หน้าหลัก » Blogs » ครูปฐมวัย - พันธุ์ใหม่มืออาชีพ ตอนที่ 38 : แนวทางการสอนบนพื้นฐานของสมอง

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ครูปฐมวัยยึดแนวทางการสอนบนพื้นฐานของสมอง โดยสะท้อนบทสรุปของพัฒนาการเด็กและผลกระทบ (Implications) ดังต่อไปนี้

  • พัฒนาการเด็ก หล่อหลอม (Shape) โดยปฏิสัมพันธ์อย่างมีพลวัตร (Dynamic) และต่อเนื่อง ระหว่างชีววิทยา และประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น จากแรกเกิด ถึงอายุ 8 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่งในเรื่องสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโภชนาการ (Nutrition) การกระตุ้นของสมอง สายสัมพันธ์รัก (Affectionate relationship)กับพ่อแม่และผู้อื่น และโอกาสแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนอิทธิพลสภาพแวดล้อมอื่นๆ (อาทิ ครอบครัว โรงเรียน และเพื่อนฝูง) ที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก
  • วัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อทุกมิติของพัฒนาการมนุษย์ และสะท้อนถึงความเชื่อและการปฏิบัติในการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งได้รับการออกแบบ (Design) เพื่อส่งเสริมการปรับตัวที่สอดคล้องกับสุขภาพที่ดี ตัวอย่างเช่น อาหารทุกชนิดที่พ่อแม่ป้อนลูก วิธีสร้างวินัย (Discipline) และความเชื่อในเรื่องความสำคัญของการศึกษาบนพื้นฐานของความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติในทางวัฒนธรรม
  • การเติบโตไปพร้อมกับการรู้จักควบคุมตนเอง (Self-regulation) คือ “เสาเอก” (Cornerstone) ของพัฒนการเด็กปฐมวัย ที่แสดงออกในรูปของนานาพฤติกรรม (Domains of behavior) ตัวอย่างเช่น เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเอง โดยอาศัยความช่วยเหลือจากพ่อแม่และครู ผู้ให้คำแนะนำในการตัดสินใจ
  • เด็กมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเอง สะท้อนแรงผลักดันภายใน (Intrinsic drive) เพื่อสำรวจและควบคุม (Master) สภาพแวดล้อม แรงผลักดันดังกล่าว จะเห็นได้ชัดในวัยเตาะแตะ (Toddler) ที่เป็น “เจ้าสำรวจ” (Explorer) สิ่งของต่างๆ รอบข้าง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และผลกระทบของความสัมพันธ์ดังกล่าวต่อเด็ก เป็นการ “ต่อยอด” (Building block) ของพัฒนาการเด็กที่แข็งแรง ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง มักพัฒนาทัศนคติดในเชิงบวกต่อการอ่าน รวมทั้งมีความทรงจำที่ดีต่อการอ่านด้วย
  • แม้ว่า ประสบการณ์ของเด็กปฐมวัย จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง แต่เด็กก็ยังล่อแหลม (Vulnerable) ต่อความเสี่ยงตลอดปฐมวัย จนย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (Adulthood) ตัวอย่างเช่น ส่วนใหญ่ของสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อพัฒนการสมองที่แข็งแรง เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ความกดดันที่เป็นพิษ” (Toxic stress) อันเป็นผลจากตัวสร้างความกดดันในเชิงลบ (Negative stressor) อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม (Abuse) ถูกละเลย (Neglect) และปราศจากความรักและความเอ็นดู (Affection) ตัวสร้างความกดดันเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนสารเคมีในสมอง (Brain chemistry) และมีผลกระทบต่อพฤติกรรม นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมครูปฐมวัยและนักวิชาชีพอื่นๆ ต้องช่วยกันปกป้องเด็กจากอันตรายจากตัวสร้างความกดดัน?

แหล่งข้อมูล

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Stressor - http://en.wikipedia.org/wiki/Stressor [2013, November 18].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน