หน้าหลัก » บทความ » ความคาดหวังของผู้ปกครองเมื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล (Expectations of Parents When Enrolling Their Children in Kindergartens)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความคาดหวังของผู้ปกครองเมื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล (Expectations of Parents When Enrolling Their Children in Kindergartens) หมายถึง ความปรารถนาหรือการตั้งเป้าหมายของผู้ปกครองว่า เมื่อลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลแล้ว ลูกจะต้องมีคุณสมบัติและความสามารถต่างๆตามที่ต้องการ เช่น สามารถอ่าน คัด เขียน คำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งให้การศึกษาควบคู่กับการให้การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ให้มีพัฒนา การแบบองค์รวมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เป็นไปตามวัยอย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้การบริหารจัดการด้านหลักสูตร ที่มีความเหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้กับเด็กในวัยนี้ ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการร่วมมือกับครูและโรง เรียน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้ในระดับปฐมวัย ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะพัฒนาการการเรียนรู้และความคาดหวังของผู้ปกครอง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การจัดการศึกษาในวัยนี้ ประ สบความสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีคุณภาพ

ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างไร?

พ่อแม่เป็นผู้ให้การดูแลเบื้องต้นแก่เด็ก สนับสนุนป้องกัน แนะนำเด็กในฐานะผู้ปกครอง และพร้อมร่วมมือกับโรง เรียนและครู ในการให้การส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เป็นไปตามวัย และตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงมี ดังนั้น ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในปัจจุบันจึงมีบทบาทสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพในทุกด้านร่วมกับสถานศึกษาไปพร้อมๆกัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งขาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่3) พ.ศ. 2553 มาตรา 8 (2) กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมาตรา 9 (6) การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น อีกทั้งมาตรา 13 (1) พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์การสนับสนุนจากภาครัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาแก่ลูก หรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล การมีส่วนร่วมของผู้ปก ครองกับโรงเรียน เป็นการสร้างคุณค่าการศึกษาให้กับเด็ก และเป็นการสร้างคุณค่าให้สังคม เพราะหมายถึงการให้ส่วนร่วมของผู้ปกครองที่มีต่อครูและโรงเรียน ในการสร้างสรรค์และพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโต และพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ

สิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด คือ พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมลูกให้มีการเจริญเติบโตในด้านน้ำหนัก ส่วนสูง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และฟัน รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาการการเคลื่อนไหว ทั้งกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก ให้แข็งแรงถึงเกณฑ์มาตรฐาน โดยถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ ที่จะแสวงหาปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยคำนึงถึงภาวะโภชนาการและการออกกำลังกาย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับทัศนคติ ตามปัจจัยพื้นฐานของครอบครัว เช่น การศึกษา รายได้ ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ พ่อแม่ ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเด็กมาตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัว หากครอบครัวซึ่งพ่อแม่มีความรักต่อกันอย่างมั่นคง สามารถปรับตัวกับชีวิตสมรสได้ดี ย่อมมีการต้อง การทายาทของตนไว้ชื่นชม และเฝ้าเลี้ยงดูอบรม หล่อหลอมให้ลูกได้เรียนรู้ พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการครบถ้วนทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม สามารถปรับตัวได้ และมีความสุข มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป

บทบาทของพ่อแม่ในครอบครัวไทยถือว่า ทั้งสามีและภรรยาเป็นผู้นำครอบครัว ควรร่วมกันปรึกษาหารือกัน ช่วย กันทำงานบ้าน ฝ่ายชายเข้ามามีบทบาทในบ้านมากขึ้น บทบาทของพ่อแม่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ทั้งในปัจจุ บันและอนาคต เด็กจะดีหรือร้าย พ่อแม่มีส่วนสนับสนุนอยู่มาก มีบางกรณีที่เป็นข้อยกเว้นคือ แม้พ่อแม่จะเป็นแบบฉบับที่ดีแต่ด้วยเหตุผลประกอบบางประการที่ทำให้เด็กซึ่งเป็นลูก ไม่รับแบบฉบับที่ดีนั้น ตัวอย่างที่ดีก็จะได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ บางครอบครัวที่พ่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือย้ายถิ่นไปทำงานคนเดียว แม่จะอยู่เลี้ยงดูลูกตามลำพัง พ่อแม่จำนวนมาก ไม่มีแนวทางส่งเสริมเด็กให้มีพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อย่างเหมาะสมตามวัย ครอบครัวในชนบทจำนวนมาก มีการเลี้ยงดูลูกอย่างไม่เหมาะสม เช่น ให้อาหารที่ไม่เหมาะสมกับเด็กเร็วเกินไป ปล่อยให้เด็กกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่สนใจการใช้สื่อ หรือของเล่นที่มีประโยชน์ เพื่อส่งเสริมทางสติ ปัญญา จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครองมีบทบาททั้งในเรื่องการให้การอบรมเลี้ยงดู การเสริมสร้างพัฒนาเด็ก ทั้งทางด้านสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และสังคม ให้เป็นไปตามวัย อีกทั้งพ่อแม่ยังเป็นผู้ขัดเกลาทางสังคมให้กับเด็ก จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งอีกด้วย

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยมีองค์ประกอบอย่างไร?

องค์ประกอบของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (The factor of Child Care) หมายถึง ปัจจัยพื้นฐานของครอบครัวที่อาจส่งผลทางบวกหรือทางลบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ได้แก่ การศึกษาของพ่อแม่ รายได้ของครอบครัว อาชีพของพ่อแม่ จำนวนลูกในครอบครัว และความสัมพันธ์ของพ่อแม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยพื้นฐานของครอบครัวมีอิทธิพลทั้งในทางบวกและทางลบต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กในด้านต่างๆ ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่

  • การศึกษาของพ่อแม่ เด็กปฐมวัยที่พ่อแม่มีวุฒิทางการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษา จะมีบริโภคนิสัยดีกว่า เด็กที่พ่อแม่ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า การศึกษาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมของเด็กอนุบาลพบว่า ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวทำนายความพร้อมของเด็ก และระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองนั้นคือ ระดับการศึกษาของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์กับความพร้อมของเด็ก ดังนั้นองค์ประกอบของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย การศึกษาของผู้ปกครองที่แตกต่างกัน จะมีวิธีการอบรมเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ แตกต่างกันด้วย
  • รายได้ของครอบครัว เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง มีการอบรมเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านดีกว่ากลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย และครอบครัวที่มีรายได้ระดับปานกลาง มีการจัดสภาพการอบรมเลี้ยงดูที่ส่ง เสริมพัฒนาการด้านร่างกายแก่ลูก แตกต่างจากครอบครัวที่มีรายได้ระดับต่ำ และแม่ที่อยู่ในสังคมระดับสูง คือมีรายได้สูงจะให้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่าแม่ที่อยู่ในสังคมในระดับต่ำ คือมีรายได้น้อย ดังนั้น เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง จะได้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีน้ำหนักแรกคลอดสูง มีการอบรมเลี้ยงดูที่ส่ง เสริมพัฒนาการทุกด้านดีกว่าครอบครัวที่มีรายได้น้อย
  • อาชีพของพ่อแม่ มีวิจัยพบว่า เด็กที่แม่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน มีพัฒนาการเร็วกว่าเด็กที่แม่ทำงานนอกบ้าน และพบ ว่าเด็กที่พ่อแม่มีอาชีพรับราชการและค้าขาย มีพัฒนาการทางภาษาดีกว่าเด็กที่มีพ่อแม่มีอาชีพอื่น แม่ที่ไม่ได้ทำงานนอกบ้านมีเวลาในการดูแลลูกมากกว่าแม่ที่ทำงานประจำนอกบ้าน ซึ่งในสังคมปัจจุบันที่มีภาวะเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ทำให้เด็กต้องอยู่ในความดูแลของผู้อื่น อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก
  • จำนวนลูก จำนวนลูกมีผลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน เช่น
    • เด็กก่อนวัยเรียนที่มีพี่น้องจำนวน 1 – 2 คน จะมีความพร้อมในการอ่านสูงสุด
    • เด็กก่อนวัยเรียนที่มีจำนวนพี่น้อง 3 – 4 คน มีความพร้อมรองลงมา
    • ส่วนเด็กก่อนวัยเรียนที่มีพี่น้อง จำนวน 4 คนขึ้นไป จะมีความพร้อมต่ำสุด

    ดังนั้นจำนวนลูกในครอบครัวมีผลต่อการอบรมเลี้ยงดู และส่งผลต่อการพัฒนาของเด็กด้วย โดยที่ครอบครัวที่มีจำนวนลูกน้อย ลูกจะมีโอกาสได้รับการอบรมเลี้ยงดู และมีพัฒนาการดีกว่าครอบครัวที่มีจำนวนลูกมาก

  • ความสัมพันธ์ของพ่อแม่กับเด็ก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก มีผลกระทบต่อระดับพัฒนาการด้านนิสัยส่วนบุคคลและสังคม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็ก ในส่วนของการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อแม่ เป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก หากสัมพันธภาพระหว่างแม่และทารกไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ จะมีผลให้แม่ไม่สนใจทารก ทารกขาดการกระตุ้นจากแม่ ทำให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า เป็นเด็กเลี้ยงไม่โต เซื่องซึม ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า

ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร?

ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ ควรเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองกับการศึกษาปฐม วัย การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน และมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ภาระของผู้ปก ครองหรือครูเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นภาระที่สำคัญที่ผู้ปกครองและครูจำเป็นต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์ได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ ปกครอง การมีส่วนร่วมของบุคคลในแต่ละฝ่าย ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ได้แก่

ผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม ด้วยการสื่อสารสองทาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปก ครองมีความพร้อมและมีศักยภาพ เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่โรงเรียน พร้อมเปิด รับด้วยความจริงใจ และให้เกียรติต่อกัน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ควรเปิดโอกาสให้มีบทบาทและความรับผิดชอบในกระบวนการของกิจกรรมใดๆนั้นตลอดจนกระบวนการนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนกระทั่งถึงจุดสิ้นสุด จนถึงขั้นตอนประเมินและตรวจสอบ

ครู การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเป็นความร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กในระดับการเรียนการสอน

และผู้บริหาร ถือว่าผู้ปกครองเปรียบเสมือนบุคลากรของโรงเรียน จึงเป็นผู้รับแนวนโยบาย และแนวปฏิบัติจากทางโรงเรียน การประสานงานจึงเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับระบบราชการ ส่วนภาคเอกชนนั้นจะให้ความหมายต่อการดำเนินการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เป็นงานบริหารอย่างหนึ่งที่เป็นบทบาทและความรับผิดชอบของโรงเรียนโดยตรง ผู้ปกครองจึงเป็นผู้รับบริการเช่นเดียวกับเด็ก

ดังนั้น ในการดำเนินกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของผู้ ปกครอง ทางโรงเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนิน การ การมีส่วนร่วมทางการศึกษาของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองสามารถเชื่อมสาน ความเป็นอยู่ การดูแล และการให้ความรู้แก่เด็กอย่างต่อเนื่อง จากบ้านสู่โรงเรียนและจากโรงเรียนสู่บ้าน การร่วมมือจากผู้ปกครองอย่างจริงจังเกิดผลลัพธ์ทางบวกแก่เด็ก

ผู้ปกครองมีความต้องการและความคาดหวัง เมื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลอย่างไร?

ความต้องการคือ สภาพที่ปรากฏ ระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่ (What is) กับสิ่งที่อยากจะเป็นไป (What should be) หมาย ถึงสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกับสิ่งที่คาดหวังในอนาคต ความต้องการเป็นความรู้สึกนึกคิดขั้นพื้นฐานทางด้านจิตใจของมนุษย์ซึ่งมีด้วยกันทุกคน บุคคลจะแสดงพฤติกรรมความต้องการเพื่อสนองความต้องการของตนเอง ความต้องการเป็นแรง จูงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ถูกกระตุ้นให้เกิดความปรารถนา ที่จะตอบสนองต่อความต้องการ การเรียนรู้ถึงความต้องการของมนุษย์เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นความต้องการของผู้ปกครอง คือ ความรู้ สึกนึกคิด ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล โดยพยายามหาวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสำเร็จ

เมื่อลูกน้อยต้องเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะมีความต้องการและคาดหวังต่อสถานศึกษาในด้านต่างๆ ทั้งในด้านของคุณภาพด้านการเรียนการสอน คุณภาพครู การจัดสภาพแวดล้อม และการให้บริการอื่นๆของสถานศึกษา มีผลงานการวิจัยเกี่ยวกับการคาดหวังและความต้องการในการเลือกโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นความต้องการและความตาดหวังประการแรก ก่อนที่ผู้ปกครองจะตัดสินใจส่งลูกหลานเข้าเรียนในสถานศึกษานั้นๆ

  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กอนุบาลของโรงเรียนเอกชน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ด้านการบริการของโรงเรียนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของเด็ก ผู้ปกครองมีความเห็นว่า โรงเรียนเตรียมความพร้อมแก่เด็กในทุกๆด้าน รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กอ่านออกเขียนได้ และการคิดคำนวณเป็นลักษณะและวิธีดำเนินการของโรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กเข้าเรียนต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้ปกครองต้องการส่งลูกหลานให้เข้าเรียนโรง เรียนใกล้บ้าน และโรงเรียนที่เปิดสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล รวมทั้งโรงเรียนที่เก็บค่าเล่าเรียนไม่สูง
  • ส่วนงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครอง ในการส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองมากที่สุดคือ ปัจจัยเกี่ยวกับครู ได้แก่ ครูดูแลเอาใจใส่เด็ก และให้การบ้านสม่ำเสมอ ปัจจัยเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน ได้แก่ โรงเรียนเน้นการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเป็นสำคัญ การส่งเสริมให้เด็กอ่าน เขียน คิดคำนวณได้ ปัจจัยเกี่ยวกับการบริการอาหาร และสุขภาพ ได้แก่ การจัดบริการอาหารเสริมและอาหารกลางวันที่สะอาดถูกหลักอนามัย มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ปัจจัยเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนช่วยเหลือผู้ปกครอง โดยให้แบ่งชำระค่าเทอมได้ในอัตรา ส่วนที่เหมาะสม ปัจจัยเกี่ยวกับที่ตั้ง ได้แก่ โรงเรียนตั้งอยู่ในแหล่งที่มีความสะดวกในการเดินทางรับ-ส่ง และตั้งอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่ดี ไม่มีกลิ่น เสียง หรือสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่ข้างเคียง
  • ส่วนเหตุผลที่ผู้ปกครองเด็กตัดสินใจ ส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในจังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองเด็กโดยส่วนรวม และจำแนกตามระดับการศึกษาและอาชีพ ส่วนมากตัดสินใจส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชน โดยเหตุผลทางวิชาการ บุคลากร และอาคารสถานที่ อยู่ในระดับมาก และเหตุผลทางการเงิน กิจการเด็ก และความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นผู้ปกครองที่มีอาชีพค้าขาย ผู้ปกครองอาชีพอื่นๆ และผู้ปกครองที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ใช้เหตุผลด้านอาคารสถานที่อยู่ในระดับปานกลาง และผู้ปกครองอาชีพรับราช การใช้เหตุผลด้านการเงินอยู่ในระดับมาก และผู้ปกครองโดยรวม และจำแนกตามอาชีพและระดับการศึกษาให้ความสำคัญกับเหตุผลในการส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนด้านวิชาการเป็นลำดับหนึ่ง รองลงมาคือด้านบุคลากร ด้านกิจ การเด็ก ด้านอาคารสถานที่ ด้านการเงิน และด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นอันดับสุดท้าย
  • การวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการจัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผลการวิจัยพบว่า น้ำหนักการตัดสินใจเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆของผู้ปกครองในการส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ได้ แก่ ปัจจัยด้านโรงเรียนที่ดี คือผู้ปกครองคำนึงถึงทำเลที่ตั้งโรงเรียน ด้านความสะดวกในการรับ – ส่งเด็ก เป็นอันดับแรก ปัจจัยด้านบริการ ผู้ปกครองคำนึงถึงเรื่องครูหมั่นฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัยเป็นอันดับแรก นอกจากนั้นการมีการจัดพยาบาลไว้บริการตลอดวันทำการ รวมทั้งการจัดรถพยาบาลเพื่อสำรองไว้บริการยามฉุกเฉิน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ปกครองตัดสินใจส่งลูกหลานเข้าเรียนด้วย
  • อีกงานวิจัยเรื่องความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลของโรงเรียนอนุบาลเอกชน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองส่งลูกหลานเข้าเรียนในระดับอนุบาลโรงเรียนเอกชน เป็นเพราะโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้บ้าน ไม่ห่างจากแหล่งชุมชน มีการคมนาคมสะดวก โรงเรียนเน้นการอ่านเขียน และมีการประกันอุบัติ เหตุให้เด็ก การเก็บธรรมเนียมมีความเหมาะสม กับคุณภาพของโรงเรียนและครูมีการเอาใจใส่เด็ก

จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในการเลือกโรงเรียนอนุบาลของผู้ปกครอง ทำให้ทราบว่า ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีความคาดหวังต่อการส่งลูกเข้าเรียนในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • ความคาดหวังที่มีต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความคาดหวังว่า ครูและผู้ดูแลเด็กมีความรู้ความสามารถ ที่จะจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับลูกหลาน ตามที่ผู้ปกครองต้องการ อาทิ การจัดการเรียนการสอนแบบเตรียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นการอ่าน คัด เขียน และคำนวณ การจัดการเรียนการสอนภาษาต่าง ประเทศ และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ
  • ความคาดหวังในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของเด็ก ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าทางโรงเรียนให้บริ การในด้านสุขภาพอนามัยและโภชนาการ รวมทั้งระบบความปลอดภัยให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เช่น การบริการอาหารเสริมและอาหารกลางวัน การบริการด้านการรับ – ส่งเด็ก การมีการทำประกันอุบัติเหตุให้กับเด็ก การมีบุคลากรด้านพยาบาลประ จำที่โรงเรียน และอื่นๆ
  • ความคาดหวังในเรื่องการเงินและค่าธรรมเนียมการศึกษา สำหรับในเรื่องการเงิน ผู้ปกครองจะพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ด้านการเงิน ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานด้านการเงินของครอบครัว ผู้ปกครองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มักตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมในด้านต่างๆสูง และเป็นโรงเรียนที่เรียกเก็บค่าเล่าเรียนเหมาะสมกับลักษณะการบริการ ส่วนผู้ปกครองที่มีฐานะเศรษฐกิจต่ำหรือมีรายได้น้อย จะเลือกตัดสินใจที่จะส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนที่มีการเก็บค่า ธรรมเนียมการศึกษาน้อย หรือโรงเรียนอนุญาตให้แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ
  • ความคาดหวังด้านการบริหารจัดการของโรงเรียน เป็นความคาดหวังในด้านการบริหารจัดการระบบต่างๆของตัวผู้บริหาร เช่น การบริหารงานวิชาการ การนำข้อคิดเห็นของผู้ปกครองมาจัดทำเป็นแผนกลยุทธ์ และแนวการดำเนินงานของโรงเรียน การบริหารวิชาการ การเงินพัสดุ งานกิจการเด็ก อาคารสถานที่ และภูมิทัศน์ของโรงเรียน ตลอดจนการสร้างความ สัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการดังกล่าว จะส่งผลต่อคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กด้วย
  • ความคาดหวังในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือพัฒนาการของเด็กและการแข่งขัน เพื่อการสอบเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษา ซึ่งในปัจจุบันจะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ปกครองมักคาดหวังให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนที่เน้นด้านวิชาการ การอ่าน คัด เขียน และคำนวณ เพื่อรองรับการได้รับโอกาสคัดเลือก เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ดังนั้นทางโรงเรียนจึงมีการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองดังกล่าว
  • ความคาดหวังด้านการบริการต่างๆของโรงเรียน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ค่อยมีเวลาในการจัดการต่างๆเกี่ยวกับตัวเด็ก และเรื่องของการส่งเสริมเด็กในด้านวิชาการ ทำให้ผู้ปกครองคาดหวังว่าทางโรงเรียนจะมีระบบการบริการในทุกเรื่อง เช่น การรับ – ส่งเด็ก การบริการอาหารเช้า การบริการด้านวัสดุอุปกรณ์เครื่องเขียน แบบเรียนต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการประหยัดทั้งเวลาและการเดินทางของผู้ปกครองในการเตรียมการให้กับลูกหลานก่อนการเปิดภาคเรียน
  • ความคาดหวังเกี่ยวกับชื่อเสียง และระบบการประกันคุณภาพของโรงเรียน ผู้ปกครองส่วนมากจะมุ่งส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีการสอบแข่งขันกันมาก แต่รับเด็กจำนวนจำกัด อีกทั้งโรงเรียนยังมีความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ อาคารสถานที่ โปรแกรมการศึกษาเฉพาะทางต่างๆ และยิ่งถ้าโรงเรียนใดเก็บค่าธรรมเนียมสูงก็จะเป็นจุดสนใจของผู้ปกครองด้วย ดังนั้นความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนที่อาจส่งผลกระทบต่อลูก จึงควรนำมาพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญในการส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลได้เป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ผู้ปกครองที่มีความรู้หรือศึกษาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศ อาจใช้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเข้าไปสำรวจว่าลักษณะการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลในต่างประเทศเป็นอย่างไร อาจจะทำให้ผู้ปกครองเปลี่ยนมุมมองหรือค่านิยมเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยของประเทศไทยได้ ยกตัวอย่าง

  • การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลในประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่เปิดกว้าง การจัดกิจกรรมให้กับเด็กจะเน้นการให้อิสระแก่เด็กมาก โดยเน้นการริเริ่มกิจกรรมด้วยตัวเด็กเอง การเรียนการสอนไม่จำกัดแต่เฉพาะในห้องเรียน เด็กอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นในบ่อทราย เล่นน้ำ โดยไม่จำกัดระยะเวลาว่า เด็กจะเรียนได้เท่าเทียมกันทุกคน เด็กสามารถเปลี่ยนกิจกรรมได้ด้วยตนเอง การเล่นและเรียนรู้ของเด็กได้รับการบันทึกพฤติกรรมอย่างละเอียดจากครูผู้ สอน เพื่อนำข้อมูลการบันทึกมาทำสารนิทัศน์ และพัฒนาการเรียนการสอน และเรียนรู้ความสามารถพิเศษของเด็กเป็นราย บุคคล ส่วนใหญ่ครูปฐมวัยในประเทศอิสราเอลจะใช้การมีปฏิสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ ขณะที่เด็กกำลังทำงาน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กสามารถก้าวข้ามผ่านขั้นการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม (Scaffolding)
  • นอกจากประเทศอิสราเอลจะเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาปฐมวัยแล้ว ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยในอิตาลี อังกฤษ สหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ศึกษาแล้วว่าประเทศดังกล่าวเหล่านั้นไม่ได้จัดการเรียนการสอนที่เน้นการอ่านคัด เขียนหรือคำนวณ แต่ทำไมผลผลิตของเด็กเมื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์เป็นผู้นำในการคิดค้นอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศของเรา สิ่งนี้เป็นประเด็นที่ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัยต้องนำมาทบทวน และควรสร้างมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดค่านิยมและทัศคติของผู้ปกครอง ไม่ให้มีความจำกัดแต่เฉพาะเรื่องการเน้นพัฒนาเด็กเพียงด้านสติปัญญาอย่างเดียว เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว

บรรณานุกรม

  1. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2544). การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย วารสารการศึกษาปฐมวัย. 4 ( 3) : 16 – 21.
  2. ฉันทนา เปียทอง. ( 2541). ความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กอนุบาล โรงเรียนเอกชนเขตดอนเมือง . วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ( การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . ถ่ายเอกสาร.
  3. ทัศนีย์ เมธาคุปต์. ( 2535). อิทธิฟลของครอบครัวที่มีผลต่อบริโภคนิสัยของเด็กก่อนวัยเรียน ในตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. ( การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร..
  4. นันทิยา น้อยจันทร์. ( 2548). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. นครสวรรค์ : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์.
  5. ผกา สัตยธรรม. ( 2540). สุขภาพจิตเด็ก. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  6. พรรณี ช. เจนจิต. ( 2538). จิตวิทยาการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : คอมแพ็คปรินส์.
  7. พวงเล็ก วรกุล. ( 2538). รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาการจัดสภาพการอบรมเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการและความพร้อมทางการเรียนของเด็กก่อนวัยเรียน. สงขลา : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎสงขลา.
  8. เยาวลักษณ์ หาญวชิรพงศ์. (2532 .ปัจจัยที่ส่งผลระดับพัฒนาการด้านนิสัยส่วนบุคคลและสังคมของเด็กก่อนวัยเรียน. วิทยานิพนธ์ วศ.ม. ( วิทยาศาสตร์)). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหิดล. ถ่ายเอกสาร.
  9. ลัดดา เหมาะสุวรรณ และคณะ. ( 2543).รายงานการทบทวนองค์ความรู้สถานะสุขภาพของเด็กปฐมวัยไทย.สงขลา : คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
  10. วรสิทธิ์ สฤษดิ์อภิรักษ์. ( 2541). ความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลของโรงเรียนเอกชนในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ( การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ :บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร?. ถ่ายเอกสาร.
  11. วิโรจน์ มูฮำหมัด. ( 2542). ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งลูกหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย .วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ( การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ถ่ายเอกสาร.
  12. วิไล จุฑางกูร. ( 2543). เหตุผลที่ผู้ปกครองเด็กตัดสินใจส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในจังหวัดหนึ่ง. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. ( การบริหารการศึกษา). มหาสารคาม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสารคาม.ถ่ายเอกสาร.
  13. สุชา จันทร์เอม. ( 2538). จิตวิทยาเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
  14. สายชล หมวกเหล็ก. (2542). ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ( การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ถ่ายเอกสาร.
  15. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2547). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  16. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. ( 2546). การวัดและประเมินแนวใหม่: เด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
  17. อุไรวรรณ คะนึงสุขเกษม และคณะ.( 2540). แบบแผนการเลี้ยงดูลูกของพ่อที่เป็นคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
  18. Scarth, L I J. (1972). The influence of Certain Environment Variable and the School Readiness ofKindergarten Children. Dissertation Abstract. 33(3): 168 – A.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
sirikul