หน้าหลัก » บทความ » ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Ability)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สความสามารถด้านมิติสัมพันธ์

ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Ability)หมายถึง ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของสิ่งต่างๆเมื่อเทียบกับตำแหน่งหรือจุดอ้างอิงจุดใดจุดหนึ่ง เช่น หากใช้ตัวเด็กเป็นหลักสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กก็จะมีตำแหน่ง หน้า หลัง บน ล่าง ซ้าย ขวา คนที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จะมีความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ที่ว่าง สถานที่และเวลา สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ และสามารถวาดมโนภาพของความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นในใจ รวมทั้งถ่ายทอดออกมาให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้

ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไร?

คนที่มีทักษะและความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จะมีความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ที่ว่าง สถานที่และเวลา สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆและมโนภาพความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นในใจ ตลอดจนถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้เป็นรูปธรรม หรือมีความสามารถในการมองสิ่งต่างๆได้ในมิติที่หลากหลายและรวดเร็ว เป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างมาก ส่งผลให้มนุษย์เข้าใจถึงมิติอันได้แก่ ขนาด รูปร่าง ความสูง – ต่ำ ความใกล้ – ไกล พื้นที่และปริมาตรจะช่วยให้มนุษย์เกิดจินตนาการและนึกเห็นภาพของส่วนประกอบต่างๆเมื่อแยกออกจากกัน และสามารถมองเห็นเค้าโครงหรือโครงสร้างเมื่อเอาส่วนต่างๆมาประกอบหรือรวมเข้าด้วยกัน มิติสัมพันธ์ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราตั้งแต่ตื่นนอน เช่น ตื่นนอนเราต้องลงจากเตียงทางด้านซ้ายมือหรือขวามือ เมื่อเปิดประตูห้องน้ำจะเห็นแปรงสีฟันวางอยู่ในแก้วน้ำ หยิบยาสีฟันบีบลงบนแปรงสีฟัน แปรงฟันบนและแปรงฟันล่าง การแต่งตัวการใส่เสื้อผ้า เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ เด็กในวัย 1 – 3 ปี ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์กำลังก่อเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อเด็กมีอายุ 4 – 5 ปี จึงจะเริ่มเข้าใจในมิติสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น เข้าใจว่า “บนโต๊ะ” “ใต้โต๊ะ” “ด้านหน้า” “ด้านหลัง” “ซ้ายมือ” และ “ขวามือ” คืออะไร โดยเด็กจะมีความเชี่ยวชาญและความชำนาญด้านมิติสัมพันธ์แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กได้รับ

พัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจะพัฒนาเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการที่เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ จึงมีความสำคัญมากสำหรับเด็กในวัยนี้ เนื่องจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาจะพัฒนาและเจริญงอกงามสูงสุด พัฒนาการทางสติปัญญาเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะของบุคคลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เป็นความสามารถของการจัดระเบียบและการซึมซับประสบการณ์ใหม่ (Assimilation) และการปรับขยายโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) เพื่อให้เกิดความผสมกลมกลืนระหว่างประสบการณ์เก่าและใหม่ให้เกิดความสมดุลทางด้านสติปัญญา (Equilibrium) ทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการพัฒนาทางด้านสติปัญญาจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นกับคนทุกระดับอายุและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในกระบวนการทางสมองและการพัฒนาสติปัญญา การพัฒนาทางสติปัญญาเป็นการสะสมความรู้และประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อยเพื่อการเรียนรู้อย่างเข้าใจ ช่วยให้คนมีความงอกงามทางสติปัญญา เด็กที่ได้รับการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี มีสื่อการเรียนรู้ มีเครื่องเล่นและการแนะนำสนับสนุนที่ดี สิ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสติปัญญซึ่งนำไปสู่การพัฒนาต่อไป ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้สติปัญญาของคนเราแตกต่างกัน ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่

  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม คือ การถ่ายทอดลักษณะต่างๆทาง DNA ซึ่งทุกคนจะได้รับจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ
  • ปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบตัวหลังจากคลอดออกมาจากครรภ์มารดา ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ได้แก่ การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ การได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และการอบรมสั่งสอนจากครู ผู้ใหญ่และบุคคลที่แวดล้อมเด็ก การอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เหมาะสมต่างๆ หากเด็กได้รับประสบการณ์และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ดี แต่หากเด็กขาดโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์ที่ดีเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก

ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์เป็นความสามารถด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยซึ่งมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ซึ่งความสามารถด้านมิติสัมพันธ์นี้สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสใช้วัตถุสิ่งของต่างๆอย่างชำนาญ จัดกิจกรรมให้เด็กได้สังเกต ได้ฝึกการมองรายละเอียดของสิ่งต่างๆ การเล่นเกมการศึกษา การเล่นบล็อก การจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้เปรียบเทียบ ขนาด รูปร่าง รูปทรง การฝึกในเรื่องของทิศทาง การทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นต้น

ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์เป็นความสามารถที่นำไปสู่การสร้างสรรค์และเชื่อมโยงไปสู่ความรู้ในด้านอื่นๆและทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นปกติสุข ดังนั้นความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จึงมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

  • เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และความสามารถด้านอื่นๆโดยเฉพาะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เช่น ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การสอนเรขาคณิต เป็นต้น
  • ช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าวัตถุต่างๆรอบตัวมิได้มีความคงทนถาวรแต่จะมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เด็กๆจะได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ
  • ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความสามารถในด้านการอนุรักษ์วัตถุต่างๆตามทฤษฎีของเพียเจท์ เด็กๆจะได้เข้าใจว่าวัตถุต่างๆแม้จะมีการเปลี่ยนรูปร่างหรืออยู่ในภาชนะที่ต่างกันแต่ยังคงมีปริมาณและน้ำหนักเท่าเดิม เช่น น้ำที่อยู่ในแก้วที่มีรูปทรงสูงต่ำต่างกันยังคงมีปริมาณเท่าเดิม เป็นต้น
  • ช่วยส่งเสริมเด็กในด้านการคิดและจินตนาการที่นำไปสู่อาชีพต่างๆในอนาคต เช่น จิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักจัดสวน นักสร้างแผนที่ นักออกแบบกราฟฟิค นักร่างภาพ นักประดิษฐ์ ช่างทาสีบ้าน ฯลฯ ล้วนถ่ายโยงภาพที่ปรากฏในจินตนาการไปสู่สิ่งใหม่ที่กำลังปรับเปลี่ยน
  • ช่วยให้เด็กสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยเริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาจัดเก็บที่นอน ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร เดินทางไปโรงเรียน เกี่ยวข้องกับเรื่องของการสังเกต การเปรียบเทียบขนาด รูปทรง ระยะทาง น้ำหนัก
  • ช่วยให้เด็กรับรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตำแหน่ง ทิศทางและระยะทางกับวัตถุที่อ้างอิง ณ จุดใดจุดหนึ่ง ได้แก่ บน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง นอก ใน ระหว่าง ใกล้ ไกล

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์อย่างไร?

การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กปฐมวัย เป็นกิจกรรมที่เด็กได้ปฏิบัติและกระทำด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว ตามตารางกิจกรรมประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ครูใช้เพลงบรรเลงให้เคลื่อนไหวพื้นฐานตามจังหวะเพื่อให้เด็กเรียนรู้ทิศทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ การเคลื่อนไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง การเคลื่อนไหวในระดับสูงด้วยการเขย่งปลายเท้า เหยียดแขนขึ้นสูง การเคลื่อนไหวในระดับกลางและการเคลื่อนไหวในระดับต่ำด้วยการลดตัวให้ใกล้กับพื้น โดยอาศัยการออกคำสั่งให้เด็กปฏิบัติกิจกรรม อาจให้เด็กเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ เช่น การเคลื่อนไหวไปกับลูกบอล ริบบิ้นผ้า ลูกโป่ง กระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น นอกจากนี้อาจให้เด็กเคลื่อนร่างกายโดยใช้ท่าทางโยคะที่เหมาะสมกับเด็ก เช่น ท่าภูเขา ท่าต้นไม้ ท่าตั๊กแตน ท่างู เป็นต้น การเคลื่อนไหวจะทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดตัวเองกับพื้นที่ทั้งในแนวระนาบและแนวดิ่ง การรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับผู้อื่นขณะเคลื่อนไหว
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมที่เน้นให้เด็กเรียนรู้ความคิดรวบยอดจากหัวเรื่องหรือหน่วยการเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ พร้อมพัฒนาเด็กในด้านต่างๆทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆทั้งการสนทนาอภิปราย การสาธิต การทดลองวิทยาศาสตร์ การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ การเล่านิทาน ฯลฯ กิจกรรมต่างๆเหล่านี้สามารถส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กได้ เช่น การเรียนรู้หน่วยผลไม้ กิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ลักษณะของผลไม้ เด็กมีโอกาสได้สังเกตความเหมือน ความแตกต่างของผลไม้ชนิดต่างๆ เรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของสี รูปร่างของผลไม้ น้ำหนัก ลักษณะของผิวที่มีความเหมือนหรือแตกต่างกันหรือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของผลไม้ เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแยกออกจากกันหรือการรวมเข้าด้วยกันจากการผ่าผลไม้ออกเป็นซีก หรือ 4 ส่วนและนำมารวมกันเพื่อให้เป็นผลไม้ที่มีรูปทรงเหมือนเดิม การเรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่ง ทิศทางและระยะก็จะเกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมให้เด็กบอกตำแหน่งของมังคุดว่าอยู่ในทิศทางใดกับจานที่ใส่ผลไม้ เด็กจะได้เรียนรู้ตำแหน่งซ้าย ขวา บน ล่าง นอก ใน ใกล้ ไกล จากการเรียนรู้ในหน่วยผลไม้อย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ครูจะเป็นผู้ใช้คำถามให้เด็กได้พัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ในแต่ละวัน

    การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน การเรียนรู้เกี่ยวกับ ตำแหน่ง ทิศทางและระยะจะเกิดขึ้นจากการให้เด็กบอกว่ากล้วยน้ำว้าอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับจาน การให้เด็กหั่นกล้วยออกเป็นท่อนและลองให้นำมารวมกันใหม่จะเป็นการเรียนรู้มิติสัมพันธ์ด้านการแยกออกจากกันและการรวมเข้าด้วยกัน เป็นต้น

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ให้โอกาสเด็กในการถ่ายทอดความคิดและจินตนาการผ่านผลงานศิลปะต่างๆ ซึ่งสามารถพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กได้ เช่น
    • การวาดภาพระบายสี ให้เด็กได้ลองวาดภาพจากมุมมองที่ต่างกัน เด็กจะได้มีประสบการณ์การมองในทิศทางต่างๆ เช่น มองจากด้านบนลงมา มองจากด้านล่างย้อนขึ้นไป มองจากด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง เด็กจะพบว่าสิ่งที่มองนั้นแตกต่างกันไป ให้เด็กวาดภาพสิ่งที่เห็นจากมุมมองต่างๆ เด็กจะเรียนรู้ว่าแม้เป็นสิ่งของชนิดเดียวกันแต่เมื่อมองต่างมุมมองจะเห็นต่างกัน ซึ่งครูอาจให้เด็กแต่ละคนวาดของสิ่งเดียวกันจากคนละทิศทาง ภาพวาดที่ออกมาก็จะต่างกัน
    • งานปั้นงานประดิษฐ์ การให้เด็กทำงานปั้น เช่น ปั้นแป้งโด ปั้นดินเหนียว ปั้นดินนำมัน ก็จะทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์งานที่มีลักษณะเป็นสามมิติจากความคิดของเด็กๆและเพลิดเพลินกับงานปั้นตามจินตนาการอย่างอิสระ
  • กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็ก เช่น การเล่นบล็อก ตัวต่อและภาพตัดต่อ การเล่นบล็อก ตัวต่อต่างๆจะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับการเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่ การจัดวาง การกะระยะ สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความคิด เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง ความพอเหมาะพอดีที่จะจัดวางบล็อกแต่ละชิ้นเพื่อมาประกอบกันให้เป็นไปตามต้องการ บล็อกและตัวต่อจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กในหลายๆด้านด้วยกัน สำหรับภาพตัดต่อจะช่วยพัฒนามิติสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน เด็กจะเรียนรู้ที่จะบรรจุให้พอเหมาะพอดี ด้วยการประกอบภาพจากส่วนย่อยๆโดยสังเกตจากสี รูปร่างลักษณะ ชิ้นที่นำมาต่อจะต้องพอเหมาะกับช่องว่าง
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งนอก ในจากการเล่นเกมเสือกินวัว เกมกระรอกเข้าโพรง เกมกาฟักไข่ เด็กจะได้เรียนรู้ตำแหน่งบน ล่างจากการเล่นเกมขี่ม้าส่งเมือง เรียนรู้ระยะใกล้ ไกลจากเกมการโยนลูกบอลลงตะกร้า เกมการวิ่งเก็บของใส่ลงในตะกร้า เด็กได้เรียนรู้ตำแหน่งซ้าย ขวาจากการยืนเข้าแถวเตรียมเล่นเกม เรียนรู้ข้างใน ข้างนอกจากการเล่นลอดปล่องหรือเครื่องเล่นสนาม
  • เกมการศึกษา เช่น การใช้เหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกับการหาความสัมพันธ์ของพื้นที่ การหาความสัมพันธ์ของสี รูปทรง สิ่งของกับทิศทางต่างๆ เช่น เกมหาความสัมพันธ์ของภาพที่สัมพันธ์กับภาพแรก เกมจับคู่ต่างๆ เช่น จับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพกับโครงร่าง จับคู่ภาพสัตว์กับอวัยวะที่หายไป จับคู่ภาพที่มีทิศทางเดียวกับภาพแรก เกมภาพตัดต่อต่างๆตามหน่วยประสบการณ์ เกมพื้นฐานการบวก เกมโดมิโน เกมลอดโต ฯลฯ

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ได้อย่างไร?

  • จัดวางสิ่งของภายในบ้านให้มีตำแหน่ง ระยะและทิศทางต่างๆเพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับทิศทาง ตำแหน่งและการใช้พื้นที่ เช่น วางรองเท้าบนชั้นวางรองเท้า เก็บเสื้อผ้าไว้ในตู้ เก็บอาหารไว้ในตู้เย็น ฯลฯ
  • ใช้คำถามที่กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้านมิติสัมพันธ์ เช่น ถามลูกว่ารองเท้าอยู่ที่ไหน ลูกควรเก็บเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไว้ที่ไหน ลูกช่วยหยิบผักในตู้เย็นให้แม่หน่อย
  • ให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านและพูดคุยกับลูกเพื่อส่งเสริมให้ลูกมีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ เช่น การให้เด็กกวาดขยะ โดยบอกให้เด็กกวาดขยะจากในห้องครัวออกมาห้องรับแขก แล้วกวาดไปไว้ที่ประตูหน้าบ้าน ช่วยแม่เก็บจาน แก้วที่ล้างแล้วไว้ในตะกร้า ช่วยแม่หั่นผักแล้วนำไปล้างในอ่างน้ำ เป็นต้น
  • จัดหาวัสดุอุปกรณ์ สื่อของเล่นที่ส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้เด็กได้เล่น เช่น ตุ๊กตา อ่างเล่นน้ำ กระบะทรายและอุปกรณ์ประกอบการเล่น บล็อกและตัวต่อพลาสติกต่างๆ เกมภาพตัดต่อหรือเกมฝึกเชาวน์ต่างๆ ดินน้ำมันหรือแป้งโด ฯลฯ
  • พาเด็กไปในเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า สถานที่ต่างๆและเมื่อไปพบเห็นสิ่งใดที่สามารถช่วยส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กได้ก็อาจใช้วิธีการสนทนา พูดคุยหรือใช้คำถามให้เด็กตอบได้ เช่น ถ้าไปเที่ยวสวนสัตว์อาจถามเด็กว่ากรงเสืออยู่ใกล้กับสัตว์ชนิดใด ฮิปโปอยู่ที่ไหน เรืออยู่ที่ไหน นกเกาะอยู่ตรงไหน ฯลฯ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กแล้ว เทคนิคอื่นๆก็ยังสามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านนี้ให้กับเด็กได้ เช่น การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้มีการจัดวางวัสดุอุปกรณ์ สื่อ เครื่องเล่นที่เน้นในเรื่องทิศทาง ระยะทาง พื้นที่ การจัดวางให้มีตำแหน่งต่างๆ การจัดเก็บหรือการนำออกมาใช้ให้มีความสะดวก ปลอดภัยและมีระเบียบ นอกจากนี้การใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กตอบเพื่อบอก ตำแหน่ง เปรียบเทียบ วิเคราะห์ก็เป็นอีกวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่สามารถพัฒนา ส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กปฐมวัยได้

บรรณานุกรม

  1. ธิดา พิทักษ์สินสุข. (2552). เก่งมิติสัมพันธ์. http://www.watansatitschool.com .สืบค้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557.
  2. เยาวพา เดชะคุปต์. (2554). พหุปัญญา มองคุณค่าทุกความแตกต่าง. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:สาราเด็ก.
  3. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2527). หลักการสร้างแบบทดสอบวัดความถนัด. กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพาณิชย์.
  4. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2550). การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ:คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต.
  5. อารยา ล้อมสาย. (2552). ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมขนมไทยตัดหยอด. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
  6. Nutbrown C., Clough P., Selbie P. (2008). Early Childhood Education. London:SAGE Publication Ltd.
  7. Hoskisson, H.L.;& Tompkins, G.E. (1987). Language Arts : Content and Teaching Strategies. New York: Merrill.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน