หน้าหลัก » Blogs » ครูปฐมวัย - พันธุ์ใหม่มืออาชีพ ตอนที่ 123 : โครงงานในชั้นเรียนคละ (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


รูปแบบการสอนในชั้นเรียนคละ

โครงงาน (Project) เป็นวิธีการของแท้แต่ดั้งเดิม (Authentic) ในการเรียนรู้จากการค้นหา (Discovery) โดยบูรณาการความคิด และแนวความคิด (Concept) ให้เข้ากับหลักสูตร แล้วนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง ตัวอย่างเช่น เด็กใช้คณิตศาสตร์ในการ (1) แสดงสถิติ ในวรรณกรรม (Literature) ทุกประเภท ที่เกี่ยวกับโครงาน (2) วิจัยหัวข้อที่สนใจ และ (3) วัดผลงานการวิจัย

โครงงานมิใช่ของใหม่ เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว เราสามารถแกะรอยย้อนหลังไปถึงสมัยจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) และตั้งอยู่บนความคิดและแนวปฏิบัติตามทฤษฎีรังสรรค์ (Constructivism) โดยที่เขาและภรรยาได้พัฒนาวิธีการนี้อยู่หลายปีที่โรงเรียนสาธิตดิวอี้ (Dewey’s Laboratory School) ณ มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ในสหรัฐอเมริกา

เพื่อนร่วมงานของดิวอี้ชื่อ วิลเลี่ยม คิลแพททริค (Kilpatrick) ได้วิวัฒนาวิธีการนี้จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย และครูสมัยนั้นสามารถเข้าถึงวิธีการนี้ได้โดยง่าย วิธีการดังกล่าวกำหนดให้เด็กแต่ละคนภายในชั้นเรียน (เป็นกลุ่มเล็ก แต่บางครั้งก็เป็นกลุ่มใหญ่ทั้งชั้น) ทำการสืบเสาะ (Investigation) เพื่อค้นหาคำตอบต่อคำถามในหัวข้อที่เด็กสนใจและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้

วิธีการโครงงาน สามารถใช้ในโปรแกรมใดๆ สำหรับเด็กปฐมวัย เพียงแต่จัดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉง (Active) ในการสำรวจอย่างลึกซึ้ง ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่สามารถบูรณาการเข้ากับหลักสูตร ผ่านการดำนินการ (Progress) เป็นขั้นตอน (Phase) ตั้งแต่คัดเลือก สืบเสาะหัวข้อ และลงเอยด้วยกิจกรรมขั้นสุดท้ายที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้

เด็กๆ ร่วมมือกัน (Collaborative) ในการแสวงค้นหาคำตอบ ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบครอบจักรวาล (Universal design) สำหรับการเรียนรู้ โดยทำให้ชั้นเรียนและการสอนง่ายต่อการเข้าถึงของเด็กทุกคน โดยเฉพาะในแง่ของข้อมูล เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมและสามารถสาธิต (Demonstrate) ด้วยหลากหลายวิธีในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ส่วนบทบาทของครูปฐมวัยในโครงงานได้แก่

  1. อำนวยความสะดวกในการสืบเสาะของเด็กและการทำโครงงาน เมื่อเด็กได้เริ่มต้นแสดงความคิดอ่าน
  2. ให้การสนับสนุนพฤติกรรมและการทำงานของเด็ก เมื่อเด็กเริ่มรับผิดชอบต่อกิจกรรมของโครงงาน
  3. ส่งเสริมให้เด็กตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในโครงงาน
  4. ให้คุณค่าแก่แรงจูงใจภายใน (Intrinsic motivation) เพื่อให้เด็กทำงานอย่างอิสระ และพึ่งพาตนเอง
  5. จัดให้สภาพแวดล้อมในชั้นเรียน (รวมทั้งเทคโนโลยี) ที่พร้อมด้วยวัสดุอุปกรณ์ซึ่งเหมาะสมและจำเป็น
  6. จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสม ที่อุดมด้วยการเรียนรู้จากโครงงาน อาทิ การช่วยคัดเลือกเอกสารให้เด็กอ่าน การพาเด็กไปทัศนศึกษาในภาคสนาม การเชิญพ่อแม่และสมาชิกสังคมจากภายนอก มาพูดคุยและแนะนำเด็กในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน เป็นต้น

แหล่งข้อมูล

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Project approach - http://www.projectapproach.org/project_approach.php [2014, June 5].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน