หน้าหลัก » Blogs » คนไทยตื่นตัว เร่งเรียนภาษาจีน (ตอนที่ 4)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ภาษาจีนไม่มีระบบเขียนคำอ่าน (Phonetic transcription) ที่เป็นมาตรฐานกลาง (Uniform) จนกระทั่งถึง กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้ว่า รูปแบบการออกเสียง (Enunciation pattern) ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือการออกเสียง [สูงต่ำและจังหวะ] (Rime book) และพจนานุกรมยุคเริ่มต้น

ในสมัยนั้น นักแปลชาวอินเดียรุ่นแรกๆ ที่เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤต (Sanskrit) และ บาลี (Pali) เป็นกลุ่มแรกที่พยายามอธิบายเสียงและการรูปแบบการออกเสียงของภาษาจีน เป็นภาษาต่างประเทศ หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 ความพยายามของบาทหลวงเผยแพร่ศาสนา (Missionary) จากโลกตะวันตก ยังผลให้เกิดระบบเขียนภาษาท้องถิ่นจีนกลางนานจิง (Nanjing Mandarin) ด้วยลาตินขั้นรากฐาน (Rudimentary Latin transcription) [กล่าวคือใช้อักขระภาษาอังกฤษเขียนเป็นคำอ่าน]

คนส่วนใหญ่ เข้าใจว่า จีนเป็นภาษาที่มีพยางค์โดด (Monosyllabic) แต่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงบางส่วน เมื่ออธิบายถึงภาษาจีนกลาง (Mandarin or Middle Chinese) อาทิ ในภาษาต้นแบบดั้งเดิม (Classics) 90% ของคำที่มีพยางค์เดียวและอักขระ (Character) ตัวเดียว แต่ยังเป็นความใจที่คลาดเคลื่อน เมื่อพูดถึงภาษาจีนที่หลากหลายในปัจจุบัน [ภาษาจีนได้กลายเป็นภาษาที่หลายพยางค์] ยกเว้นบางส่วนของภาคใต้จีนที่ยังคงยึดมั่นอนุรักษ์นิยม (Conservative) ในบรรดาคำพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ในภาษาจีนกลางสมัยใหม่ คำนาม (Noun) คำคุณศัทพ์ (Adjective) และคำกริยา (Verb) ส่วนมากมีสองพยางค์ (Disyllabic) เนื่องจากสำเนียงเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับกาลเวลา ในทิศทางที่ลดจำนวนคำที่มีพยางค์เดียว ในภาษาจีนกลางปัจจุบัน มีคำพยางค์เดียวเพียง 1,200 คำ รวมทั้งเสียงสูงต่ำที่แตกต่างกัน (Tonal distinction) เมื่อเปรียบเทียบกับประมาณ 5,000 คำในภาษาเวียดนาม (ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นคำพยางค์เดียว) และจำนวน 8,000 คำในภาษาอังกฤษ

ภาษาจีนเป็นภาษาวิเคราะห์ (Analytical) ที่มีโครงสร้างประโยค (Syntax) และความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์ (Grammar) ที่มีหน่วยย่อยสุดของคำ (Morpheme) แยกต่างหาก มิใช่ผูกด้วยคำต่อหน้า (Prefix) หรือคำต่อท้าย (Suffix) และไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบของคำ เพื่อแสดงหน้าที่ (Function) ในแต่ละประโยค

หน่วยย่อยสุดของคำดังกล่าวมักมีพยางค์เดียวเป็นคำโดด แต่ก็มีคำประกอบจำนวนไม่น้อยที่มีหลายพยางค์ (Multi-syllabic compounds) ซึ่งคล้ายคลึงกับความคิดดั้งเดิมของโลกตะวันตกของ “คำ” (Word) แต่ “คำ” ในภาษาจีนอาจประกอบด้วยอักขระย่อยสุด (Character-morpheme) เดียว หรือ 2 - 3 หน่วยก็ได้

ภาษาจีนไม่มีการเปลี่ยนคำเพื่อแสดงประเภทของไวยากรณ์ (Grammatical inflections) อาทิ กาลเวลา (Tenses) วาจก (Voices) หรือพจน์ (Number) [กล่าวคือ เอกพจน์หรือพหูพจน์] แต่ก็มีการแยกเพศ (G ender) ในภาษาเขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนใหม่ในปัจจุบัน เพราะในภาษาจีนดั้งเดิมนั้น การออกเสียงอักขระเหมือนกันไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย

ในภาษาจีน ลำดับประโยคเป็นไปตาม ประธาน-กริยา-กรรม เหมือนโครงสร้างประโยคในภาษาอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก ภาษาจีนยังมีคำขยายความ (Classifier) จำนวนมาก

ในภาษาจีนกลางที่เป็นทางการ มีคำพยางค์เดียว (Mono-syllable) เพียง 400 คำในภาษาพูด แต่มากกว่า 10,000 ตัวอักขระในภาษาเขียน ดังนั้นจึงมีจำนวนที่ออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน (Homophones) มากมาย โดยที่สามารถแยกแยะความแตกต่างด้วยเสียงสูงต่ำ (Tone) 4 ระดับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการแยกแยะตามบริบทหรือวลีที่เฉพาะเจาะจง

แหล่งข้อมูล

  1. อบจ.หนองคาย ลงนามเรียนรู้ภาษาจีนสู่อาเซียน - http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000026935&Keyword=%a1%d2%c3%c8%d6%a1%c9%d2 [2013, March 17].
  2. Chinese language - http://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_language [2013, March 17].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน