หน้าหลัก » บทความ » ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative thinking คือ ความสามารถในการผลิตสิ่งที่เป็นต้นแบบ แตกต่าง และเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ระดับบุคคลคือ การใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของตัวเองในแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์ในสังคมคือ ความสามารถในการผลิตต้นแบบที่ไม่เหมือนคนอื่น ทำให้เกิดงานวิจัยใหม่ ผลิตสิ่งของใหม่ งานศิลปะชิ้นใหม่ โครงการใหม่ๆ ในสังคม ฯลฯ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นี้ สามารถสร้างได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

การวิจัยเกี่ยวกับการสร้างสรรค์มีเพิ่มขึ้นมากตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เพราะความต้องการในสังคมมีมากขึ้นในทุกๆ สาขาอาชีพ ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเป็นหลักแสนเพื่อให้เข้าอบรมเรื่องหมวก 6 ใบ นิสัย 6 อย่างกับ ดร.โบโน โดยหวังว่าจะทำให้มีความเข้าใจ และเกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลิตผลงานในองค์กรของตนให้โดดเด่น แตกต่าง อันนำมาซึ่งผลงาน และผลกำไร ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ที่จัดการเรียนรู้ต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ของเรา แต่ปัญหาก็คือ เราจะใช้อะไรมาตัดสินว่าแบบใดจึงเป็นการคิดสร้างสรรค์จริงๆ และจริงไหมที่คนไทยเราไม่ค่อยเก่งในการสร้างสรรค์ แต่เก่งในการเลียนแบบ คงยากที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่คงต้องมาดูกระบวนการในสังคม และครอบครัวของเราว่า ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเด็ก ให้เกิด “ความคิดสร้างสรรค์” ก็คือ กรอบความเชื่อที่ว่าความคิดสร้างสรรค์จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงคนฉลาด หรือ คนตะวันตก หรือ คนมีสตางค์ ซึ่งทำให้คนธรรมดาเดินดินท้อแท้ที่จะลงทุนลงแรงเลี้ยงลูกให้ดี ปล่อยให้กระแสสังคมชักจูงพาไป แบบที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองน้อยๆ ของเด็ก เพื่อช่วยให้เขาพัฒนาเป็นเด็กที่มีความสามารถทั้งทางสติปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การวางรากฐานการคิดสร้างสรรค์ในวัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในอนาคต การส่งเสริมกระบวนการคิดให้เด็กมีความคิดฉับไว สามารถเห็นและรับรู้ปัญหา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ๆ สร้างหรือแสดงความคิดเห็นใหม่ๆ หรือปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นหลายคนคงสงสัยว่า เด็กเริ่มมีความคิดตั้งแต่อายุเท่าไร แล้วเมื่อไรจึงจะมี “ความคิด” ที่ “สร้างสรรค์” หากสังเกตลูกเมื่อเริ่มพูดได้ จะพบว่า เมื่อลูกมีความจำ “คำพูด” มากขึ้น เด็กจะเริ่มตั้งคำถาม “นั่นอะไร” “นี่อะไร” ทั้งวัน สาเหตุที่เด็กถามเพราะเขาอยากรู้ แปลว่า ก่อนที่เด็กจะถาม คงมีอะไรปรากฏในสมองของเขาก่อน หรือบางทีเขาอาจจะรู้แล้วแต่อยากรู้มากขึ้น คือ เมื่อพบสิ่งใหม่ที่ไม่รู้จัก เด็กจะเทียบเคียงกับข้อมูลที่จำได้ในสมองของเขาถ้ามีอะไรคล้ายๆ กัน เขาก็จะพยายามทำความเข้าใจ หาข้อมูลให้มากขึ้น จนได้ข้อสรุปว่ามันคืออะไร รู้แล้วจะเอาไปทำอะไร ถ้าสนใจก็จำเอาไว้ ถ้าไม่สนใจก็อาจลืมเลือนไป เด็กๆ จึงมี “ความคิด” มาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว เพียงแต่ในช่วงอายุ 7 ปีแรกเด็กยังอาจแยกแยะความจริง กับ จินตนาการ ออกจากการกันได้ยาก เพราะประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกยังมีไม่มากนัก เวลาไปสังเกตเด็กๆ เล่น ก็จะเห็นว่า เด็กหลายๆ คน เล่าเรื่องกันเป็นตุเป็นตะ เหมือนเขาเชื่อจริงๆ เมื่อผู้ใหญ่ไปฟังเรื่องที่เขาเล่า ก็คงว่าเด็ก “เพ้อฝัน” เทพนิยายทั้งหลายก็คือ ความเพ้อฝันแบบเด็กๆ นั่นเอง ซึ่งความเพ้อฝันแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกได้อย่างไร?

ถ้าดูจากกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก จะพบว่าลูกเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัส ดังนี้

  • สัมผัส เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วยการฝึกฝนซ้ำๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป พอเหมาะกับอายุของเด็ก ประตูสู่ความฉลาดของเด็กๆ คือ การที่คุณพ่อคุณแม่จัดประสบการณ์ให้เด็กทุกๆ เรื่องผ่านการสัมผัส เริ่มตั้งแต่อุ้ม กอด ลูบไล้ผิวหนังของลูก เพื่อให้ลูกจดจำเราได้ว่าตัวแม่อุ่น ร้อน ละเอียด หยาบ ชื้น แห้ง และแม่เองก็จะถ่ายทอดความรักของแม่ผ่านสัมผัสผิวหนังทั่วร่างกายของลูกเวลาที่กอด จูบ อาบน้ำ ให้นม แต่งตัว จากความจำเกี่ยวกับสัมผัสของแม่ ก็จะขยายไปที่คุณพ่อ คนอื่น ๆ รอบตัว ต่อไปก็จะจดจำคนรอบข้างได้หมด ซึ่งรวมถึงสิ่งของที่ลูกได้สัมผัสในทุก ๆ เวลา นาที
  • ตา เห็นภาพและมิติ การฝึกใช้ตาจ้องมองภาพ รูปทรง ขนาด สี มิติ ซึ่งในช่วงเล็ก ๆ ก็จะมองเห็นเป็นเพียงภาพหยาบ ๆ ไม่มีรายละเอียดอะไรมาก แล้วค่อยสะสมรายละเอียดมากขึ้น มากขึ้น จดจำทีละเล็กละน้อย ควบคู่ไปกับที่พ่อแม่สอนให้เรียกชื่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ตั้งแต่รู้จักเรียกแม่ พ่อ พี่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปจนถึง สิ่งของต่างๆ ที่แม่ใช้กับลูกเช่น แก้ว ช้อน ชาม เสื้อ กางเกง และอีกมากมาย จากของง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไปถึงของยากและซับซ้อน ซึ่งจะช่วยลูกให้เข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว
  • หู ฟังเสียง จับจังหวะ เริ่มจากฟังเสียงหัวใจของแม่ตั้งแต่อยู่ในท้อง ลูกจะเริ่มคุ้นกับเสียงหัวใจแม่ที่เต้นเป็นจังหวะ เมื่อคลอดก็ได้ยินเสียงต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะเสียงแม่เวลาพูดคุยด้วย ทั้งเสียงสูง เสียงต่ำ ในอารมณ์ต่างๆ เวลาแม่ร้องเพลงกล่อม เป็นจังหวะช้าบ้าง เร็วบ้าง แล้วเริ่มเลียนเสียงจากที่ร้องไห้อย่างเดียว จะมีเสียงเอิ๊กอ๊าก คล้ายเสียงหัวเราะ พร้อมไปกับมองเห็นปากคุณแม่เวลาพูดคุยด้วย ลูกก็จะค่อยๆ ฝึกการพูดคำแรกโดยพยายามเลียนเสียงของแม่ ซึ่งจะเป็นรากฐานของการพูดคำต่างๆ ไปจนถึงประโยคจนโต ไปจนถึงการหัดร้องเพลงจากการจดจำเสียงและจังหวะดนตรีและคำร้อง
  • จมูก ดมกลิ่น เด็กๆ จะมีโอกาสจดจำกลิ่นต่างๆ ได้รอบตัวตั้งแต่เกิด กลิ่นของแม่ กลิ่นนม กลิ่นอาหาร พ่อแม่ต้องส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสฝึกสัมผัสด้วยการดมกลิ่น
  • ปากและลิ้น ลิ้มรสเราจะสังเกตได้ว่าเด็กทุกคนมักใช้ปากสัมผัสลิ้มรส ด้วยการอม กัด เคี้ยว คายอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าเป็นของใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก เราจึงจะเห็นพฤติกรรมของเด็กที่ชอบหยิบของต่างๆ เข้าปากเพื่อจะกัด เลีย และลองเคี้ยวเพื่อรับรส เพื่อเติมเต็มความรู้ของตัวเองให้จดจำและรู้จักสิ่งเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้เด็กลิ้มรสของสิ่งรอบตัว เริ่มจากอาหารที่หลากหลาย ผัก ผลไม้นานาชนิด ของใช้ในบ้านที่ปลอดภัย ซึ่งจะเพิ่มความจำ ความรู้ความเข้าใจของสิ่งที่ยากขึ้น ๆ
  • อารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากสิ่งรอบข้าง เป็นสิ่งกระตุ้นให้จดจำทั้งในด้านบวก ลบ ชอบ ไม่ชอบ สนุก น่าเบื่อ หากคุณแม่มีภาวะเครียดตั้งแต่ท้อง เมื่อคลอดมักสังเกตว่าลูกโยเย เลี้ยงยาก ร้องไห้บ่อย ๆ อารมณ์ไม่ดี มักมีปัญหาในการกิน การนอน แถมถ้าพ่อแม่ยังเครียดต่อไปอีกช่วงเลี้ยงลูกไปจนโต ยิ่งจะเห็นว่าลูกจะสอนยาก เลี้ยงยาก อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด บ้านที่ไม่สงบสุข ก็ไม่เกิดบรรยากาศของการอยากเรียนรู้ ถ้าบังคับเด็กมากเกินไป หรือทำโทษ ดุด่าว่ากล่าวบ่อย ๆ ด้วยอารมณ์โกรธที่เด็กไม่ทำตาม ก็จะยิ่งทำให้เด็กไม่อยากเรียนรู้เพราะขาดความสุขสงบในใจ อารมณ์ของพ่อแม่ในระหว่างที่อยู่กับลูกจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความคิดสร้างสรรค์ของลูก
  • จะเห็นได้ว่า การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสมีความสำคัญมาก เพราะเป็นเสมือนประตูที่นำความรู้ทั้งปวงเข้าสู่สมองของเด็ก ซึ่งเป็นภาพวงจรการเรียนรู้ ดังนี้

วงจรที่เกิดในสมองของเราทุกคนเป็นแบบนี้ เพียงแต่แตกต่างในรายละเอียด และคุณภาพว่า กว้างขวางลุ่มลึกขนาดไหน ซึ่งจะต้องได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่เกิด เติบโต ภายใต้การดูแลของพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ชีวิตในโรงเรียนและสังคมภายนอก ล้วนเป็นเงื่อนไขในการหล่อหลอมให้เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าสมองของเราไม่ผิดปกติ คือไม่ได้พิการแต่กำเนิด ทุกคนถือว่ามีต้นทุนใกล้เคียงกันในด้านการเรียนรู้ ก็จะอยู่ที่การจัดประสบการณ์ให้เด็กให้เหมาะสมมากที่สุดตามวัย และการที่จะสามารถ “สร้างสรรค์” ได้ดีเพียงใด ก็แน่นอน ย่อมมีเงื่อนไขจากความสามารถการเรียนรู้ที่อยู่ในวงในก่อนคือ ตั้งแต่เกิดมา เด็กได้ฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ซึ่งเป็นเครื่องมือและช่องทางการเรียนรู้ที่สำคัญของมนุษย์ได้อย่างช่ำชอง ลุ่มลึก และกว้างขวางมากเพียงใด ถ้าเด็กมีคลังความรู้ในความจำมากพอ เมื่อถึงอายุประมาณ 7 ขวบ เด็กจะพัฒนาความรู้ไปเป็นความเข้าใจ และค่อยก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ง่าย และยังต่อยอดไปถึงขยายขอบเขตการคิดออกไปด้วย ดังนั้น

กฎข้อแรกก็คือ จัดการให้เด็กได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 6 และต้องมีสิ่งบำรุงสมองคือ อาหารครบทุกหมู่ น้ำสะอาดดื่มบ่อยๆ นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เต็มที่ตามวัย และประสบการณ์ผ่านการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

กฎข้อที่สอง มีอะไรบ้างที่ขัดขวางการ “สร้างสรรค์” เพื่อที่เราจะดูแลลูกของเราอย่างเหมาะสมถูกต้อง และไม่ทำลดทอนความสามารถตามธรรมชาติของเด็ก เช่น

  • ความกลัว ถ้าเราเลี้ยงลูกด้วยการทำโทษ โดยคิดว่าการทำให้เด็กกลัวเพื่อให้เด็กทำตามที่เราสั่งสอน เด็กจะค่อยเพาะความไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะไม่รู้ว่า ถ้าทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ จะถูกใจพ่อแม่หรือไม่ จะถูกดุ ถูกตีหรือไม่ ก็จะพยายามทำตามในสิ่งที่พ่อแม่สอนหรือให้ทำ พูดง่ายๆ คือ เดินตามกรอบเพื่อให้พ่อแม่พอใจก็พอแล้ว ถ้ามีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในสมอง ถ้าไม่แน่ใจว่าจะได้รับการยอมรับ คือไม่ถูกดุ ถูกว่า ถูกตี ก็จึงจะกล้าทำ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย ก็ทำตามอย่างเดิมดีกว่า ถ้าเด็กคุ้นเคยกับการทำแบบนี้ โตขึ้น ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบเดินตามกรอบ ทำตามเขาไป จะได้ไม่มีใครว่า ใครดุ ความคิดสร้างสรรค์ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
  • ความสบาย ไม่อยากต้องลงมืออะไรให้ลำบากซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับธรรมชาติของมนุษย์ คงจำได้ว่า ตอนเราเป็นเด็ก โลกน่ารู้น่าสงสัยไปหมด ทำให้เราตั้งคำถาม ลองพยายามหาคำตอบ และสนุกกับการหาคำตอบด้วยตัวเอง แต่ทำไมยิ่งโต ความสงสัย อยากทดลอง อยากหาคำตอบ ค่อยๆ เลือนหายไปจากสมองของเรา แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับการหาอยู่หากินไปวันๆ นี่เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ของเรา เพราะกลายเป็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปตกอยู่ในมือคนจำนวนน้อยที่ต้องผลิตชิ้นงานใหม่ๆ ตอบสนองธุรกิจข้ามชาติ ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาสิ่งของ สินค้าที่ขายอยู่ในตลาด การพึ่งพาตัวเองแบบสังคมสมัยก่อนหายไป และทำให้เรามีชีวิตบนสิ่งอำนวยความสะดวก เพียงทำงานหาเงินและไปซื้อของที่อยากได้ อยากใช้ ดูให้ดีๆ เราก็อยู่กันไปวันๆ แบบที่เคยชิน แล้วความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
  • ขาดความมุ่งมั่น แน่นอน การคิดอะไรใหม่ๆ สร้างสรรค์ โดยเฉพาะอะไรที่เป็นต้นแบบ ไม่เคยมีมาก่อน ต้องผ่าน “ความผิดพลาด” ทั้งนั้น เพราะกว่าเราจะสรุปประสบการณ์ บทเรียน ทำซ้ำๆ จนกระทั่งได้ชิ้นงานเอก เราอาจต้องทุ่มเทแรงงาน เงินทอง และเวลาไปมากมายมหาศาล และถ้าเปิดเผยออกมาในขณะที่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ก็ย่อมจะมีคนนินทา เยาะเย้ย ถากถาง อยู่บ้าง ถ้าทนไม่ได้ก็มักจะเลิกราไป ซึ่งการฝึกเด็กๆ ให้มุ่งมั่น อดทน และกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด ตั้งแต่เล็กจนโต จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะทำให้เกิดความมุมานะ กล้าเผชิญปัญหา ไปจนกว่าจะผลิตชิ้นงานได้สำเร็จ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

หากครูเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ลองค้นหาคำตอบในสิ่งที่สนใจใคร่รู้ด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการตำหนิ ลงโทษ ล้อเลียน หรือตัดสินผิดถูก จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อีกทางหนึ่ง

บรรณานุกรม

  1. Sternberg, R. J. (1999). Handbook of Creativity. Cambridge University Press.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน