสารประจำทาง เป็นกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ใช้ประโยชน์ช่วงเวลาระหว่างการเดินทาง เพื่อฝึกฝนทักษะชีวิต การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตร ประจำ วัน การสอนเรื่องความปลอดภัย การจราจร การบูรณาการด้านคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงและบูรณาการการเรียนรู้ ให้เข้ากับการเรียนตามหัวเรื่องหรือหน่วยการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียน กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัย เป็นการใช้ประโยชน์ของช่วงเวลาที่ใช้เพื่อการเดินทาง ให้เกิดประโยชน์ต่อการเสริมสร้างพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก ด้วยวิธีการที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับส่งเด็ก ได้ใช้เวลาในช่วงสำคัญนี้ในการฝึกฝนการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การพัฒนาการคิด การใช้ภาษา ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดี ตลอดจนการเชื่อมโยงและบูรณาการการเรียนรู้ตามหน่วยและเรื่องที่เด็กเรียนรู้ในโรงเรียน

กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนมีความสำคัญอย่างไร?

การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัยแต่ละวันอาจใช้เวลาที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างบ้านกับโรง เรียน และวิธีการเดินทาง เด็กบางคนอาจมีบ้านพักใกล้โรงเรียน ก็สามารถเดินทางไปโรงเรียนด้วยวิธีการเดินเท้า เด็กบางคนอาจนั่งรถโดยสารประจำทางโดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองเดินทางมาด้วย หรือบางคนอาจนั่งรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีพ่อแม่หรือผู้ ปกครองเป็นผู้ขับขี่ ไม่ว่าเด็กจะเดินทางไปโรงเรียนด้วยวิธีการใดก็ตาม ระยะเวลาของการเดินทางเป็นช่วงที่เด็กได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในระหว่างการเดินทาง ซึ่งช่วงเวลานี้ เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เขาได้พบเจอในแต่ละวัน และสิ่งเหล่านั้นล้วนมีคุณประโยชน์ต่อการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ

  • เด็กบางคนอาจเรียนรู้กฎจราจรจากการเดินทางผ่านสัญญาณไฟจราจร
  • เด็กบางคนอาจเรียนรู้วิธีการข้ามถนนจากการข้ามทางม้าลาย
  • เด็กบางคนอาจเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือคนให้ข้ามถนน
  • เด็กบางคนอาจเรียนรู้คำศัพท์ตามป้ายโฆษณาต่างๆ จากการมองเห็นป้ายที่ติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆตามเส้นทางที่เด็กผ่านไป และเห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้น

ข้อมูลต่างๆที่เด็กเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า จะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ และจะมีการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง ทำให้เด็กสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นหมวดหมู่ การกระตุ้นหรือส่งเสริมการเรียนรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครอง จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ด้วยการตั้งคำถามให้เด็กคิดอย่างหลากหลาย ผู้ใหญ่ควรถามเด็กด้วยคำถามขยายการคิด คำถามเปิดกว้างให้เด็กตอบ เช่น คำถามว่าทำไม อย่างไร เพราะอะไร สาเหตุมาจากสิ่งใด ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากการใช้คำถามแล้ว เด็กอาจสงสัยสิ่งต่างๆที่เขาได้พบเห็นอาจตั้งคำถาม พ่อแม่ผู้ปกครองควรอดทนและรอว่าเด็กถามอะไร การตอบควรเป็นการสะท้อนให้เด็กคิด ไม่ควรตอบเด็กทันที แต่ควรย้อนถามว่าเด็กคิดอย่างไร ประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างการเดินทางจะเกิดผลสูงสุด ถ้าผู้ใหญ่มีความรู้ความเข้าใจที่จะกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็ก เพื่อให้เขาสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นที่โรงเรียน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนก่อนเข้าสู่กิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรม ครูจะมีการสนทนายามเช้า ซึ่งเป็นการพูด คุยกับเด็กเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆที่เด็กได้รับก่อนมาโรงเรียน หรือประสบการณ์ระหว่างการเดินทางว่า เด็กได้ประสบกับสิ่งใดบ้าง ได้เห็นได้ยินอะไรมาบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ครูจะถามแล้วให้เด็กออกมาเล่าให้เพื่อนฟัง เช่น เด็กพบเห็นเหตุการณ์ใดบ้างในช่วงการเดินทางจากบ้านมาโรงเรียน ดังนั้น ถ้าพ่อแม่หรือผู้ปกครองได้เสริมสร้างการเรียนรู้ต่างๆระหว่างการเดิน ทางมาโรงเรียนของเด็ก จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ และนำประสบการณ์จากการเดินทางที่ได้รับเหล่านั้นมาเป็นประ สบการณ์ที่จะเป็นประเด็นการเรียนรู้ที่โรงเรียนได้ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับนี้ อาจนำมาสู่การเลือกเรื่องหรือหน่วยการเรียน รู้ที่โรงเรียนได้ เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จะเน้นว่าเรื่องที่เรียนรู้ควรมาจากความสนใจ ความต้องการของเด็ก หรือการร่วมเลือกเรื่องระหว่างครูและเด็กเป็นผู้กำหนด จึงจะเป็นการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ (Child-centered) ตามแนว ทางการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัย

กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?

ช่วงเวลาของการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัย ตามปกติแล้วเด็กจะเดินทางด้วยกันกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือหากเด็กเดินทางด้วยรถรับส่งของโรงเรียน ก็จะมีครูหรือพี่เลี้ยงร่วมเดินทางไปด้วย ดังนั้น การกระตุ้นหรือส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กระหว่างการเดินทาง อาจเป็นบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูหรือพี่เลี้ยงเด็ก แต่การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นได้ด้วยการวางแผน การกระตุ้นส่งเสริมของผู้ใหญ่ที่ร่วมเดินทางด้วย ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้วิธีการพูดคุย สนทนาเพื่อส่ง เสริมการเรียนรู้ของเด็ก สำหรับคุณค่าและประโยชน์ที่เด็กได้รับจากกิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนมีดังนี้

  • เด็กได้รับประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการจราจร การเดินทางไม่ว่าจะเดินทางไปโรงเรียนหรือไปสถานที่ใดก็ตาม เด็กจะใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถประจำทาง เป็นเรื่องของการใช้รถใช้ถนน ผู้ปกครอง พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ควรบูรณาการเรื่องของการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องให้เด็กเรียนรู้ เช่น
    • ฝึกให้เด็กรู้จักมองซ้าย มองขวา ก่อนข้ามถนน
    • การข้ามถนนตรงทางม้าลาย
    • การรอสัญญาณไฟจราจรก่อนข้ามถนน
    • รถจะวิ่งไปได้ต้องเห็นสัญญาณไฟสีเขียว
    • เมื่อเห็นสัญญาณไฟแดง รถทุกคันจะต้องหยุดก่อน เพื่อให้ทางที่มีสัญญาณไฟเขียวแล่นไปก่อน
    • เมื่อเห็นสัญญาณไฟสีเหลืองให้ระวังและหยุดรถ

    กฎจราจรต่างๆเหล่านี้ ผู้ใหญ่ควรสอนและฝึกฝนเป็นประจำ เพื่อให้เด็กได้จดจำ และซึมซับประสบการณ์ จนสามารถสร้างลักษณะนิสัยที่ดีต่อไปเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

  • เด็กจะได้เรียนรู้ที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับตนเองในขณะใช้รถใช้ถนน จากข่าวต่างๆจากหลายสื่อที่รายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยในปัจจุบัน ที่สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีความตระหนักในเรื่องพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนให้ถูกต้อง เช่น ข่าวเด็กอนุบาลถูกลืมไว้ในรถรับส่งนักเรียน จนกระทั่งเสียชีวิต เด็กเดินลงจากรถรับส่ง แต่ยังถูกรถทับเสียชีวิต หรือเด็กเดินข้ามถนนแล้วถูกรถชนหน้าบ้านของตนเอง ฯลฯ จากข่าวของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการใช้รถ ใช้ถนนของเด็ก และพฤติกรรมของบุคคลที่แวดล้อมเด็ก ที่มีส่วนทำให้เด็กได้รับอันตรายจากการใช้รถใช้ถนนเหล่านี้ ควรนำมาเป็นประเด็นในการสอนเด็ก เรื่องการรักษาความปลอดภัยให้กับตนเองในขณะใช้รถ ใช้ถนน ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กหรือพ่อแม่ที่ร่วมเดินทางไปส่งเด็กที่โรงเรียน ควรฝึกฝนในเรื่องนี้ เช่น สอนให้เด็กเดินลงจากรถให้เรียบร้อยและทันก่อนที่รถจะออก ให้เด็กมองรถก่อนข้ามถนนทุกครั้ง ครูหรือพี่เลี้ยงควรย้ำกับคนขับรถในขณะที่เด็กเดินลงจากรถ เพื่อให้เด็กปลอดภัยก่อนทุกครั้ง ครูควรเรียกชื่อเด็กและตรวจสอบว่า เด็กลงจากรถครบทุกคนก่อนที่จะปิดประตู พยายามย้ำในเรื่องความปลอดภัยก่อนขึ้นหรือลงจากรถ และการข้ามถนนของเด็ก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวของความปลอดภัย ผู้ใหญ่ควรมีสติทุกครั้งในการรับส่งเด็กไปและกลับบ้าน จะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยสามารถแก้ปัญหาได้ในที่สุด
  • เด็กจะได้รับประสบการณ์ทางด้านภาษา การเดินทางไปโรงเรียนแต่ละวัน เด็กอาจได้เห็นและได้รับประสบการณ์ทางด้านภาษา เช่น เห็นรถและสัญลักษณ์ของรถรับส่งนักเรียน ป้ายสีเหลืองที่ติดไว้ด้านหน้ารถว่ารถรับส่งนักเรียน เด็กได้เห็นป้ายโฆษณาร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า หรือคำหรือประโยคอื่นๆ หรือป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ป้ายบอกให้หยุดหรือป้ายเตือนต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ทางภาษา ที่เป็นภาษาที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเด็ก และเด็กจะได้รับประสบการณ์ทางภาษา สามารถอ่านคำต่างๆได้ถูกต้อง ก่อนที่จะไปเรียนไวยากรณ์ทางภาษา หรือการสะกดคำ พ่อแม่อาจชี้ชวนให้เด็กพูด อาจถามเด็กว่ามีใครอยู่ในรถบ้าง ลูกรักใครบ้าง เด็กอาจตอบว่ารักแม่ พ่ออาจถามต่อว่าแล้วรักใครอีก เด็กก็จะตอบว่ารักพ่อ การพูดสนทนาแบบต่อเนื่องและเชื่อมโยงให้เด็กตอบ เป็นการขยายการเรียนรู้ด้านภาษาให้กับเด็กได้อย่างกว้างขวาง หรือก่อนที่เด็กจะลงจากรถให้พูดกล่าวคำลา ทำท่าสวัสดีต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้การอ่านคำจากป้ายต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยทางภาษาให้กับเด็กอย่างสม่ำเสมอ และควรเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับเด็ก เช่น คำใดบ้างที่มีความสัมพันธ์กัน จัดประเภทของคำที่เรียนรู้เป็นกลุ่ม เช่น คำพูดเกี่ยวกับชื่อสัตว์ คำพูดที่เกี่ยวกับของใช้ คำพูดที่เกี่ยวกับสถานที่ เป็นต้น การเรียนรู้ทางด้านภาษาแบบบูรณาการทั้งการฟังการพูด การอ่านและเขียน จึงควรเป็นไปอย่างพร้อมๆกันจึงจะทำให้เด็กเกิดทักษะทางภาษาได้อย่างมั่นคง และเป็นการเรียนรู้ที่ถาวร
  • เด็กจะได้รับการฝึกฝนในเรื่องทักษะชีวิต ทักษะชีวิตจะเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนของผู้ใหญ่ ให้โอกาสเด็กได้ทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง เช่น การช่วยเหลือตนเองในการถือวัสดุอุปกรณ์การเรียน การรับผิดชอบถือกระเป๋า การช่วยเหลือเรื่องการแต่งกาย การติดกระดุมเสื้อ การผูกเชือกรองเท้า การฝึกฝนสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ในขณะเด็กเดินทางไปโรงเรียน ให้เด็กรับ ผิดชอบ โดยพ่อแม่หรือผู้ปกครองให้กำลังใจและกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก อาจมีพ่อแม่บางคนสอนให้ลูกแปรงฟันด้วยตน เองขณะที่นั่งรถไปโรงเรียน พ่อแม่บางคนอาจให้เด็กเรียนรู้วิธีการจับช้อน ส้อม และหัดรับประทานอาหารเช้าขณะนั่งรถไปโรงเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะชีวิตที่เป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นการฝึกหัดให้เด็กช่วยเหลือตนเองและมีความรับผิดชอบในขั้นพื้นฐาน
  • เด็กจะได้รับการฝึกฝนในเรื่องความมีวินัยขณะเดินทางไปโรงเรียน นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้วินัยด้านการจราจรแล้ว ความมีวินัยในตนเองควรได้รับการส่งเสริม เช่น การสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อสัมภาระต่างๆที่เป็นของตนเอง การรับผิดชอบถือกระเป๋า วัสดุอุปกรณ์การเรียน ให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดพื้นที่บนรถ การเดินแถวขึ้นหรือลงจากรถ การไม่ยื้อแย่งกันขึ้นหรือลงจากรถ การช่วยเหลือเพื่อนขณะขึ้น ลง รถ เพื่อให้มีความปลอดภัย
  • การได้รับการปลูกฝังและส่งเสริมคุณลักษณะที่ดี การส่งเสริมให้เด็กรู้จักการเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือถือสัมภาระ กระเป๋านักเรียนของเพื่อน การช่วยพยุงเพื่อเวลาขึ้นรถ การสอนให้เด็กรู้จักเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นในการใช้รถร่วมกันในกรณีใช้รถประจำทางเป็นยานพาหนะไปโรงเรียน นอกจากนี้การส่งเสริมคุณธรรมด้านการเสียสละ การให้ จะเกิดขึ้นในกรณีที่เห็นผู้พิการ หรือคนชราขึ้นรถ ก็ควรสอนให้เด็กรู้จักเสียสละที่นั่งให้กับบุคคลเหล่านั้น หรือการเห็นผู้อื่นเสียสละ ก็ควรสอนให้เด็กชื่นชมกับการกระทำความดีของบุคคลนั้นด้วย หรือในกรณีที่เห็นผู้อื่นมีสัมภาระอาจสอนให้รู้จักช่วยเหลือถือสัมภาระเหล่านั้นให้กับผู้อื่นด้วย คุณธรรมต่างๆเหล่านี้เป็นการปลูกฝังให้เกิดกับเด็ก โดยเน้นการให้มีการปฏิบัติจริงด้วยตัวของเด็กเอง ก็จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงมากที่สุด

ครูส่งเสริมกิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนให้เด็กอย่างไร?

แม้ว่ากิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง แต่ครูปฐมวัยจะจัดกิจ กรรมเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เด็กดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การจัดกิจกรรมสนทนายามเช้า เป็นกิจกรรมที่ครูปฐมวัยจัดทุกวันก่อนเข้าสู่กิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรม ซึ่งได้แก่ กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมกลางแจ้ง และเกมการศึกษา กิจกรรมสนทยายามเช้าจะเป็นการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประสบการณ์ของเด็กที่ได้รับก่อนเข้ามาสู่รั้วโรงเรียน เป็นการสนทนาเชื่อมโยงถึงสิ่งที่เด็กได้รับรู้และการประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ขณะที่เด็กเดินทางจากบ้านมาโรงเรียน เด็กอาจได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆแล้วนำมาเล่า ประโยชน์จากกิจกรรมที่เด็กปฏิบัติ หรือได้รับจากการเดินทาง ก็จะถูกดึงมาเชื่อมโยงให้เข้ากับกิจกรรมสนทนายามเช้าที่โรงเรียนทุกวัน กิจกรรมสนทนายามเช้าจึงเป็นกิจกรรมที่ครูปฐมวัยจัด เพื่อทบทวนประสบการณ์เดิมของเด็กในแต่ละวัน ทำให้เด็กสามารถนำประสบการณ์มาเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะเรียนรู้อย่างเป็นทางการที่โรงเรียน
  • การสนทนากับเด็กเพื่อเลือกเรื่อง/หน่วยการเรียนรู้ บางครั้งหน่วยหรือเรื่องที่นำมาจัดการเรียนรู้อาจมาจากความสนใจของเด็ก การพูดคุยและสนทนากับเด็ก และเด็กร่วมกันเสนอ ประเด็นการสนทนาจึงอาจเป็นเรื่องที่เด็กได้รับประสบ การณ์จากการเดินทางจากบ้านมาโรงเรียน เช่น ระหว่างการเดินทาง เด็กเห็นช้างเดินอยู่บนถนน แล้วเด็กหลายคนมีความสน ใจว่าอยากเรียนรู้เรื่องช้าง หรือเด็กอาจเห็นขยะเกลื่อนกลาดอยู่บนถนน แล้วต้องการเรียนรู้หน่วยขยะ เป็นต้น ประโยชน์จากประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการเดินทางมาโรงเรียน ครูปฐมวัยจึงส่งเสริมจัดให้เป็นหัวเรื่องและหน่วยการเรียน เพื่อจะได้ขยายประสบการณ์ในการเรียนรู้เรื่องที่เด็กสนใจให้กว้างขวาง และลุ่มลึกตามความสนใจของเด็ก
  • นำความคิดรวบยอดในเรื่องที่เด็กได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน มาบูรณาการการเรียนรู้กับหน่วยการเรียนปกติ บางครั้งการเรียนรู้ประจำหน่วยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อาจนำประเด็นที่เด็กเรียนรู้ในกิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนมาเชื่อมโยง เพื่อเพิ่มพูนทักษะต่างๆให้กับเด็ก และช่วยสร้างความคิดรวบยอดของเด็กให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
    • ในหน่วยการจราจร เมื่อเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้รถ ใช้ถนน ครูอาจเชื่อมโยงเหตุการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เด็กได้เห็นมา เพื่อให้เด็กได้ยกตัวอย่างที่เป็นประสบการณ์ตรง มากกว่าการที่ครูจะพูดหรือบรรยายให้เด็กฟัง หรือเล่าเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของเด็ก
    • หรือการเรียนรู้ในหน่วยอาหารดีมีประโยชน์ ครูอาจสนทนากับเด็กเกี่ยวกับรายการอาหารเช้าที่เด็กรับประทาน และเชื่อม โยงให้เด็กได้เรียนรู้ว่า รายการที่เด็กรับประทานมีประโยชน์อย่างไร มีรายการอาหารประเภทใดที่ควรหรือไม่ควรรับประ ทานหรือควรหลีกเลี่ยง
    • หรือการเรียนรู้เกี่ยวกับหน่วยสัตว์ อาจเชื่อมโยงถึงเรื่องสัตว์ที่เด็กได้พบเห็นขณะเดินทางมาโรงเรียน เช่น เด็กอาจพบเห็นช้างที่เดินบนถนน เด็กอาจเห็นวัวหรือควาย หรือสัตว์อื่นๆ การเชื่อมโยงการเรียนรู้ดังกล่าว ที่เป็นการเรียนรู้ตามสภาพจริงของเด็ก จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตามสภาพจริง และมีความหมายต่อเด็กได้เป็นอย่างดี และเด็กจะจดจำและเกิดทักษะต่างๆที่เรียนได้ค่อนข้างถาวรและยาวนาน
  • ใช้ประโยชน์พื้นฐานความรู้ที่เด็กได้เรียนรู้จากกิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พื้น ฐานของเด็กในเรื่องที่เรียนรู้ และประเมินผลก่อนเข้าสู่กิจกรรมประจำหน่วย การเรียนรู้ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือเรื่องใดก็ตาม การทราบข้อมูลพื้นความรู้ของเด็ก เพื่อประเมินว่าเด็กมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด ครูปฐมวัยสามารถตรวจสอบโดยการทบทวนประสบการณ์เดิมของเด็ก มีความรู้บางอย่างที่เด็กได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน และข้อมูลนี้ครูจะนำมาใช้เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมให้มีความท้าทายและกระตุ้นความสนใจของเด็ก เมื่อรับรู้ว่าเด็กมีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว ก็จะได้วางแผนและสร้างกิจกรรมอื่นๆที่เด็กอยากเรียนรู้ต่อไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความรู้ความสา มารถที่เด็กมีอยู่แล้วจะใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ของครู และสร้างกิจกรรมให้มีความน่าสนใจต่อ ไป

พ่อแม่ ผู้ปกครองจัดกิจกรรมให้ลูกระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างไร?

กิจกรรมระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กปฐมวัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ ผู้ปกครองโดยตรง เนื่องจากบทบาทในการรับส่งเด็กไปโรงเรียนเป็นหน้าที่และภาระโดยตรง ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงเป็นผู้เสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถในด้านต่างๆ ดังนี้

  • พ่อแม่ ผู้ปกครองควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็ก เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละวัย ควรรู้ว่าเด็กในแต่ละวัยมีความสนใจ ความต้องการ หรือมีความสามารถในระดับใด การพูดหรือการสนทนาควรใช้ภาษาที่สอดคล้องกับวัยของเด็ก ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งพบว่าในปัจจุบันผู้ปกครองส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อการเสริม สร้างพัฒนาการของเด็ก โดยการเข้ารับการอบรม การสัมมนา และเข้าร่วมประชุม เพื่อได้รับการพัฒนาความรู้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง เช่น การประชุมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กในฐานะเป็นผู้ปกครอง ซึ่งทางโรงเรียนจัดขึ้นประมาณ ปีละ 2 ครั้ง การจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับดูแลสุขภาพและโภชนาการเด็ก ที่หน่วยงานหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กจัดขึ้น โดยการเชิญวิทยากรเฉพาะด้านมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็นที่เกี่ยวกับอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ทั้งในด้านสุขภาพและพัฒนาการด้านต่างๆ
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองควรมีพื้นความรู้เกี่ยวกับการสนทนาและการใช้คำถามสำหรับเด็ก การใช้ปฏิสัมพันธ์อย่างสร้าง สรรค์กับเด็ก การใช้คำถามระดับสูง เช่น การถามให้เด็กคิดวิเคราะห์ คำถามให้คิดแก้ปัญหา การถามให้สังเคราะห์ ให้คิดไตร่ตรอง คำถามให้คิดแบบมีเหตุผล ถามให้คิดประเมินค่า ซึ่งคำถามต่างๆเหล่านี้ ผู้ใหญ่ควรเรียนรู้และศึกษาก่อนล่วงหน้าด้วยวิธีการศึกษาจากสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีระบบออนไลน์ทุกๆเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ เช่น ระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน เด็กอาจพบช้าง พ่อแม่อาจถามเด็กว่า ช้างมีลักษณะอย่างไร มีสัตว์ชนิดใดบ้างที่มีจำนวนขาเท่ากับช้าง มีสัตว์ชนิดใดบ้างที่มีขนาดลำตัวใกล้เคียงกับช้าง งวงช้างมีลักษณะเหมือนกับอะไร ซึ่งคำถามที่เป็นคำถามแบบปลาย เปิด จะทำให้เด็กมั่นใจในการตอบและสร้างความเชื่อมั่นได้อีกด้วย
  • พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรใช้สถานการณ์จริงเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็ก โดยพยายามนำสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้เด็กเรียนรู้ เช่น นำสถานการณ์การยื้อแย่งที่นั่งบนรถเมล์มาสอนเรื่องพฤติกรรมการเสียสละหรือการเอื้อเฟื้อ การยกตัวอย่างคนเดินข้ามถนนที่ไม่ถูกต้องมาสอนเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้รถ ใช้ถนน เป็นต้น
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยการเสริมแรงอย่างถูกต้อง เช่น การชมเชยเด็กที่มีพฤติกรรมเสียสละ และยกตัวอย่างให้เพื่อนชื่นชม จะทำให้เด็กกระทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ชมเชยเมื่อเด็กเสีย สละที่นั่ง เด็กช่วยเหลือเพื่อนถือสิ่งของตอนขึ้นบนรถ เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

วัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี เป็นช่วงระยะที่สำคัญที่สุดของการสร้างเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ช่วงระยะเวลาของวัยก่อนเข้าโรงเรียนนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการเป็นไปตามวัย และสอดคล้องกับศักยภาพในการพัฒนาของเด็กแต่ละคน ในสภาพของสังคมในปัจจุบัน ทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบท ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กในระดับปฐมวัยต่างๆ ให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัย วิธีการเรียนรู้ของเด็ก การส่งเสริมและการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู พี่เลี้ยงเด็ก บุคคลดังกล่าวนี้ เป็นผู้เสริมสร้างการเรียนรู้ จัดกิจกรรมและปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อพัฒนา การเด็กในแต่ละช่วงวัย

บรรณานุกรม

  1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2547). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  2. Brewer,J.A. (2007). Introduction to Early Childhood Education.6th ed. New York: Pearson Education, Inc.
  3. Nutbrown, Cathy, Clough, Peter and Selbie, Philip. (2008). Early Childhood Education. London : SAGE Publications, Ltd.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน