หน้าหลัก » Blogs » คนไทยตื่นตัว เร่งเรียนภาษาจีน (ตอนที่ 3)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนของจีนค่อนข้างสลับซับซ้อน ความหลากหลายของภาษาพูดมีวิวัฒนาการเร็วช้าต่างๆ กัน แต่ภาษาเขียนมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยภาษาจีนต้นแบบดั้งเดิม (Classics) ได้รับการบันทึกลงบนเปลือกหอย กระดองเต่า หรือกระดูกวัว (Oracle bones) ย้อนหลังไประหว่าง ศตวรรษที่ 14 ถึง 11 ก่อนคริสต์กาล ในราชวงศ์ซ้ง (Shang)

อักขระ (Character) จีนมีวิวัฒนาการมายาวนาน โดยที่ 4% ของจำนวนอักขระมีลักษณะเป็นรูปภาพ (Pictograph) และอีก 80 – 90% พัฒนามาจาก 124 “รากคำ” (Radical) ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่มีความหมาย (Semantic) กับส่วนที่ออกเสียง (Pronunciation) โดยอักขระดั้งเดิมนั้นใช้หางพู่กันตวัดเป็นภาพศิลปะ (Calligraphy)

อักขระจีน มี 2 ระบบ โดยที่ระบบดั้งเดิม (Traditional) ยังใช้ในฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า และบางชุมชนชาวจีนในสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น (Han) ส่วนระบบที่ใช้ในจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ (Mainland China) นั้น รัฐบาลจีนได้พัฒนาให้ง่ายขึ้น (Simplified) ในปี พ.ศ. 2497 โดยลดจำนวนขีดจากการตวัดปลายพู่กัน (Glyphs) ให้เหลือน้อยลง เพื่อส่งเสริมประชาชนให้อ่านออกเขียนได้ในระดับมวลชน (Mass literacy)

สิงคโปร์ซึ่งมีคนจีนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นประเทศแรก (และประเทศเดียวในปัจจุบัน) นอกผืนแผ่นดินใหญ่ ที่รับระบบอักขระจีนที่ง่ายขึ้นเป็นทางการ และได้กลายเป็นมาตรฐานที่แท้จริง (de facto) สำหรับชาวจีนรุ่นใหม่ที่เป็นชนส่วนน้อย (Ethnic) ในมาเลเชีย ปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตได้สร้าง “เวทีพื้นฐาน” (Platform) เพื่อฝึกหัดการอ่านอักขระทั้ง 2 ระบบ

ชาวจีนที่มีการศึกษาดีทุกวันนี้ สามารถอ่านอักขระจีนได้ 5,000 – 7,000 ตัว โดยที่ประมาณ 3,000 ตัวเท่านั้นที่จำเป็นต่อการอ่านหนังสือพิมพ์จีนบนพื้นแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลจีนได้นิยามคำว่า “อ่านออกเขียนได้” ไว้ที่ 2,000 ตัวเป็นขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการใช้งาน (Functional literacy) พจนานุกรมขนาดใหญ่ อาทิ กวางสี (Kangxi Dictionary) บรรจุจำนวนอักขระไว้กว่า 40,000 ตัว รวมทั้ง ตัวที่ไม่ทราบแหล่งที่มา (Obscure) แผลงมาจากตัวอื่น (Variant) ตัวที่พบไม่บ่อย (Rare) และตัวที่ใช้ในสมัยโบราณ (Archaic) แต่ในปัจจุบัน อักขระเหล่านี้เหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 4

โครงสร้างของการออกเสียง (Phonological) ของแต่ละพยางค์ (Syllable) ประกอบด้วยสระ (Vowel) ซึ่งอาจะเป็นสระเดี่ยว(Monophthong) สระควบ (Diphthong) หรือสระควบกล้ำ 3 ตลบ (Triphthong) และพยัญชนะ (Consonant) ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ (Optional) รวมทั้งเสียงสูงต่ำ (Tone)

ภาษาจีนมีจำนวนสำเนียงที่พูดแตกต่างกันตามภาษาท้องถิ่น (Dialect) มาก แต่โดยทั่วไปแล้วมีแนวโน้มที่จะลดลง โดยเฉพาะในภาษาจีนกลาง (Middle Chinese) ซึ่งมีคำหลายพยางค์ (Multisyllabic) มากกว่าภาษาท้องถิ่นอื่นๆ กล่าวคือนับพันคำ (รวมคำแผลง) แต่ก็นับเป็นเพียง 1 ใน 8 ของจำนวนคำหลายพยางค์ในภาษาอังกฤษ

ภาษาจีนมีเสียงสูงต่ำ (Tones) บางภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศอาจน้อยมีเพียง 3 ระดับ ในขณะที่บางภาษาท้องถิ่นทางใต้ของประเทศ มีถึง 6 หรือ 10 ระดับ ขึ้นอยู่กับการนับ ยกเว้นภาษาถิ่นเซี่ยงไฮ้ (Shanghainese) ซึ่งได้ลดระดับเสียงเหลือเพียงระบบสำเนียง 2 ระดับ (Two-toned pitch accent) เหมือนภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่

แหล่งข้อมูล

  1. อบจ.หนองคาย ลงนามเรียนรู้ภาษาจีนสู่อาเซียน - http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000026935&Keyword=%a1%d2%c3%c8%d6%a1%c9%d2 [2013, March 16].
  2. Chinese language - http://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_language [2013, March 16].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน