หน้าหลัก » บทความ » คุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจ (Kindness)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

มีน้ำใจ (Kindness) คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทร เอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่นและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เข้าใจ เห็นใจผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการ เพื่อบรรเทาปัญหาหรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจ

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจมีความสำคัญอย่างไร?

คนมีน้ำใจหรือมีใจเอื้อเฟื้อ คือ คนที่มีเมตตา มีความหวังดีต่อสรรพสัตว์อยู่เสมอ และพยายามที่จะทำ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ ความมีน้ำใจหรือใจเอื้อ เป็นคุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรม 2 หมวด คือ พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 ที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ในภาคปฏิบัติ เพราะคนที่มีน้ำใจ ช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม จะมีหลักความประพฤติ ดังนี้

  • มีพรหมวิหาร เป็นคุณธรรมภายในที่เป็นพื้นฐานของจิตใจ ได้แก่
    • มีความเมตตา คือ มีความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี หวังดีต่อผู้อื่น ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข ความมีเมตตา เป็นสิ่งที่จะชำระความโกรธ ความโมโหในใจ
    • มีความกรุณา คือ ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ความกรุณา จะชำระความโหดร้าย ความคิดเบียดเบียน
    • มีมุทิตา คือ ความเบิกบาน พลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีใจแช่มชื่นเบิกบาน สามารถฝึกตัวเองให้อนุโมทนาในความสุข ความเจริญ ความสำเร็จของคนอื่นได้ มุทิตาจะชำระความอิจฉาพยาบาท
    • มีอุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง มองตามความเป็นจริง โดยวางจิตสม่ำเสมอ มั่นคง เที่ยงตรง พร้อมจะวางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม อุเบกขาจะจัดการกับจิตใจที่ขึ้นๆ ลงๆ จิตใจที่วุ่นวายขาดความหนักแน่น ความมั่นคง
  • บำเพ็ญการสงเคราะห์ ซึ่งเป็นคุณธรรมภายนอกที่พึงแสดงออกตามหลักธรรมสงเคราะห์หรือเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ได้แก่
    • การให้ทาน คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ ด้วยปัจจัย 4 ได้แก่ ทุน หรือทรัพย์สินสิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจ และศิลปวิทยา
    • มีปิยวาจา คือ พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจงแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผล ชักจูงในทางที่ดีงาม หรือคำแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคี เกิดไมตรี ทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
    • มีอัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือด้วยแรงกาย และขวนขวายช่วยเหลือกิจการต่างๆ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม
    • สมานัตตตา คือ ทำตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ไม่เอาเปรียบ และเสมอในสุข ทุกข์ คือ ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน ช่วยด้วยความรู้ ช่วยด้วยถ้อยคำ ช่วยด้วยกำลังงาน ช่วยด้วยการร่วมเผชิญและแก้ปัญหา

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข จำเป็นจะต้องเป็นผู้มีน้ำใจ มีไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง และความมีน้ำใจเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนสามารถทำได้ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงผู้อื่น และแสดงต่อผู้อื่นเหมือนที่ต้องการให้คนอื่นแสดงต่อตนเอง สามารถทำดีต่อผู้อื่นได้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ แสดงน้ำใจกับคนรอบข้าง เสียสละกำลังทรัพย์ สติปัญญา กำลังกาย และเวลา ให้แก่ผู้เดือดร้อน เท่าที่เด็กๆ จะทำได้ ดังนั้น ถ้าเด็กมีนิสัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้ความรักแก่ผู้อื่น และให้ความร่วมมือ ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถด้วยความจริงใจที่มี ก็ย่อมเป็นที่รัก ที่ต้องการ เป็นคนมีคุณค่าต่อสังคม และเป็นที่ชื่นชมของผู้อื่นเสมอ การเป็นคนมีน้ำใจ จะทำให้เด็กมีจิตใจที่ดีงาม เบิกบาน แจ่มใส ผิวพรรณผ่องใส มีมิตรสหายมาก ใครก็อยากคบหาสมาคมด้วย เพราะความมีน้ำใจแสดงถึงความมีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตก็ย่อมพบแต่ความสุข และหากเด็กทุกคนฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีน้ำใจ สังคมของเราจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ ที่มีแต่ความสันติสุขโดยแท้

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจให้ลูกอย่างไร?

  • สร้างความมีน้ำใจ ด้วยการเจริญสติ ได้แก่ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังเทปธรรมะจากครูบาอาจารย์ต่างๆ และพูดคุยข้อธรรมที่ได้จากการฟัง
    • การสวดมนต์ เป็นการปลูกฝังสร้างความรู้สึกสมานสามัคคีในชุมชน ทำให้รู้สึกว่าเป็นหมู่เดียวกัน และเป็นโอกาสที่จะทบทวนคำสอน เป็นการตั้งต้นสำหรับวันใหม่ ด้วยความรู้สึกตัว มีสติ ทั้งยังเป็นอุบายในการเปลี่ยนอารมณ์ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทางโรงเรียนจะเริ่มต้นตอนเช้าด้วยการให้เด็กๆ ได้สวดมนต์ประสานเสียง 3 เวลา คือ ก่อนเริ่มกิจกรรมการเรียนการสอน ระหว่างวัน และกิจกรรมก่อนกลับบ้าน และนำบทที่ได้สวดมนต์มาพูดคุยให้เข้าใจถึงความหมายและประโยชน์ของการปฏิบัติตามข้อธรรมนั้น
    • การนั่งสมาธิ ครูจะให้เด็กเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง นั่งให้สบาย พอดี หายใจให้สบาย กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก โดยสม่ำเสมอ ติดต่อกัน ไม่ต้องคิดอะไร หน้าที่ของเด็ก คือ เอาใจใส่ กำหนดรู้ลมเข้า-ลมออก ทำให้ดีที่สุด มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดต่อไปเรื่อยๆ จิตจะสงบ ลมหายใจจะละเอียด เบา เป็นกายที่ควรแก่การงาน เป็นจิตที่ควรแก่การงาน สำหรับเด็กที่นั่งสมาธิแล้วไม่สงบ ก็ไม่เป็นไร นั่งสงบก็นั่ง นั่งไม่สงบก็นั่ง นั่งให้เป็นศีล สงบกาย สงบวาจา ให้อยู่ในท่านั่งต่อไป พยายามรักษาใจ อดทนทำ แต่ระวังอย่าทุกข์ใจกับจิตที่ไม่สงบ ไม่สงบก็เพียงแต่รับรู้ไว้ เรามีหน้าที่กำหนดรู้ว่าสงบหรือไม่สงบเท่านั้น สุดท้ายตั้งใจแผ่เมตตา ส่งถึงทุกคน ทุกชีวิต ไม่จำกัด ไม่ยกเว้น แม้แต่คนที่เราไม่ชอบ ตั้งใจ คิดดี พูดดี ทำดีในทุกกรณี
  • สร้างความมีน้ำใจ ด้วยการฟัง-พูด-เขียน
    • ฟัง คนอื่นพูดอย่างตั้งใจ ไม่ขัดคอ ไม่สอดแทรก ขัดจังหวะ หรือทักท้วงให้เสียหน้า รับฟังสิ่งที่เพื่อนหรือผู้อื่นกำลังทำหรือสนใจ แล้วหาทางสนับสนุน ครูจะให้เด็กรับฟังความทุกข์และช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหา รวมทั้งรับฟังความสำเร็จและความสุขของผู้อื่น แล้วร่วมยินดี
    • พูด ขอบคุณ ขอโทษให้ติดปาก ขอบคุณเมื่อมีใครทำดีต่อเรา ขอโทษเมื่อเราทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ครูจะส่งเสริมให้เด็กพูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน มีคำลงท้าย ครับ/ค่ะ ครูจึงต้องไม่พูดจาหยาบคาย ข่มขู่ตะคอก เหน็บแนม ประชดประชัน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็ก ครูจะฝึกให้เด็กรู้จักพูดชมเชยผู้อื่นบ่อยๆ เพื่อสร้างกำลังใจ ชวนเพื่อนคุยในสิ่งที่เขาสนใจ พูดถึงความดีของผู้อื่น ไม่นินทาว่าร้าย ไม่โกรธ ไม่โมโห และฝึกละเว้นจากการพูดคำที่ไม่ดี
    • เขียน คำขอบคุณแก่ผู้ที่ทำดีหรือช่วยเหลือเรา ฝึกเขียนชื่นชมเพื่อนหรือผู้ที่ทำดีเป็นพิเศษที่ได้พบเห็นในห้องเรียน ในโรงเรียน หรือข่าวทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งฝึกเขียนอวยพรวันเกิดเพื่อน ครู พ่อแม่ และสามารถเขียนป้ายเตือนอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียน นำไปติดไว้ เพื่อมิให้ผู้อื่นเป็นอันตราย เช่น ระวังพื้นลื่น ระวังไฟดูด ระวังตก เป็นต้น
  • สร้างความมีน้ำใจด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทางโรงเรียนอาจจัดกิจกรรมให้นักเรียนออกนอกโรงเรียนไปมีกิจกรรมช่วยเหลือคนในชุมชน ในสังคมที่เป็นทุกข์บ้าง ให้ได้เปิดหูเปิดตา ให้ได้รู้ว่าคนจน คนมีปัญหา เขาเป็นอย่างไรกัน เพราะไม่ต้องการให้วัฒนธรรมคนรวย-วัฒนธรรมคนจนไปคนละทาง แต่จะสร้างความรู้สึก มีความรัก ความเมตตาเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน มีน้ำใจต่อกัน ด้วยกิจกรรมทางสังคม เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนบำเพ็ญประโยชน์ในโรงเรียนก่อน เช่น การทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ การทำอาหาร การฝึกเป็นผู้บริการผู้อื่น การล้างจาน การแยกขยะ การรดน้ำต้นไม้ ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจให้ลูกอย่างไร?

ในการดำเนินชีวิต เราทุกคนไม่ควรประมาท สร้างศัตรู แบ่งพรรคแบ่งพวก ต่อสู้ แก่งแย่งชิงดีกัน แต่ควรที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีความน้ำใจโอบอ้อมอารี และมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน เราทุกคนควรมีความรัก มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และพัฒนาชีวิตของเราทุกคนให้มีความสุขพ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่องมีน้ำใจให้ลูก ดังนี้

  • การเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ด้วยความรัก ความเมตตา สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต คือ ความรัก ความรักที่หมายถึง ความปรารถนาดี เอื้ออาทรต่อกัน รักได้อย่างไม่มีเงื่อนไข การเลี้ยงดูในวัยเด็กเล็กจะมีผลต่อการกำหนดนิสัย พฤติกรรมของลูกในเวลาต่อมา เด็กที่ได้รับความรักที่พอเหมาะพอดีจากพ่อแม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข มีความรู้สึกอบอุ่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ และรู้สึกปลอดภัย เมื่อได้รับความรัก ความรักจึงจะทำให้ลูกมีจิตใจที่สมบูรณ์
  • สอนให้ลูกเป็นที่รักของคนอื่น ด้วยการประพฤติตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประการ คือ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีแต่ความปรารถนาดีต่อกัน มีปิยวาจา พูดดี พูดไพเราะ ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้อื่น ทำประโยชน์ช่วยเหลือสังคม และวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าพ่อแม่สอนให้ลูกประพฤติตนตามนี้ได้ ก็จะเป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีให้ลูกสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
  • สอนให้ลูกมอบน้ำใจให้ผู้อื่น ด้วยคำพูดเพราะๆ สุภาพ อ่อนหวานกับทุกคน เป็นผู้มีมารยาทดี รู้จักทักทายไหว้ สวัสดี ผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม รู้จักดูแลตัวเอง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เก็บเสื้อผ้า ของเล่น ของใช้ของตัวเอง สามารถจัดเก็บที่นอน เครื่องนอนของตัวเองได้ ช่วยทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ช่วยล้างรถ รักษาความสะอาดของห้องน้ำ ด้วยการใช้ห้องน้ำอย่างระมัดระวัง ดูแลให้สะอาดเรียบร้อยก่อนออกจากห้องน้ำ ช่วยดูแลความสะอาดถังขยะ บริเวณในบ้านและนอกบ้าน มีน้ำใจที่จะเป็นผู้บริการผู้ใหญ่ในบ้าน เช่น รินน้ำให้ ยกอาหาร-ของว่างบริการผู้ใหญ่ เล่นกับน้อง ช่วยดูแลน้อง สอนน้องอ่านหนังสือ ทำงานต่างๆ เป็นต้น แสดงความห่วงใย คลายทุกข์ให้ผู้อื่น ด้วยการรู้จักชวนพูดคุย ปลอบใจ เป็นเพื่อน และแบ่งปันสิ่งของต่างๆ ทั้งความรู้ คำพูด กำลังงาน ร่วมเผชิญและแก้ปัญหา
  • สอนให้ลูกรู้จักจัดการกับความโกรธ ด้วยการเจริญเมตตาภาวนา เมตตาเป็นความรัก ความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข หากพ่อแม่หมั่นอบรมจิตของลูกให้เมตตาตั้งขึ้นในจิตใจได้ จิตใจก็จะพ้นจากโทสะพยาบาท พ่อแม่ควรสอนให้ลูกพิจารณาว่า ตัวเรารักสุข เกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นก็รักสุข เกลียดทุกข์ฉันนั้น ผู้ที่จะแผ่เมตตาได้ จะต้องทำใจตัวเองให้มีเมตตาก่อน คือ ทำจิตใจตัวเองให้อ่อนโยน สงบ เย็น แล้วจึงแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น วิธีปฏิบัติ คือ น้อมเข้ามาที่ลมหายใจ ถึงแม้ใครจะทำอะไรผิดจริงๆ ผิดมากขนาดไหน ก็ไม่ต้องคิดว่า ใคร หรือ อะไร ไม่ดี ให้เริ่มต้นด้วยการปรับท่านั่งให้สบาย หยุดคิด ทำใจสบาย หายใจสบายๆ ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ น้อมเข้าไปอยู่กับลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นที่พึ่ง ตั้งสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วถึงลมหายใจ ปรับลมหายใจสบายๆ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย พร้อมกับระลึกถึงปิติสุข หายใจเข้าสบาย มีปิติสุข สบายใจ สุขใจ หายใจออกสบาย มีปิติสุข สบายใจ สุขใจ จะทำให้ปล่อยวางความโกรธได้เร็วขึ้น สามารถให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บ เอาสติปัญญาต่อสู้กับอารมณ์ตัวเอง ให้มีความพอใจ มีความสุขในการแก้ปัญหา แก้อารมณ์ของตน พิจารณาธรรมชาติของความโกรธ ตามสติกำลังของตัวเอง เมื่อเข้าใจดีแล้ว จึงปล่อยวางความรู้สึกโกรธ ตั้งสติที่ท้อง หายใจออกยาวๆ สบายๆ หายใจเข้าตามปกติ จะช่วยให้ผ่อนคลาย กายเย็น ใจเย็น อารมณ์สบาย และมีความสบายใจ

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนให้เด็กมีคุณธรรมที่จะใช้ได้ตลอดชีวิต จะให้ได้ผลจริง ครูผู้สอนจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะถ้าหากว่าครูพยายามปลูกฝังคุณธรรมในเด็ก ทั้งๆ ที่ตัวครูเองยังไม่มีคุณธรรมนั้น คำพูดและการสอนของครูคงไม่มีน้ำหนัก เด็กคงไม่เชื่อ ดังนั้น ครูจึงต้องฝึกฝนตัวเองให้เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นครูที่ดี และเป็นครูที่มีความสุขในการเป็นครู หรือมีวิญญาณของการเป็นครู การเป็นครูจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย หลักธรรมที่สามารถนำมายึดถือปฏิบัติสำหรับครู เพื่อให้ครูเป็นผู้สร้างความสุข สร้างประโยชน์ เผยแผ่ความรู้ในหมู่มนุษย์ คือ หลักบารมี 10 ทรรศ ดังนี้

  • การให้ทานที่ประกอบด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผลของการให้ ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับผู้นั้น ให้ทานเพื่อขัดเกลาความตระหนี่ เพื่อให้เห็นโทษของความหวงแหน ความเห็นแก่ตัว และเพื่อสร้างประโยชน์ในสังคมต่อไป การให้ทานที่สูงขึ้น คือ การให้อภัย ปล่อยวาง ไม่ถือสา ส่วนทานที่สูงสุด คือ การให้ธรรมะ มีน้ำใจแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น คุณธรรมที่ต้องส่งเสริมในตัวครูเองและปลูกฝังในลูกศิษย์และคนรอบข้าง คือ การให้ทานอย่างฉลาด
  • ศีล ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมั่นคง ทำให้เรามีความเคารพนับถือตัวเอง เป็นผู้ที่สังคมยอมรับ ครูจึงควรศึกษาเรื่องการกระทำและวาจา ด้วยการสังเกตว่าการกระทำบางอย่างมีผลที่ไม่น่าปรารถนา เป็นการเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีสิ่งใดที่จะเสริมสร้างบรรยากาศของความอบอุ่น ความไว้วางใจกัน ความเคารพนับถือกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน เท่าสัมมาวาจา จงเร่งฝึกฝนตนเองให้เป็นคนระมัดระวังในเรื่องการพูด และสอนให้เด็กเห็นว่า เกิดอะไรต่ออะไรวุ่นวายไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะว่าไม่สำรวมในการพูด
  • การปล่อยวางในสิ่งที่ไร้แก่นสาร เข้ามาอยู่กับสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารมากมาย ถ้าหากเราไม่กลั่นกรอง ไม่เลือกเฟ้น เฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ รับหมดทุกเรื่องเลย เราก็จะเหนื่อย เครียด วิตกกังวล คิดไม่หยุด นอนไม่หลับ เพราะจิตได้รับการกระตุ้นมากเกินไป ครูจึงต้องรู้จักเลือกสิ่งที่จะเกี่ยวข้องในชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง และสอนเด็กให้รู้จักเลือกด้วย
  • ปัญญา ที่เกิดจากการรู้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรคือคุณ อะไรคือโทษในชีวิต เรียนรู้และพยายามใช้ความคิด ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ปัญญาที่คนเป็นครูต้องการ คือ ปัญญาในการแก้อารมณ์ของตัวเอง ฝึกตัวเองให้รู้เท่าทันอารมณ์ ปล่อยวางอารมณ์โกรธ โมโห ริษยาได้ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ครูควรจะพัฒนาตัวเองและควรนำไปสอนเด็กด้วยเช่นกัน
  • ความอดทน ต่อความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย คำพูดของคนอื่น และอารมณ์ของตัวเอง ถ้าเราเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของความอดทนแล้ว เมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา หรือสิ่งยากลำบาก เราจะไม่กลุ้มใจ ไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ และมองเห็นเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ฝึกอดทน
  • ความขยันหมั่นเพียร ขยันในการละสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้ว ขยันในการป้องกันสิ่งที่ไม่ดีที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ขยันในการสร้างสิ่งที่ดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และขยันในการพัฒนาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
  • ความจริงใจ จริงใจกับตัวเอง จริงใจต่ออุดมการณ์ของตัวเอง จริงทั้งกาย ทั้งวาจา ถ้าเราเห็นความสำคัญของการพูดจริง ไม่ยอมพูดเท็จ ไม่ยอมพูดบิดเบือนจากความจริง เราจะเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว มีจิตใจที่เฉียบคม ทำอะไรตรง สามารถเคารพนับถือตัวเองได้ ซึ่งเป็นฐานของความสุข
  • อธิษฐานบารมี การตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยการตั้งเป้าหมายเป็นระยะๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย จึงจะทำให้เรามีความรู้สึกกำลังก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา การอธิษฐานจึงใช้เป็นเทคนิคในการให้กำลังใจแก่ตัวเองและกับเด็กนักเรียน เด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ครูควรฝึกให้มีเป้าหมายในชีวิต ให้เด็กอธิษฐานให้ทำสิ่งนั้นให้ได้ เมื่อเด็กประสบความสำเร็จ เขาจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น
  • เมตตา เป็นคุณธรรมสำคัญของครู ของผู้สอน และเมตตาเป็นความรักที่ประกอบด้วยธรรม เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ในเด็กที่ทำไม่ถูกหรือทำไม่ดี ครูก็ยังหวังดีต่อเขาได้ ด้วยการสงสาร ไม่โกรธ เพราะเราอยากให้เด็กพ้นจากความไม่ดีนั้น
  • อุเบกขา จิตใจที่เป็นกลาง ที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในโลกความเป็นจริง ครูจึงควรตั้งอกตั้งใจที่การสร้างเหตุ กำหนดหน้าที่อันถูกต้อง ทำเต็มความสามารถ และปล่อยวางในผลที่จะเกิดขึ้น เพราะผลเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ด้วยมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แล้วปล่อยวาง ครูต้องสอนเด็กให้มีเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจ รู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา มีความหวังดีต่อเด็กทุกคน และสามารถทำจิตใจให้เป็นกลางได้

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2541). ความรู้ไม่ท่วมหัว เอาตัวรอดได้. กรุงเทพฯ : โรงเรียนทอสี.
  2. ชยสาโรภิกขุ. (2549). โหลหนึ่งก็ถึง : คุณธรรม 12 ประการ เพื่อความสำเร็จในการศึกษาวิถีพุทธ” จัดทำโดยโรงเรียนทอสี. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  3. พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก. (2550). พลิกนิดเดียว. (พิมพ์ครั้งที่ 14) กรุงเทพฯ: วิริยะการพิมพ์.
  4. พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก. (2546). เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ: บริษัท เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง จำกัด.
  5. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ :.
  6. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช (2551). กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน