หน้าหลัก » บทความ » ความจำ (Memory)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ความทรงจำเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการสติปัญญาของมนุษย์ และสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างแนบแน่น สติปัญญา หรือ ความสามารถในการ “เข้าใจ และคิด” อยู่บนฐานของข้อมูลที่มนุษย์บันทึกไว้ในสมองของเรา หากมีมากก็จะเพิ่มพูนความสามารถในการคิดมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น

ความจำมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

ความทรงจำของมนุษย์มี 3 ระบบ ซึ่งเชื่อมโยงและเสริมซึ่งกันและกัน ดังนี้

  1. ความทรงจำที่เกี่ยวเนื่องกับการรับสัมผัส (มองเห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส การสัมผัสทางผิวหนัง และความรู้สึกภายใน) เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของพัฒนาการในช่วงเด็กเล็ก เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านประสาทสัมผัส และจะนำไปเก็บไว้เป็นข้อมูลเพื่อทำความรู้จัก และเข้าใจสิ่งต่างๆ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะลดความสำคัญลง
  2. ความทรงจำระยะสั้นเป็นระบบที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด ในห้วงเวลาหนึ่งๆ คนเราจะใช้ข้อมูลหรือดึงข้อมูลจากความทรงจำได้จำกัด เกิดขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องนี้ ที่จะค่อยๆ ฝึกสอนให้ความทรงจำกับเด็กทีละน้อย ไม่ต้องเร่งรัด เด็กต้องการเวลาสะสมและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้ทีละเรื่อง ทีละน้อย
  3. ความทรงจำระยะยาว เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่ เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ภาษา เพื่อสื่อสาร ทำความเข้าใจคนรอบข้าง รู้จักสิ่งต่างๆ และค่อยๆ มากขึ้นไปถึงการเข้าใจความซับซ้อนของกฎธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ อันเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตเมื่อก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ เป็นส่วนสำคัญที่เราใช้ในการพิจารณาตัดสินใจดำเนินชีวิต วิธีที่เราตอบสนองต่อโลกขึ้นกับข้อมูลที่เราเก็บไว้ในความทรงจำระยะยาว

การดูแลและกระตุ้นให้ลูกเกิดความทรงจำต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากข้อมูลต่างๆ ที่เข้าสู่สมองของลูกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 6 นั่นคือ รับภาพผ่านดวงตา รับเสียงผ่านหู รับกลิ่นผ่านจมูก รับรสผ่านลิ้น รับความรู้สึกต่างๆ ผ่านผิวหนัง และมีระบบรับสัมผัสภายในร่างกายและความรู้สึกของลูกเอง ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปเก็บตามส่วนต่างๆ ในสมอง โดยลำดับขั้นการเก็บความทรงจำ จะเริ่มบริเวณสมองส่วนกลาง (hippocampus) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายพนักงานจัดระบบสายโทรศัพท์ในองค์กรคือ ช่วงแรกๆ จะส่งข้อมูลไปเก็บไว้ที่ความทรงจำระยะสั้น เช่น เมื่อลูกมองเห็นภาพบางอย่างที่น่าสนใจ (ขอย้ำว่าต้องน่าสนใจ ไม่เช่นนั้น สมองจะไม่ไปจัดเก็บไว้เลย) ก็จะเก็บข้อมูลได้สัก 20 วินาที โดยเราจะมีระบบความจำระยะสั้น 2 แบบคือ การจดจำทันที กับ การจดจำเพื่อใช้งาน ยกตัวอย่าง เช่น เราจะพาลูกไปทานอาหารที่ร้านสักแห่ง ก็เปิดสมุดโทรศัพท์ เมื่อตาเรามองเห็นหมายเลข สมองจะจดจำหมายเลขไว้นานพอที่เราจะหมุนโทรศัพท์ไปได้ แต่ระหว่างที่เรากำลังหมุนโทรศัพท์เกิดมีใครชวนเราคุย นั่นคือขัดขวางกิจกรรมที่จะทำให้สมาธิเสียไปพัก เราจะลืมหมายเลขไป ต้องกลับมามองหาหมายเลขใหม่อีกครั้ง ตัวอย่างนี้คือ ความทรงจำเพื่อใช้งานเป็นเวลาประมาณครึ่งนาทีเท่านั้น ส่วนความจำเพื่อใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นนั้น ต้องการกระบวนการมากกว่าที่กล่าวมา โดยเฉพาะเด็กๆ จะต้องได้รับการฝึกฝนในการดึงข้อมูลที่มีในสมองออกมาใช้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเป็นตัวตัดสินว่า ลูกของเรามีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และแสดงออกต่อสิ่งต่างๆ ได้ดีมากน้อยเพียงไร ก่อนที่ข้อมูลต่างๆ จะถูกจัดเก็บไว้ในความทรงจำระยะยาว สมองจะเก็บข้อมูลสำคัญๆ ไว้ที่ความทรงจำส่วนที่ต้องใช้งาน อาจเป็นเวลาหลายชั่วโมง เป็นวัน สัปดาห์ หรือเดือน ความทรงจำส่วนใช้งานนี้หากได้ใช้เป็นประจำ จนกระทั่งสมองตระหนักว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อชีวิต ข้อมูลส่วนนี้ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ความทรงจำระยะยาว แล้วข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้าสู่สมองจะถูกเชื่อมโยงกับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในสมองจึงเปรียบได้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ สมมติว่า เด็กจะต้องทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่โรงเรียน เมื่อคุณครูให้โจทย์บนกระดาน เด็กเห็นภาพโจทย์ส่งไปที่สมอง สมองของเด็กจะค่อยๆ นำโจทย์นี้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ถ้าเด็กมีความจำเกี่ยวกับตัวเลขและวิธีทำอยู่แล้ว และสามารถดึงข้อมูลออกมาได้ทันทีก็จะทำโจทย์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากว่ามีปัญหา เช่น เป็นตัวเลขที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สมองเด็กจะพยายามเทียบเคียงดูว่า พอจะเข้ากับอะไรได้บ้าง ถ้าหากพอจะเทียบเคียงกับสิ่งที่มีอยู่ได้ ก็จะค่อย ๆ ลองทำดู ลองผิดลองถูกจนกระทั่งทำได้ หากเด็กมีความอดทน ก็จะลองพยายามทำเอง เพราะเป็นเรื่องท้าทาย (และขอย้ำตรงนี้ว่า ความสามารถของลูกในการใช้สมองแก้ไขปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มากหรือน้อย จะขึ้นกับพ่อแม่ที่จะฝึกให้เด็กมีความอดทนในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยไม่เข้าไปช่วยเหลือเร็วหรือมากเกินไป อย่าลืมว่า ถ้าเด็กได้รับการช่วยเหลือมาก ก็เท่ากับเราไปขัดขวางการทำงานของสมองเด็ก จะทำให้เด็กไม่อดทนที่จะแก้ปัญหา และความสามารถในการดึงข้อมูลมาใช้ก็จะมีน้อย โตขึ้นก็จะลำบากทีเดียว) คุณพ่อคุณแม่จะต้องพยายามกระตุ้นและฝึกให้ลูกมีความอดทนที่จะดูแลแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการฝึกฝนให้ลูกสามารถแก้ปัญหายากๆ ขึ้นได้ในอนาคต ส่วนความทรงจำระยะยาวซึ่งจะเป็นฐานสำคัญสำหรับเด็ก ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ต่อไป สำคัญมากก็คือ ความทรงจำที่จะอยู่นานไปจนถึงผู้ใหญ่ อยู่บนฐานของการที่วงจรในสมองของเราหนาแน่นเพราะใช้บ่อยๆ เพราะในแต่ละเรื่องราวที่เราเก็บไว้ในความทรงจำ จะประกอบด้วยข่ายใยของเซลล์ประสาทเชื่อมโยงทั่วไปหมด นั่นคือต้องมีความเชื่อมโยงกับเซลล์รับสัมผัสทุกส่วน ไปกับส่วนที่ทำหน้าที่จัดระบบความจำ และไปถึงสมองส่วนบน เปลือกสมอง และสมองส่วนหน้า เพื่อจะสามารถใช้สมองส่วนหน้าของเราพิจารณาใช้ข้อมูลเมื่อถึงวาระที่จำเป็น เด็กเริ่มจัดระบบความทรงจำระยะยาวตั้งแต่อายุ 9 เดือน แต่เราจะเริ่มสังเกตได้ชัดเจนประมาณอายุ 18 เดือน แต่โดยมาก พ่อแม่มักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความทรงจำของลูกๆ ก่อนอายุนี้แล้ว เมื่อเข้าสู่วัยขวบครึ่ง เด็กจะมีความสามารถในการเข้าใจสัญลักษณ์ของสิ่งรอบตัวพอสมควร และความทรงจำนี้จะเพิ่มพูนมากขึ้นๆ เมื่อครบ 3 ขวบ จะพัฒนาระบบความทรงจำระยะสั้น ในขอบเขตความสามารถด้านภาษาของเด็ก นั่นหมายความว่า ถ้าลูกมีพัฒนาการภาษา คือ การเข้าใจ สื่อสารคำพูดต่างๆ ได้มาก ก็จะมีข้อมูลในความทรงจำมากเท่านั้น

ความจำมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การช่วยพัฒนาลูกให้มีความสามารถในการใช้ความทรงจำระยะยาว จากประสบการณ์ตั้งแต่เด็กเพื่อวิเคราะห์แยกแยะสภาพที่ปรากฏหรือปัญหา แล้วสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลที่มีอยู่ในสมองออกมา เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจในการจัดการสิ่งรอบตัว ในวัยผู้ใหญ่ ประเด็นสำคัญก็คือ หากเด็กมีจำนวนข้อมูลในสมองมากเท่าไร ก็จะมีโอกาสมากกว่าเด็กที่มีข้อมูลหรือความทรงจำน้อย นั่นคือเบื้องต้น ถ้ามีข้อมูลมากๆ แต่ไม่รู้จักดึงออกมาใช้ก็จะกลายเป็นเสียเปล่า เพราะฉะนั้นการฝึกฝนลูกจึงต้องทำอย่างน้อย 2 กระบวนการคือ กระบวนการรับและจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญเข้าไปในความทรงจำระยะยาว กับกระบวนการดึงข้อมูลออกมาใช้ได้เร็ว และมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกจะอ่านเรื่องที่ยากสักบทหนึ่ง เขาต้องการข้อมูลบางส่วนที่มีอยู่ในสมองที่เชื่อมโยงกับเรื่องที่เขาอ่าน จึงจะทำความเข้าใจส่วนที่ยากขึ้นได้ หากว่าอ่านแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย สมองว่างเปล่า เช่นเดียวกับคนที่ไม่เคยเรียนเกี่ยวกับกฎหมาย ไปอ่านตำรากฎหมาย ศัพท์บางคำที่ไม่เคยเห็นก็ไม่เข้าใจ ดังนั้น ถ้าเราฝึกให้ลูกอดทนที่จะฝ่าฟันเรื่องยาก ที่แม้ว่าตอนแรกจะไม่เข้าใจเลย แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด ลูกก็จะสะสมความอดทน สติ และสามารถทำความเข้าใจเรื่องยากๆ ได้ทีละเล็กละน้อยจนสามารถประสบความสำเร็จได้ จากเรื่องเล็ก ก็จะก้าวไปสู่เรื่องใหญ่ต่อไป เพราะฉะนั้นก้าวแรกในบ้านและในโรงเรียนเด็กเล็กจนถึงประถมศึกษาเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลูกๆ ให้ประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ดีตามควรเมื่อเป็นผู้ใหญ่ อย่าลืมว่า ก้าวใหญ่เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ในวัยเด็กเสมอ

พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความจำให้ลูกได้อย่างไร?

ขั้นตอนการสร้างความทรงจำอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้ลูก 7 ขั้น แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดการฝึกฝนซ้ำๆ จนลูกจำได้

  • ขั้นที่ 1 เข้าถึงระบบความทรงจำในสมองของลูก เป็นข้อได้เปรียบของพ่อแม่ เพราะลูกใกล้ชิดกับเรามากที่สุด ดังนั้น การใช้เวลากับลูกอย่างมีคุณค่าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อใกล้ชิดลูก พ่อแม่จะสังเกตเห็นลักษณะเด่น อะไรที่ลูกชอบ อะไรที่ลูกทำได้ดี อะไรที่ทำได้ช้า หรือต้องค่อยเป็นค่อยไป จำให้ขึ้นใจไว้ตลอดเวลาว่า ประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา (เห็นภาพ) หู (ได้ยินเสียง) จมูก (รับกลิ่น) ลิ้น (รับรส) ผิวหนัง(รับความรู้สึกต่าง ๆ รอบตัว) และความรู้สึกภายใน ต้องจัดให้ลูกครบถ้วน เวลาอยากให้ลูกรู้จักอะไรอย่างจริงจังลึกซึ้ง เช่น อยากให้ลูกรู้จักผลไม้ เพื่อปลูกนิสัยชอบทานผลไม้เป็นประจำ เลือกผลไม้ที่มีกลิ่นหอมจัด สีสวยเพื่อเรียกความสนใจของลูก (อาจจะเป็นกล้วยหอม ส้ม) ให้ลูกได้รู้จัก ลูกคลำเล่น ลองดมกลิ่น แล้วปอกเปลือกให้ทาน โดยคุณแม่ทานให้ดูเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ ให้ลูกทดลองลิ้มรส ไม่ต้องใจร้อน ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อลูกคุ้นชินกับผลไม้แล้ว ก็มาแนะนำให้ลูกรู้จักผัก เลือกผักที่อ่อนนิ่มก่อน ทานง่ายๆ ให้รู้จักตั้งแต่ยังไม่ได้ปรุง แล้วปรุงให้ลูกทาน โดยให้ลูกช่วยอยู่ข้างๆ ทำเสร็จแล้วทานด้วยกัน สนุกจริงๆ สำหรับเด็กๆ ที่ได้เฝ้าสังเกตพ่อหรือแม่ทำกับข้าว และมีส่วนร่วม พร้อมกับทานไปด้วยกัน
  • ขั้นที่ 2 ตอบสนอง ทบทวนเมื่อลูกค่อยๆ ซึมซับสิ่งที่ได้สัมผัสผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง และความรู้สึกของตนแล้ว สมองจะทำวงจรเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้ หากลูกสามารถพูดได้มากพอควรแล้ว ลูกจะจดจำผลไม้ ในคุณลักษณะที่เป็นผลไม้จริงๆ ไม่ใช่ผลไม้จากรูปภาพหรือจากคำบอกเล่า ยิ่งลูกเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากและลึกซึ้งเท่าไรก็ยิ่งดีมาก เมื่อลูกสามารถอธิบายหรือพูดให้เราฟังถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้ได้ แม่พ่อต้องสังเกตและตอบสนอง ส่วนใดที่ลูกบอกเล่า หรือชี้ได้ถูกต้อง ก็ช่วยพูดย้ำหรืออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย เพื่อค่อยเสริมความทรงจำของลูก ให้กำลังใจลูกด้วยการแสดงสีหน้า ยิ้ม ไม่จำเป็นต้องชมเชยด้วยคำพูดมากนัก ถ้าลูกบอกไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง อย่าตำหนิ หรือเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ควรช่วยแก้ไขด้วยความนุ่มนวล หรืออธิบายเพิ่มเติม ถ้าลูกไม่เข้าใจ อย่าหงุดหงิดหัวเสีย แสดงว่า สิ่งที่เราอธิบายไม่อาจเข้าไปถึงความคิดของเด็กได้ ลองหาวิธีใหม่ที่จะตอบสนองและทำให้ลูกเข้าใจได้ถูกต้องและลึกซึ้ง
  • ขั้นที่ 3 ต่อยอดจากสิ่งที่ลูกรู้อยู่แล้ว ไปสู่สิ่งใหม่ ต้องไม่ลืมว่า สมองของเราจะจดจำหรือเรียนรู้สิ่งใหม่โดยพยายามเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่มีอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ทุกครั้งที่จะสอนสิ่งใหม่ เช่น ลูกรู้จักกล้วยหรือส้มแล้ว ต่อไปอยากให้ลูกรู้จักมะนาว ทบทวนกับลูกสักหน่อย หยิบส้มถามว่า นี่อะไรลูก เมื่อลูกตอบได้แล้ว ก็อธิบายนิดหน่อย ส้มกลมๆ กลิ่นหอมๆ รสหวานเปรี้ยว อร่อยจริง หยิบมะนาวมาเปรียบเทียบให้ลูกดู กลมๆ เหมือนกัน ผิวคล้ายๆ กัน ให้ดมกลิ่นสักหน่อย กลิ่นต่างออกไปหน่อย ถ้าลูกอยากชิม คั้นแล้วถ้าเปรี้ยวมาก ใส่เกลือน้ำตาล ทำน้ำมะนาวให้ลูกชิมเล็กน้อย แต่คุณแม่ดื่มให้ดูอึกใหญ่ๆ บอกว่า อาจจะไม่อร่อยเท่าส้ม แต่แม่ก็ชอบเหมือนกัน นำมะนาวมาคั้นทำอาหาร เพื่อขยายความเข้าใจของลูกว่า มะนาวคั้นน้ำดื่มได้ แล้วคุณแม่ก็ยังเอามาทำอาหารได้ด้วย คุณกำลังขยายให้ลูกรับรู้และเข้าใจว่า ประโยชน์ของสิ่งที่ลูกรู้จักไม่ได้มีอย่างเดียว มีประโยชน์ได้หลายอย่าง คุณให้ลูกนับมะนาวไปด้วยเพื่อปลูกฝังความเข้าใจเรื่องจำนวนนับ เป็นการวางฐานการเข้าใจคณิตศาสตร์ไปด้วย
  • ขั้นที่ 4 ทำความทรงจำให้แข็งแรงยิ่งขึ้น จากขั้นที่ 3 ซึ่งเราได้ช่วยเด็กเพิ่มความทรงจำเชื่อมโยงจากของที่รู้อยู่เก่า ไปสู่สิ่งใหม่ แม่พ่อก็คงจะพอประเมินได้แล้วว่า ลูก ๆ มีความก้าวหน้าไปถึงไหน เรียนรู้ได้ตามที่เราคาดหวังมากน้อยเพียงไร ตอนนี้เป็นหน้าที่ที่จะช่วยจัดกระบวนการให้ความทรงจำของลูกแข็งแรงขึ้น ด้วยการ “ประเมินค่า/ตอบสนอง” เพื่อช่วยเสริม แก้ไข ก่อนที่ความทรงจำของลูกจะฝังแน่นไปนาน และจะแก้ไขยากเมื่อโตขึ้น เช่น ถ้าลูกพูดคำไทยไม่ชัด “กล้วย”เป็น “ก้วย” สิ่งที่ควรทำก็คือ พูดว่า “ลูกจ๋า เขาเรียกว่า กล้วยจ้ะ ไหนออกเสียงตามแม่สิจ๊ะคนดี” ถ้าลูกพูดได้ชัดขึ้น (อาจไม่ชัดมากที่สุด ก็ให้กำลังใจ “นั่นลูกทำได้ เห็นไหม เอาเรามาร้องเพลงเล่นกัน..” พ่อแม่อาจช่วยลูกแต่งเพลงเกี่ยวกับกล้วย ไม่จำเป็นต้องมีคำคล้องจองตามไวยากรณ์ ทำให้ง่ายสำหรับลูกและสนุกไปด้วย นี่เป็นวิธีที่จะช่วยปลูกฝังความทรงจำระยะยาวแบบถูกต้อง
  • ขั้นที่ 5 ฝึกซ้อมกับลูกให้บ่อยที่สุด เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลูกสร้างความทรงจำระยะยาวไปนานแสนนาน ลองนึกถึงตัวเราเอง พวกเราเรียนรู้วิธีแปรงฟันจากพ่อแม่ได้อย่างไร และทักษะในการแปรงฟันติดตัวเรามาตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยลืม เพราะอะไร ก็เพราะคนที่เลี้ยงดูเราได้ช่วยสอนและให้เราแปรงฟันทุกวันๆ เป็นเวลายาวนาน ความทรงจำเกี่ยวกับการแปรงฟันและนิสัยในการดูแลตัวเองอื่นๆ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ทานอาหาร บางคนก็ปรุงอาหารเองได้ ก็เพราะพ่อแม่ให้เราฝึกฝนจนฝังรากลึกในสมองของเราไม่หายไปไหนเลย แม้ว่าบางทีเราอาจตกระกำลำบาก สมมติว่า ไปอยู่เกาะห่างไกลไม่มีแปรงสีฟัน หลายปีผ่านไป เรากลับมาบ้านก็ยังแปรงฟันได้
  • ขั้นที่ 6 ทบทวนให้บ่อยที่สุด พ่อแม่ต้องกำหนดให้ได้ว่า ความรู้ ทักษะ หรือพฤติกรรมอะไรที่อยากให้ลูกจดจำไปได้นานแสนนาน อะไรที่เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของลูกต่อไปในอนาคต เช่น เมื่อลูกเข้าขวบที่ 3 ควรมีความเข้าใจและความสามารถในการดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องปล่อยและฝึกให้ลูกดูแลตนเองให้มากที่สุด ไม่ใช่ต้องมีคนรับใช้หรือช่วยเหลือตลอดเวลา ถ้ามีคนช่วยมากลูกก็จะเรียนรู้ช้า เพราะการเรียนรู้ของสมองลูกจะได้จากการลงมือทำจริงๆ เท่านั้น ยิ่งทำมาก วงจรในสมองก็ยิ่งหนาแน่นและมีความสามารถมาก ที่สำคัญต้องฝึกให้ลูกหัดทำงานตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่งานเล็กๆ ไปจนถึงงานบ้านเท่าที่ลูกจะสามารถทำได้ การที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูกมากเกินไป นั่นคือการทำร้ายลูกทางอ้อม เพราะเท่ากับตัดโอกาสที่ลูกจะเรียนรู้ได้ตามวัย มีผลให้ลูกมีพัฒนาการช้ากว่าที่ควร อันจะส่งผลไปถึงการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ เมื่อเข้าโรงเรียน
  • ขั้นที่ 7 ฝึกให้ลูกดึงความทรงจำออกมาใช้บ่อยๆ และยากขึ้นเป็นลำดับตามอายุ ความสามารถขั้นนี้สำคัญมาก เพราะพ่อแม่จะทราบว่าลูกเรียนรู้ได้ดีมากขนาดไหน เช่น ถ้าเราฝึกลูกแปรงฟัน เราก็เฝ้าสังเกตว่าลูกทำอย่างไรบ้าง จับแปรงสีฟันถูกต้องไหม แปรงฟันสะอาดไหม นั่นหมายถึงเรากำลังกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ลูกได้ดึงความรู้จากความทรงจำออกมาใช้ประโยชน์จริงๆ ได้แล้ว ถ้าลูกยังทำไม่ถูกต้อง พ่อแม่มีหน้าที่ช่วยให้ลูกทบทวน อย่าเพิ่งช่วยหรือจับมือ ถามลูกก่อนว่า จำที่แม่สอนได้ไหมว่า เวลาจับแปรงสีฟันอย่างไร เปิดโอกาสให้ลูกลองดึงความทรงจำออกมาอีกครั้ง บางทีการที่ลูกทำไม่ถูกต้องอาจเป็นเพราะว่า ลูกรีบร้อนให้เสร็จ การที่เราช่วยทันทีหรือแก้ไขทันที อาจทำให้เราประเมินลูกต่ำเกินไป ลูกอาจจำได้แต่ยังดึงความทรงจำออกมาได้ไม่หมด ความอดทนและเฝ้าสังเกตอย่างตั้งใจ ไม่ผลีผลามช่วยเหลือจึงจะช่วยลูกได้อย่างจริงๆ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ปัญหาที่ครูทั้งหลายมักถามว่า ข้อมูลใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเดิมๆ ของเรา จะถูกจัดเก็บเข้าไปในความทรงจำระยะยาวได้หรือไม่ และจะทำอย่างไร เพื่อที่จะช่วยลูกศิษย์สำหรับวิชาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น และครูก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ไปกับความทรงจำเก่าของเด็กได้หรือไม่ เพราะเด็กแต่ละคนก็ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน ถ้าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำระยะยาวหลายๆ วิธีก็คงจะช่วยลูกศิษย์เราได้ง่ายขึ้น สิ่งที่จะช่วยได้ชัดเจนก็คือ การใช้ดนตรี ศิลปะ การเคลื่อนไหวเป็นฐานในการสร้างบทเรียนใหม่ๆ ให้เด็ก เช่น ถ้าต้องการเพิ่มคำศัพท์ต่างๆ ให้มากขึ้นทั้งวลี ประโยคยาวขึ้น แทนที่จะสอนให้อ่านหนังสือที่น่าเบื่อ ครูควรหาเพลง คำกลอน (หรือเพลงที่แต่งขึ้นเอง อาจไม่เพราะด้วยหูของเรา แต่ถ้าเด็กสนุกและชอบมัน ก็ถือว่าเราทำได้ถูกต้อง และเด็กจะจดจำได้ง่ายและรวดเร็วด้วย) เพราะว่า ดนตรี เพลง ศิลปะ และการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นส่วนของอารมณ์ความรู้สึกเด็กให้สนใจ ชอบ ตื่นเต้น ท้าทาย และเข้าสู่บทเรียนใหม่ได้ง่ายขึ้นมาก และยังช่วยกระตุ้นเสริมความทรงจำอีกด้วย ขณะเดียวกันอย่าลืมให้เด็กเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือน แตกต่าง กับสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กเข้าใจเรื่องที่เรียนอยู่อย่างลึกซึ้งมากขึ้นด้วย

บรรณานุกรม

  1. จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ และคณะ. (2551). รู้จัก kid รู้จิตเด็ก. กรุงเทพฯ. ฐานบุคส์.
  2. สายฤดี วรกิจโภคาทร และคณะ. (2553). คู่มือพัฒนาอายตนะ 6 ในเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ. ธรรมสาร.
  3. Jensen, Eric. (2005). Teaching with the brain in mind. Virginia: Association for supervision and curriculum development.
  4. Call, Nicola and Featherstone, Sally. (2003) Thinking child – Brain-based learning for the foundation stage. Network Educational Press Ltd.
  5. Sprenger, Marilee. (1949). How to teach so students remember. Virginia: Association for supervision and curriculum development.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน