หน้าหลัก » Blogs » ครูปฐมวัย - พันธุ์ใหม่มืออาชีพ ตอนที่ 91 : ชั้นเรียนคละ - อดีตและปัจจุบัน (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ชั้นเรียนคละ

ความพยายามครั้งแรกที่อธิบายความผิดปรกติทางจิตใจ (Mental disorder) ปรากฏในวารสารการแพทย์ชื่อ Rush’s Medical Inquiries and Observation) ในปี พ.ศ. 2348 และอีก 40 ปีต่อมา เฮนริค ฮอฟแมน (Heinrich Hoffman) เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับลูกชายของเขา ซึ่งไม่สามารถหยุดการสั่นมือด้วยความกังวล (Fidgeting) หรือขาดสมาธิในการทำงาน

ในช่วงทศวรรษ 1890 (พ.ศ. 2433) มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) ทำงานกับเด็กที่ได้รับการตราหน้าจากสังคมว่า “ไม่อาจให้การศึกษาได้” (Un-educatable) หรือพิการ (Defective) เธอได้ดัดแปลงวิธีการสอนที่สนองต่อความต้องการเฉพาะ (Tailor-made) ของเด็กเหล่านี้ ทำให้เด็กสามารถสอบผ่านข้อสอบมาตรฐานของรัฐ (State board examination) ด้วยคะแนนสูง [อย่างไม่น่าเชื่อ ในสมัยนั้น]

ในช่วงทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2463) นักวิจัยแยกแยะการบำบัด (Intervention) เฉพาะผู้บกพร่องในการอ่าน (Reading disability) และช่วงทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มวางนโยบายสำหรับรูปแบบการศึกษา ความช่วยเหลือ และการฝึกหัดครูที่สนองตอบความต้องการของเด็กที่บกพร่องในการเรียนรู้ (Learning disability: LD)

ทุกวันนี้ การมีชั้นเรียนคละ [ของเด็กที่บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจร่วมกับเด็กปรกติ] การเยียวยา (Medication) และการบำบัดรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลาย เป็นความพยายามที่จะรองรับ (Accommodate) เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ครูปฐมวัยสามารถช่วยเหลือเด็กที่มีความแตกต่างในชั้นเรียนได้ดังนี้

  • อธิบายความแตกต่างที่พบเห็นในชั้นเรียน ให้เด็กปรกติเข้าใจเพื่อนที่มีสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (Attention deficit hyperactivity disorder : ADDHD) เด็กออทิสติก (Autism) และเด็กที่บกพร่องในการเรียนรู้
  • ศึกษาค้นหาแนวทางรักษา อาทิ รูปแบบของการประเมินผลและรักษาเด็กที่มีพัฒนาการช้า DIR (= Developmental, Individual-difference, Relationship-based) เทคโนโลยีที่อนุเคราะห์ (Assistive technology) อาทิ แป้นพิมพ์ทางเลือก (Alternative keyboard) ซอฟต์แวร์การพูดจากบทเรียน (Text-to-speech)และการบำบัดการฟัง (Listening therapy)
  • พร้อมที่จะพูดคุยกับพ่อแม่ในเรื่องความต้องการพิเศษ สนองตอบการร้องขอ คำถาม และความกังวลในลักษณะที่เข้าใจความรู้สึกอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาและคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน
  • ร่วมมือกับนักวิชาชีพทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญในการทำงานกับเด็กบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งรวมทั้งนักอาชีวบำบัด (Occupational therapist) นักกายภาพบำบัด (physical therapist) นักแก้ไขการพูด (Speech pathologist) ครูแนะแนว (Counselor) และผู้สอนพิเศษ (Tutor) เป็นต้น

แหล่งข้อมูล:

  1. Morrison, George S. (2014). Fundamentals of Early Childhood Education (7th Ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education, Inc.
  2. Inclusion (education) - http://en.wikipedia.org/wiki/Inclusion_%28education%29 (2014, March 23].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน