หน้าหลัก » บทความ » คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคี (Harmony)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้องการ เกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์ ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตน ทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคี

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีความสำคัญอย่างไร?

ในการดำเนินชีวิตของเรา ย่อมต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมงาน ร่วมชุมชน ตลอดจนพี่น้องร่วมครอบครัว จะเกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีหรือที่เรียกว่า ความสามัคคี ได้นั้น ต้องอาศัยเหตุที่เรียกว่า สาราณียธรรม หรือธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน กระทำซึ่งความเคารพระหว่างกัน อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายทำลายกัน มี 6 ประการ นั่นคือ

  1. เมตตากายกรรม หรือ ทำต่อกันด้วยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีต่อเพื่อน ต่อผู้อื่นด้วยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเต็มใจ แสดงอาการกิริยาสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  2. เมตตาวจีกรรม หรือ พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  3. เมตตานโนกรรม หรือ คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน
  4. สาธารณโภคี หรือ ได้มาแบ่งกันกินใช้ คือ แบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
  5. สีลสามัญญตา หรือ ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มีความประพฤติสุจริต ดีงาม รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ หรือทำความเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ
  6. ทิฏฐิสามัญญตา หรือ ปรับความเห็นเข้ากันได้ คือ เคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความเห็นชอบร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่งความดีงาม หรือจุดหมายอันเดียวกัน

ธรรมทั้ง 6 ประการนี้ อันได้แก่ ทำ-พูด-คิดต่อกันด้วยเมตตา มีน้ำใจ แบ่งปัน ประพฤติสุจริต รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สามารถเคารพนับถือกัน ช่วยเหลือดูแลกัน มีความพร้อมเพรียง มีความร่วมมือ ผนึกกำลังกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากเราทุกคนได้ปฏิบัติ ก็จะเกิดเป็นคุณค่าที่จะก่อให้เกิดความสามัคคีในการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดีและมีความสงบสุข ปลอดภัย อันเป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนปรารถนา

คุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

ความสามัคคี มี 2ประการ คือ

  • ความสามัคคีทางกาย ร่วมแรงร่วมใจทำงาน
  • ความสามัคคีทางใจ ร่วมมือร่วมใจปรึกษาหารือหาทางแก้ไขปัญหา เมื่อเกิดปัญหาขึ้น

ความสามัคคีจึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่จะนำความเจริญมาสู่สถาบันต่างๆ ก็คือ ความรัก ความสามัคคี เริ่มจากสถาบันเล็กๆ ในครอบครัว ที่อยู่ด้วยกันด้วยความรัก ความเข้าใจ รู้จักรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน มีความเคารพต่อกัน ยอมรับฟังกัน รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเมื่อเด็กเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น คงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรักกัน แต่ทุกคนก็งดเว้นจากการเบียดเบียนกันได้ ถึงจะไม่รักกัน เด็กก็เคารพซึ่งกันและกันได้ ด้วยการยอมรับความแตกต่างและเห็นคุณค่าของกันและกัน อย่างน้อยไม่ทำร้ายกัน ไม่เบียดเบียนกัน ทุกคนสามารถไว้วางใจ ไม่ต้องคอยระแวงกัน รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ร่วมกัน ก็สามารถเป็นสิ่งรับประกันการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในชุมชนได้

ผลของความสามัคคี คือ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ความเจริญ เป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ การงานอันเกินกำลังที่คนๆ เดียวจะทำได้ ก็ต้องอาศัยความสามัคคี การรวมใจสามัคคีกันจึงจะเกิดเป็นพลัง ส่วนการแตกสามัคคีกันทำให้มีกำลังน้อย ความสามัคคีเกิดขึ้นที่ใด ย่อมทำให้ที่นั้นมีแต่ความสงบสุข มีแต่ความเจริญ ส่วนความแตกสามัคคีเกิดขึ้นที่ใด ก็จะย่อมทำให้ที่นั้นประสบแต่ความทุกข์ มีแต่ความเสื่อมเสียโดยแน่แท้

เด็กจะอยู่อย่างราบรื่นกลมกลืนกับผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อเด็กเชื่อมั่นในความดี หรือเห็นว่า ความสามัคคี การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นสิ่งที่ดีงาม สามารถสมานน้ำใจผู้อื่นได้ และจะนำไปสู่การร่วมมือเพื่อก่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แต่หากเด็กไม่มีความคิดดังกล่าว หรือมีความคิดในทางตรงข้ามว่า การแตกความสามัคคี การคดโกง เอาเปรียบเบียดเบียนกันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ในที่สุดชีวิตเด็กก็จะมีแต่เรื่องเดือดร้อน ไม่เป็นที่ไว้วางใจหรือเป็นที่รักของใครเลย

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีให้ลูกอย่างไร?

ความสามัคคีเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอะไร อะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความสามัคคีไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วอยู่ไม่นาน มีเหตุปัจจัยอะไรบ้างที่จะสนับสนุนให้ความสามัคคีที่เกิดขึ้นอยู่ได้นาน อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ความสามัคคีที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมหายไป ครูจะสอนให้เด็กศึกษาจับหลักความเปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย และใช้ความเพียรพยายาม ใช้สติปัญญาป้องกันไม่ให้เหตุปัจจัยของความไม่สงบเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ก็มีความฉลาด มีความเพียรพยายาม มีหลักในการระงับเหตุปัจจัยเหล่านั้น ฉลาดเรียนรู้ในวิธีที่จะสร้างสันติภาพที่ยังไม่เกิดขึ้น และที่จะรักษาสันติภาพที่เกิดขึ้นแล้ว โดยครูอาจสร้างความเข้าใจในเรื่องความสามัคคีให้เด็กได้จากเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

  • สอนเรื่องกีฬา กีฬาเป็นเรื่องสนุก แต่บางครั้งเด็กก็คาดหวังที่จะต้องชนะเพียงอย่างเดียว ครูจึงให้เด็กคิดวิเคราะห์ถึงคุณค่าที่แท้จริงจากการเล่นกีฬาว่า “เราเล่นกีฬาทำไม” เพื่อสร้างความรักสามัคคีกับเพื่อน เพื่อออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง “การที่เด็กแพ้ แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเด็ก” เด็กๆ จะได้ฝึกฝนและพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นต่อไป ทั้งยังได้ฝึกและฝืนตัวเองจากการเล่นกีฬาตามกติกาที่กำหนดไว้ ไม่มุ่งหวังแค่จะชนะเพียงอย่างเดียว
  • สอนเรื่องเล่น การเล่นเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานมากสำหรับเด็ก จึงเป็นกิจกรรมที่เด็กโปรดปราน แต่ในหลายๆ ครั้งการเล่นกลับกลายเป็นปัญหาระหว่างเด็กๆ หรือเด็กกับครูได้ไม่น้อย เพราะต้องคอยเป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่น ครูจะแนะนำให้เด็กคิดสืบสาวหาเหตุปัจจัยว่า “ความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร และทำอย่างไรเราจึงขจัดความขัดแย้งนั้นไปได้” การเอาชนะหรือการทะเลาะกัน เป็นตัวแก้ปัญหาจริงหรือไม่ แต่ถ้าเด็กๆ ลองเปลี่ยนวิธีเป็นการรู้จักให้ รู้จักเสียสละ แบ่งปัน “ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะเป็นอย่างไร” เป็นอีกวิธีในการสอนให้เด็กรู้จักการแบ่งปันและมีจิตใจเมตตา นึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น รู้จักให้อภัย กล้ายอมรับผิด และพร้อมจะแก้ไขปรับปรุงตัวเองใหม่
  • สอนเรื่องการทำงานเป็นกลุ่ม ครูอาจมอบหมายงานให้เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่ม เริ่มจากการทำงานเป็นคู่ และเป็นกลุ่มเล็กๆ 3 - 5 คน เมื่อเห็นว่าเด็กๆ สามารถดูแลรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว การร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จะช่วยให้เด็กสามารถทำงานที่ยากลำบากให้สำเร็จได้ ช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเอง เพราะสามารถช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคจนลุล่วงไปได้ ผลดีจากการช่วยกันทำงานเป็นกลุ่ม คือ เด็กๆ จะได้สัมผัสความคิดเห็นและวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน เป็นการขยายมุมมองและประสบการณ์ให้กว้างขึ้น ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่าง ทำให้คำนึงถึงความคิดและความต้องการของผู้อื่นมากขึ้น แทนที่จะยึดติดกับความคิดและความต้องการของตนเองอย่างเดียว
  • สอนเรื่องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น หลังจากที่เด็กๆ ทำงานร่วมกันแล้ว ครูอาจจัดให้มีช่วงเวลาของการทบทวน ไตร่ตรอง พิจารณา ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นต่างๆ จากการทำงานร่วมกัน อะไรเป็นข้อดีจากการทำงานครั้งนี้ และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงเพื่อจะทำให้งานดีขึ้นได้ การทบทวนนี้จะทำให้เด็กๆ ได้แง่คิด ความรู้ หรือบทเรียนอันหลากหลายจากเพื่อน ครู หรือผู้ใหญ่ในชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเอง และยังช่วยให้เด็กแต่ละคนได้ทบทวนประสบการณ์ของตนเอง สามารถสรุปเป็นข้อคิดและบทเรียนสำหรับตัวเอง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้
  • สอนเรื่องการเจริญสติ เราทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครในโลกนี้ต้องการความทุกข์แม้แต่นิดเดียว ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะปฏิเสธความสุขแม้แต่นิดเดียว ทุกคนเหมือนกันหมด เด็กทุกคนจึงควรได้ฝึกตัวเองด้วยศีล ด้วยสมาธิ และเจริญสติให้ได้สัมผัสความสงบ ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา อย่างรู้ความหมายและประโยชน์ของสติ ฝึกให้เด็กๆ มีสติในการฟัง อ่าน คิด ถาม และเขียน ด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ ฝึกสมาธิเบื้องต้นด้วยการนับลมหายใจ เมื่อเด็กมีความสงบภายในแล้ว ความดิ้นรนวุ่นวายที่จะแสวงหาความสุขนอกตัวก็น้อยลงเป็นธรรมดา มันยังไม่หายไปทีเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถควบคุมตัวเองภายในกรอบของศีลธรรม ไม่เบียดเบียนใคร ไม่สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนกับครอบครัว กับชุมชน ซึ่งเป็นผลมาจากความสงบภายใน

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานเรื่องสามัคคีให้ลูกอย่างไร?

  • สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ความสามัคคีเป็นเรื่องสำคัญ ความสุขของครอบครัวเริ่มต้นจากพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่เคารพรักกัน เป็นคนดี มีความรัก ความเมตตาต่อลูก ทั้งการแสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่ลูกสามารถสัมผัสได้ เป็นที่พึ่งได้ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ลูกก็มีความเคารพ ศรัทธา มีความเชื่อมั่น เชื่อฟังในสิ่งที่พ่อแม่สอน และเกิดความอยากจะประพฤติปฏิบัติให้เป็นคนดี
  • สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล พ่อแม่ควรพูดคุยทำความเข้าใจให้ลูกทราบว่า ทุกคนมีความแตกต่างกัน ทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด ลักษณะอารมณ์ การแสดงออก ที่สำคัญคือ เราต้องตระหนักและเคารพให้เกียรติกันในเรื่องความแตกต่างเหล่านี้ ทั้งทางความคิดและการกระทำ ให้ความสำคัญกับทุกคน ทุกบทบาทหน้าที่ในสังคม พ่อแม่ต้องไม่เปรียบเทียบระหว่างเด็กด้วยกัน โดยหวังจะให้ลูกเราทำตัวดีขึ้น ซึ่งอาจไปส่งเสริมให้ลูกมีปมด้อยในภายหลังได้ พ่อแม่ต้องตระหนักและเคารพในความแตกต่างนี้ เพราะแท้จริงแล้วความแตกต่างระหว่างบุคคลต่างหากที่ทำให้โลกของเราน่าอยู่และน่าสนใจ
  • สอนให้รู้จักการแก้ปัญหา เมื่อลูกมีปัญหาทะเลาะกับผู้อื่น ไม่เข้าใจกันระหว่างพี่น้อง หรือรู้สึกไม่พอใจใครก็ตาม เริ่มแรกคุณพ่อคุณแม่จงสอบถามสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วลองให้ลูกคิดเสนอวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หากเห็นว่าเป็นวิธีที่ดี ก็ให้ลูกได้ลองทำอย่างนั้น แต่ถ้าลูกไม่อยากแก้ปัญหาหรือยังคิดไม่ออก พ่อแม่ควรแนะนำวิธีการที่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นผลดีผลเสียที่อาจเกิดขึ้น แต่ถ้าพบว่าลูกเอาแต่ใจตนเอง ไม่ยอมฟังเหตุผล พ่อแม่ควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ และคอยช่วยเหลือในการปรับพฤติกรรม ด้วยการอธิบายให้ลูกเข้าใจ พร้อมกับสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกด้วยท่าทีที่นุ่มนวล อ่อนโยน ทั้งคำพูดและการกระทำ
  • สอนให้ทำประโยชน์ พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ทำความดี บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม เริ่มจากความรับผิดชอบต่อกิจวัตรของตัวเอง การจัดเก็บของเข้าที่หลังจากหยิบมาใช้แล้ว หรือการทำความสะอาดต่างๆ การให้บริการผู้ใหญ่ในบ้าน ฯลฯ การทำความดีหรือบำเพ็ญประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ลูกเกิด “จิตอาสา” คือ จิตที่อยากทำความดีเพื่อผู้อื่น เป็นจิตที่มีอัตตาเล็กลง จึงเปิดรับความสุขได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งวัตถุ การทำความดียังช่วยให้ลูกได้เห็นว่ายังมีผู้อื่นที่ทุกข์ยากลำบากกว่าตน ทำให้ความทุกข์ของลูกกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป หรือทำให้ลูกคิดว่า เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก ขณะเดียวกันการเห็นคนทุกข์อยู่ตรงหน้า มิอาจทนนิ่งเฉยได้ต่อไป มิใช่เป็นคนเห็นแก่ตัว

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โรงเรียนควรจัดการศึกษาในลักษณะที่เสริมสร้างให้เด็กเป็นคนตั้งมั่นอยู่ในศีล มีความเคารพนับถือตัวเอง มีความเคารพนับถือคนอื่น ไม่เบียดเบียนใคร ด้วยกาย ด้วยวาจา และเป็นผู้ที่คิดจะช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมเท่าที่จะทำได้ มีอุดมการณ์ในการสร้างประโยชน์ให้คนอื่นด้วย ปลูกฝังให้เด็กมีความเป็นห่วงต่อเพื่อนมนุษย์ มีความเป็นห่วงต่อสิ่งแวดล้อม มีความเป็นห่วงต่ออนาคตของสังคม ของประเทศชาติ มีความคิดที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงจะเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ที่เราทุกคนสามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น และสามารถมีความเคารพนับถือตัวเอง มีความสุข มีความรัก ความสามัคคี มีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศล

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมไทยมีปัญหามากมาย ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม สร้างทุกข์แก่ผู้คนเป็นอันมาก การขจัดทุกข์และสร้างสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูปลูกฝังให้เด็กคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง เพราะการคิดถึงแต่ตัวเอง ทำให้จิตใจคับแคบ อัตตาหรือตัวตนใหญ่ขึ้น ทำให้ถูกกระทบหรือเป็นทุกข์ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็เป็นคนสุขยาก เพราะได้เท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที ในทางตรงข้าม การคิดถึงผู้อื่น ช่วยให้ตัวตนเล็กลง เห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุข เพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย เพราะเราะไม่อาจอยู่คนเดียวในโลกนี้ แต่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่น การช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข ก็ย่อมทำให้เรามีความสุขด้วย และยิ่งมีความเห็นแก่ตัวน้อยลงเพียงใด ก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นเพียงนั้น จิตที่พร้อมจะให้ จิตคิดที่จะให้ จิตพอใจที่จะให้ ยินดีที่จะช่วย ยินดีที่จะให้ เป็นคุณธรรมที่ทำให้มีความสุข เกิดความสมานสามัคคี ความอบอุ่น ความรักกันอยู่ในชุมชน

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2552). ศาสตร์ไหนสันติ. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  2. ชยสาโรภิกขุ. (2549). โหลหนึ่งก็ถึง : คุณธรรม 12 ประการ เพื่อความสำเร็จในการศึกษาวิถีพุทธ” จัดทำโดยโรงเรียนทอสี. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด.
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. (พิมพ์ครั้งที่ 57) กรุงเทพฯ.
  4. พระไพศาล วิสาโล. (2552). สุขแท้ด้วยปัญญา วิถีสู่สุขภาวะทางปัญญา. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ : ปาปิรุส พับลิเคชั่น.
  5. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน