หน้าหลัก » บทความ » คุณธรรมพื้นฐานเรื่อง ประหยัด (seeking the optimum)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ

คุณธรรมพื้นฐานเรื่อง ประหยัด มีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

การประหยัดและอดออมเป็นหัวใจของการตั้งหลักตั้งฐานให้มั่นคง คนที่จะเรียกได้ว่า รู้จักหา รู้จักใช้ทรัพย์ หรือหาเงินเป็น ใช้เงินเป็น เป็นคนทำมาหากินที่ดี ตั้งตัวสร้างหลักฐานได้ และใช้ทรัพย์สมบัติเป็นประโยชน์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางเศรษฐ กิจอย่างถูกต้อง ก็เพราะปฏิบัติตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 ประการ ดังต่อไปนี้

  • อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียร ในการปฏิบัติหน้าที่การงานและการประกอบอาชีพสุจริต ฝึกฝนให้มีความชำนาญและรู้จริง รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาวิธีการที่เหมาะที่ดี จัดการและดำเนินการให้ได้ผลดี หรือเรียกว่า “หาเป็น”
  • อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักคุ้มครอง เก็บ รักษาโภคทรัพย์และผลงานที่ได้ทำไว้ด้วยความขยัน หมั่นเพียรโดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย หรือเรียกว่า “เก็บเป็น”
  • กัลยาณมิตตตา คบหาคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักเสวนา คบหาคน ไม่เอาอย่างผู้ที่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย เลือกเสวนาศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้รู้ ผู้ทรงคุณ ผู้มีความสามารถ ผู้น่าเคารพนับถือ และมีคุณสมบัติเกื้อกูลแก่อาชีพการงาน หรือเรียกว่า “สร้างเครือข่ายคนดีเป็น”
  • สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตแต่พอดี คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เป็นอยู่พอดีสมรายได้ มิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ให้ราย ได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ หรือเรียกว่า “ใช้เป็น”

คุณธรรมพื้นฐานเรื่อง ประหยัด มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การศึกษาเริ่มต้น เมื่อคนกินอยู่เป็น เมื่อเรามีชีวิตอยู่ ก็จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐาน การศึกษาพื้นฐาน คือ เรื่องการบริโภคปัจจัยสี่ด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณา มีสติ ไม่บริโภคด้วยตัณหา

  • การบริโภคด้วยปัญญาต่างกับการบริโภคด้วยตัณหา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ให้การรับประทานอาหารหรือการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆเป็นเครื่องเกื้อหนุน ให้เรามีกำลัง เพื่อจะได้ทำกิจ ทำหน้าที่ ศึกษาเล่าเรียน ทำงานทำการ บำเพ็ญเพียรให้ได้ผล ให้เราดำเนินชีวิตที่ดี มีการพัฒนาตนเอง และทำสิ่งที่ดีงามให้ยิ่งขึ้นไป
  • การบริโภคด้วยปัญญา จึงหมายถึง การจำกัดปริมาณอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย จำกัดประเภทอาหารให้พอดีที่จะได้สิ่งที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์ และได้สัดส่วน บริโภคใช้สอยทรัพยากรและสิ่งต่างๆอย่างประหยัด รู้คุณค่าที่แท้จริง ไม่เลยเถิดจนเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น
  • การเบียดเบียนตนเอง คือ การรับประทานอาหารแล้วทำให้สุขภาพร่างกายเสียไป เพราะเห็นแก่คุณค่าเทียม เห็นแก่ความเอร็ดอร่อย โก้หรู กินทิ้งกินขว้าง กินจนท้องอืดเฟ้อ หรือกินอาหารที่เป็นพิษ การเบียดเบียนผู้อื่น จนทำให้สังคมเดือด ร้อน เพราะแย่งชิงเอาเปรียบกัน หรือเอาจากผู้อื่นมากโดยใช่เหตุ และทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้หมดไปอย่างรวดเร็ว

เด็กที่มีความพอใจในปัจจัย 4 ตามพอดี จะเป็นผู้ที่ไม่เกิดความทุรนทุราย สุขง่ายด้วยวัตถุเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นต่อการดำรง ชีวิต มีเวลาและแรงกายไปทุ่มเทอุทิศให้กับการปฏิบัติกิจหน้าที่ของตน มีวิถีชีวิตที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมองเห็นคุณค่าของทรัพยากร รู้จักใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่า มีความเข้าใจ ความตระหนัก เกิดจิตสำนึกสาธารณะ มีอุปนิ สัยกินอยู่อย่างพอเพียง รู้อยู่ รู้กิน รู้ประมาณตน มีทักษะในการพึ่งพาและดูแลรับผิดชอบในกิจวัตรของตัวเอง รู้จักย้อนมองและตรวจสอบตนเอง รู้จักพิจารณาด้วยเหตุผล แยกแยะคุณโทษ มีวินัย และมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต มีทักษะในการแก้ ปัญหา เผชิญอุปสรรค และสามารถแสวงหาทางออกที่ถูกต้องเหมาะสมได้ มีความภาคภูมิใจในตนเองที่มีบทบาทร่วมสร้างสานวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่อง ประหยัดให้ลูกอย่างไร?

โรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้ที่บ่มเพาะปัญญาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย เพื่อให้ทั้งนักเรียน ครู ผู้ปก ครอง และบุคลากรทุกคนในโรงเรียนได้พัฒนาตนเองให้เข้าถึงคุณค่าแท้ของความเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตด้วยความตื่นรู้ มีสติ มีวิจารณญาณ เชื่อมโยงตัวเองกับธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบตัว ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต การกระทำทั้งหลายต้องเกิดจากจิตสำนึกหรือความตระหนักในคุณและโทษที่มีต่อตนเองและส่วนรวมจนเกิดสำนึกรับผิดชอบ ซึ่งเป็นรากฐานของจิตใจ เป็นปัจจัยภายในที่ต้องการอาศัยการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับปัจจัยภาย นอกในการจัดระบบแบบแผนที่ชัดเจน ปฏิบัติได้ง่าย และที่สำคัญคือ เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล มีความต่อเนื่อง จนกลาย เป็นวิถีปฏิบัติที่รับผิดชอบร่วมกัน ตัวอย่างเช่น

1. โรงเรียนทำเป็นระบบครบวงจร เป็นการจัดทำโครงการต่างๆของโรงเรียน ได้แก่

  • สถานีแยกขยะ ขยะที่เราทิ้งกันทุกวัน เชื่อไหมว่า ของบางอย่างกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า ทางโรงเรียนสามารถนำ ไปหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ ด้วยการเปลี่ยนขยะที่ส่งกลิ่นรบกวน ให้เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ของทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง ที่ช่วยกันแยกทรัพยากรออกจากขยะ นำมาล้าง ผึ่ง ก่อนทิ้งหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อ ส่งเสริมให้โรง เรียนเป็นชุมชนที่สามารถจัดการขยะและของเสียได้ด้วยตนเอง ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการขยะ เริ่มจาก
    • แยกทรัพยากรออกจากขยะ
    • เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร ได้แก่ เศษอาหารนำไปเป็นอาหารสัตว์ สิ่งย่อยสลายง่าย ส่งไปหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ นำไปขายให้แหล่งรับซื้อ
    • ปรับพฤติกรรม เพื่อลดการสร้างขยะ
  • รณรงค์ ให้ ลด-ละ-เลิก วิถีการบริโภคที่ก่อให้เกิดของเสีย โดยเฉพาะขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น ขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่องโฟม ส่งเสริมให้ใช้ภาชนะที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น ปิ่นโต ตะกร้า ถุงผ้า เป็นต้น
  • โรงครัว ร้านอาหาร เศษอาหารจากที่ต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียน สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ส่วนเศษผัก ผล ไม้ เศษใบไม้ สามารถนำมาแปรเปลี่ยนทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำชีวภาพรดน้ำแปลงผักอินทรีย์และต้นไม้ให้งอกงาม
  • โรงหมักปุ๋ย นำเศษอาหารและเศษกิ่งไม้ ใบไม้ รวมทั้งการหมักน้ำชีวภาพจากเศษผลไม้ (โดยเฉพาะสับปะรด) นำกลับมาใช้และแจกจ่ายให้คนในชุมชนต่างๆ
  • น้ำใช้-น้ำทิ้ง จากอาคารเรียน จากโรงครัว ถูกนำมาบำบัดในบ่อบำบัดระบบปิดและระบบเปิด ที่นักเรียนสามารถร่วมกันทำโครงการบำบัดน้ำเสีย โดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ประดิษฐ์คิดค้นทดลองระบบบำบัดน้ำที่เกิดขึ้นในโรง เรียน ก่อนจะกลายเป็นน้ำใสใช้รดน้ำต้นไม้และคืนลงสู่คลองสาธารณะ เป็นการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนและเกิดจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง ที่สมาชิกในชุมชนสามารถศึกษาดูการทำงานและตรวจสอบระบบได้
  • สถานีซ่อม-สร้าง ของเสียก็ซ่อมหรือสรรค์สร้างเป็นสิ่งใหม่ เศษวัสดุต่างๆถูกนำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ชั้น กระดานดำ เครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆที่เกิดจากการใช้งานในโรงเรียน
  • อาคารเรียน จัดให้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่เขียวขจี มีสวนป่าร่มรื่น เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนของนักเรียนในเรื่องธรรมชาติและระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกิ่งไม้ใหญ่จากต้นไม้และสวนป่า ก็ถูกนำมาใช้เผาเป็นถ่าน กลับไปใช้ในโรงครัว ช่วยประหยัดพลังงานได้
  • บึงน้ำ ห้องเรียนธรรมชาติสำหรับเด็กทุกวัยในโรงเรียน ควรออกแบบให้มีบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการจัดการระบบระบายน้ำ ที่จะช่วยรับน้ำได้มากในหน้าฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วม และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในหน้าแล้งได้อีกด้วย การได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ย่อมทำให้เด็กเห็นคุณค่า รู้จักดูแลรักษา หวงแหนธรรมชาติแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยวิ่งเล่น ปีนป่าย เก็บเศษไม้ ลูกไม้ มาทำของเล่น

2. บ่มเพาะความพอเพียงให้เป็นกิจวัตร ตัวอย่างเช่น

  • จัดเตรียมอาหารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ โรงเรียนจัดอาหารให้ครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครองบริโภค ด้วยการปลูกผักปลอดสารพิษรับประทานเอง เปิดโอกาสให้ผู้ทำเกษตรอินทรีย์และผู้บริโภคได้มาพบกัน งดใช้ขวด ถุง ถ้วยพลาสติก กล่องโฟม ส่งเสริมให้ผู้ซื้อนำกล่องหรือปิ่นโตมาใส่อาหาร เพื่อลดขยะถุงพลาสติก
  • มีของใช้ส่วนตัว ทุกคนในโรงเรียนมีของใช้ประจำตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ปิ่นโต กล่อง ถุงผ้า เพื่อลดการใช้ทรัพยากรอื่นๆ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทุกคนสามารถล้างภาชนะที่ใช้ และนำมาใช้ได้เมื่อต้องการ
  • ดูแลทำความสะอาด ในห้องเรียน ห้องทำงาน เสมือนเป็นบ้านของตัวเอง ทำน้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดต่างๆที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ในโรงเรียน

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่อง ประหยัด ให้ลูกอย่างไร?

  • สำรวจการใช้จ่าย สำหรับที่บ้าน ในครอบครัว พ่อแม่ลองชักชวนลูกๆสำรวจสิ่งของต่างๆในบ้าน แล้วรวมราคาคร่าวๆ ว่ามีราคามหาศาลเพียงใด ที่บ้านของเราอยู่กันกี่คน ชวนกันสำรวจครัว และการกินของสมาชิกในบ้านว่า กินเพื่อสุขภาพดีจริงหรือ มีมากเกินไปไหม แต่ละเดือนจ่ายค่าอาหาร ค่าไฟเท่าไร เราสร้างขยะจากการกินมหาศาลเพียงใด ทุกวันนี้เรามีความสุขจริงหรือ กับวิถีชีวิตที่สะดวกสบาย ซื้อ หา กิน ใช้ เรื่อยๆไป จะซื้ออะไรใกล้ไกลแค่ไหนก็สะดวกสบาย ซื้อผ่านออนไลน์ กดคลิกเดียว ก็ซื้อได้ ยิ่งซื้อง่าย ก็ยิ่งเผลอง่าย อะไรก็ดูจะจำเป็นต้องมี ต้องใช้ ต้องซื้อไปหมด เราต้องหาทรัพย์สินเงินทองมากมายเท่าไร จึงจะเพียงพอกับวิถีชีวิตที่ไม่พอเพียง บางทีเราอาจลืมนึกไปว่า สิ่งที่เรากิน เราใช้ มีที่มาที่ไปอย่างไร เบียดเบียนใครอยู่หรือไม่

    กินมาก + ใช้มาก = ทรัพยากรหายไป + สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย + ขยะทิ้งไว้มากมาย
    ความฟุ้งเฟ้อเกินพอดี = เบียดเบียนโลก เบียดเบียนทุกคน = เบียดเบียนตัวเอง

    ถึงเวลาหรือยัง ที่เราทุกคนจะหยุดความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย และหันกลับมามีความสุขกับวิถีชีวิตที่พอเพียง ความพอเพียงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีสติ มีความพอประมาณ มีเหตุผลในการดำเนินชีวิต สติ ทำให้เรารู้เนื้อ รู้ตัว รู้กิน รู้ใช้ ไม่เบียดเบียนตัวเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความสุขจากความพอเพียง จึงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีอาชีพอะไร ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหรือชนบท ก็ทำชีวิตให้พอเพียงได้
  • สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก นิสัยประหยัด สร้างให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆกับลูกของเรา ด้วยการที่บ้านเราจะ
    • รองน้ำใส่แก้วเวลาแปรงฟัน ไม่เปิดน้ำไหลทิ้ง อาบน้ำธรรมดา ไม่ต้องใช้น้ำอุ่น
    • ดื่มน้ำอัดลมน้อยๆ ดื่มน้ำธรรมดามากๆ ดื่มนมหมดแล้ว นำกล่องไปตัด ล้าง ตาก นำไปใช้ประโยชน์ได้อีก
    • ปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง ให้ลูกช่วยรดน้ำ ติดตามดูการเจริญเติบโต ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ดูต้นไม้ ดูแมลง เก็บผักที่ปลูกมาทำอาหาร เข้าครัวแสนสนุก และรับประทานอาหารให้หมดจาน ไม่กินเหลือทิ้งขว้าง เห็นคุณค่าของอาหาร รับประทานให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย
    • เปิดโอกาสให้ลูกได้เป็นผู้บริการผู้อื่น ด้วยการจัดโต๊ะอาหาร จัดเก็บภาชนะ ล้างจานชาม ทำความสะอาดห้อง นอน บ้านเรือนของตัวเอง จะทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะให้บริการ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ นึกถึงผู้อื่น รู้จักสังเกต เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่สำคัญได้ตระหนักถึงผลจากการกระทำของตัวเองที่มีผลต่อส่วนร่วม ทั้งด้านดีและด้านที่ต้องแก้ไขปรับปรุง
    • สร้างนิสัยอดออมและนิสัยประหยัดให้เกิดกับลูก ด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน ฝึกลูกให้ตระ หนักและคิดถึงผู้อื่นในเชิงประหยัด รู้คุณค่าที่แท้ของสิ่งต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย รู้จักคำว่า “จำเป็น” (บริโภคด้วยปัญญา) กับคำว่า “อยาก” (บริโภคด้วยตัณหา) และเห็นพ่อแม่ทำให้ดู ทำให้เห็นอยู่เป็นประจำ ลูกก็จะมีแนวคิด แนวพูด แนวการกระทำ ตามอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทำให้ดูนั้น
  • สร้างนิสัยประหยัดให้เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีระบบจัดการที่จะช่วยเอื้อให้สมาชิกในครอบครัวมีวิถีชีวิตที่พอเพียง และเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด โดยแต่ละคนลงมือจัดการขยะที่เกิดจากมือเรา ก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนตนเองให้ใช้ให้น้อยลงทุกครั้ง เริ่มจากการทำจากจุดเล็กๆ แล้วขยายผลให้กว้างออกไปในทุกด้านของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัว และพยายามให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างระบบแบบแผนที่เอื้อให้เกิดวิถีชีวิตที่พอเพียงและประหยัดร่วมกัน พยายามทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่สมาชิกทุกคนทำได้ จนเป็นวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันในเรื่องการรู้อยู่ รู้กิน และรู้ประ มาณตนเอย่างพอเหมาะพอดีได้ด้วยตนเองเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โรงเรียนควรเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมองค์กรและวิถีชุมชนที่ใช้วิถีพอเพียงในชุมชนอย่างเข้มแข็ง เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน สนับสนุน เอื้อเฟื้อ ให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน ร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังนี้

  • จัดให้มีหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน ที่นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในบริบทของโรงเรียน เพราะหัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง คือ สติและปัญญา ผู้รู้ คือ รู้ตัวเอง ฝึกฝนตนจนเกิดปัญญา สามารถตระหนักถึงคุณธรรม มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ความเมตตา กรุณา การไม่เบียดเบียนใคร รวมทั้งการมีปัญญา รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ ที่จะเกิดผลดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ความประหยัด พอดี พอเพียง จึงเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน และสร้างให้สมาชิกทุกคนในโรงเรียนเป็นบุคคลที่น่ารัก น่าคบ ทำให้โรงเรียนเกิดความอบอุ่น เอื้ออาทร เป็นชุมชนที่น่าอยู่
  • บูรณาการหลักวิชาการลงสู่วิถีชีวิต ครูจัดการเรียนการสอน ด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากการทำโครงงาน การลงมือปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ จากบุคคลและชุมชนต้นแบบจนเกิดความเข้าใจในการใช้ชีวิต อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล เป็นการเรียนรู้ที่แนบอยู่กับวิถีการดำเนินกิจวัตรประจำวัน และการจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สมประโยชน์ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น กับชุมชน และสังคมภายนอกโรงเรียน สามารถรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม เข้าถึงปัญหาและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนของตน ตลอดจนสังคมได้
  • โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดขยะ จัดพื้นที่ต่างๆในบริเวณโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดขยะ มีการรณรงค์ ลด-ละ-เลิก การบริโภคที่เกินจำเป็น ก่อให้เกิดขยะล้น มีการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดูแลจัดการทรัพยากรในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ จัดพื้นที่ให้คนในชุมชนทำเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนการบริโภคการแลกเปลี่ยนในครัวเรือน
  • ปลูกฝังความประหยัดและอดออม จัดกิจกรรมต่างๆที่ปลูกฝังความประหยัดและอดออมให้กับทุกคนในชุมชน มีกิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และความเป็นไทย ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียนรู้เท่าทันความหลากหลายของวัฒนธรรมต่างๆ
  • เลิกวิถีบริโภคที่ฟุ่มเฟือย คนในชุมชนพร้อมเพรียงและพร้อมใจกันลด-ละ-เลิก วิถีบริโภคที่ไม่พอเพียง ฟุ่มเฟือย เกินพอดี ครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เลือกทำในสิ่งที่ดี มีความประหยัด อดออม สร้างพฤติกรรมที่ดีงามให้เกิดขึ้น จนกลายเป็นอุปนิสัยที่ดี ที่สามารถสร้างศรัทธาให้คนในชุมชนได้ปฏิบัติตาม

บรรณานุกรม

  1. มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ. (2556). พอดี พอใจ พอใช้ พอเพียง : ปฏิบัติการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สานอักษร.
  2. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2543). การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 4) กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด.
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ :.
  4. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน