หน้าหลัก » บทความ » คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

กระทรวงศึกษาธิการเห็นสมควรให้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการแก่เยาวชนไทย อันได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ โดยมีจุดเน้นเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ด้วยการใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบัน การศึกษา การปลูกฝังคุณธรรมจึงหมายถึง การจัดสภาพการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นคุณค่าของการมีศีลธรรมและจริย ธรรมในด้านต่างๆ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมที่ดีงาม

การพัฒนามนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์ตามหลักไตรสิกขา อันประ กอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา หรืออีกนัยหนึ่งคือ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญาไปพร้อมกัน โดยเน้นที่การพัฒนาปัญญาเป็นแกนหลักสำคัญของกระบวนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง สามารถเข้าใจเหตุปัจจัยและแก้ไขปัญหาได้ มีความประพฤติที่เป็นมาตรฐานในสังคม มีจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน เป็นอิสระทั้งภายนอกและภายใน ดับความทุกข์ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับตน สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนเองได้

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งปลูกฝังด้านปัญญา พัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนให้มีความ สามารถในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และมุ่งพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ โดยการปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาขัดแย้งทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น การจะพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และดำเนินชีวิตที่ดี มีความสุข คุณธรรมพื้นฐานสำคัญที่ควรเร่งปลูกฝังมี 8 ประการ ประกอบด้วย

  1. ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อดทนไม่ท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค ความขยันต้องควบคู่กับการใช้ปัญญา แก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้ที่มีความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อ เนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควร เป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง
  2. ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ผู้ที่มีความประ หยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ
  3. ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรง ไม่เอนเอียง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรง ทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกง ทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้องง
  4. มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ
  5. สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจข่มผู้อื่น ทั้งโดยวาจาและท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย
  6. สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมอง ทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใส เป็นที่เจริญตา ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น ผู้ที่มีความสะอาด คือ ผู้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ
  7. สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้อง การ เกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์ ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตน ทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  8. มีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทร เอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เข้าใจ เห็นใจ ผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการ เพื่อบรรเทาปัญหาหรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการมีประโยชน์ต่อเด็กในการดำเนินชีวิต หมายถึง เรื่องของชีวิตที่เป็นอยู่ทั้งหมด ซึ่งทางพุทธศาสนาหมายถึงเรื่องต่างๆ 3 เรื่อง ดังนี้

  1. เรื่องของความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ด้วยพฤติกรรมทางกาย วาจา และการใช้อินทรีย์ต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย การเห็น การได้ยิน ฯลฯ สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุและสิ่งแวดล้อมทางสังคม เรียกสั้นๆ ว่า ศีล
  2. เรื่องของจิตใจ เจตจำนง ความตั้งใจ แรงจูงใจ ที่จะทำให้เรามีพฤติกรรมต่างๆสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น ตามภาวะและคุณสมบัติต่างๆของจิตใจของเรา เรียกว่า สมาธิ
  3. เรื่องของปัญญา ความรู้ ความคิด เป็นตัวชี้ทางว่าเราทำพฤติกรรมของเราไปตามความรู้ ความเข้าใจ และภายในขอบ เขตของความรู้นั้น ซึ่งเรียกว่า ปัญญา ความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อกัน ระหว่างพฤติกรรม จิตใจ/อารมณ์ และปัญญา ซึ่งเป็นส่วนประกอบแห่งการดำเนินชีวิต เป็นเรื่องของชีวิตของเรา จะแยกจากกันไม่ได้ รวมทั้งหมดเรียกว่า “จริยะ” ในชีวิตที่เป็นอยู่ เด็กย่อมต้องพบประสบการณ์ต่างๆ และต้องเจอสถานการณ์ใหม่ๆตลอดเวลาทุกวัน เมื่อเจอประสบการณ์ใหม่ เราก็ต้องเรียนรู้และต้องมีปฏิกิริยาตอบไป เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นใหม่ เราก็ต้องคิดว่าจะจัดการอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร นี่คือการศึกษา คุณธรรม จริยธรรม หรือการดำเนินชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีการศึกษา ดังนั้น ในการพัฒนามนุษย์ จึงเป็นการพัฒนาชีวิตที่ดำเนินไปพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน แยกจากกันไม่ได้ ดังนี้
  • พัฒนาด้านความสัมพันธ์ แบ่งเป็น
    • พัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ คือ การพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงเจริญเติบโต สะอาด มีสุขภาพดี รู้จักเลือกเฟ้นบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์ รู้จักเลือกใช้อย่างรู้คุณค่า ประหยัด คิดก่อนใช้
    • พัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่การอยู่ร่วมกันในครอบครัว มีวินัยในการดำรงชีวิต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซื่อสัตย์สุจริต มีความสามัคคี รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บท บาทของตน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้
  • พัฒนาด้านจิตใจ เรื่องของคุณธรรม ความดี สมรรถภาพจิตใจ ความเข้มแข็ง ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสติ มีสมาธิ มีความสุข สดชื่น เบิกบาน สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ มีน้ำใจ มีจิตใจกว้างขวาง เสียสละ โอบอ้อมอารี
  • พัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจ การคิด เหตุผล เน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริง และสามารถนำความรู้มาใช้ในการคิด แก้ปัญหา และดับทุกข์ได้ในที่สุด

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการให้ลูกอย่างไร?

แนวทางที่ครูปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดกับเด็ก โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก จะไม่เน้นที่การท่องจำ แต่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการเล่น การทำงานฝีมือ การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำอาหาร ตลอดจนการสนทนาพูดคุยให้เข้าใจ เมื่อเด็กมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งที่เขาเรียนรู้ ก็จะเกิดการจดจำได้ดีกว่าท่องจำจากหนังสือหรือคำบอกของผู้ใหญ่ เมื่อเด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์ในมิติต่างๆ จากการตั้งคำถามและการเชื่อมโยงของครูผู้สอน เด็กก็จะสามารถคิดพิจารณาใคร่ครวญด้วยตนเองได้ว่า เขาสามารถนำการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่าง ไรบ้าง อะไรคือคุณค่าที่แท้ และอะไรคือคุณค่าที่เทียม เมื่อเด็กสามารถจำแนกแยกแยะคุณค่าแท้ออกจากคุณค่าเทียมได้ เด็กก็จะสามารถพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ ตลอดจนการกระทำและการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตน เองและผู้อื่นได้ในที่สุด

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการให้ลูกอย่างไร?

“พ่อแม่คือ ผู้แสดงโลกให้ลูกเห็น” การชี้ให้ลูกเห็นโลกแห่งสิ่งแวดล้อมทางวัตถุและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย คงเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการสอนโลกตามหลักภูมิศาสตร์และชีวศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งหรือนัยหนึ่งของโลก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

คนเรารับรู้ต่อโลก คือ สิ่งแวดล้อม ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย และด้วยใจ สิ่งที่เข้ามากระทบอินทรีย์ของเรามีมากมายในชีวิตประจำวัน โลกนัยนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏในหนังสือแผนที่ โลกที่แต่ละคนอยู่อาศัยไม่เหมือนกัน เพราะจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โลกของแต่ละคนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวในอดีต ความจำ ความอยาก ความรู้ สึก ความคิด ความเชื่อต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในการกำหนดโลกที่เราอยู่ เห็นได้ไม่ยากว่า ผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะในเบื้อง ต้นของชีวิตมีอิทธิพลมาก พ่อแม่จึงเป็นผู้แสดงโลกให้ลูกเห็น ทั้งโลกของวัตถุ โลกของวิถีชีวิต และโลกของสิ่งแวดล้อม

สำหรับเด็กเล็ก โลกนี้เป็นที่ใหม่สำหรับเด็ก และเขาต้องการผู้นำทางที่ไว้ใจได้ เขาถือว่าพ่อแม่เป็นตัวอย่างในทุกสิ่งทุกอย่าง เด็กต้องการความรักและความปลอดภัยจากพ่อแม่ จึงพร้อมที่จะทำสิ่งที่เป็นที่พอใจของพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา พร้อมที่อยู่ในโลกที่พ่อแม่กำหนดให้ พ่อแม่จึงมีโอกาสยอดเยี่ยมที่จะให้สิ่งที่ดีงามแก่ลูก พ่อแม่จึงต้องคอยสำรวจดูว่า สิ่ง แวดล้อมของเรามีผลต่อจิตใจของลูกอย่างไรบ้าง

หน้าที่หนึ่งของผู้ปกครอง จึงน่าที่จะอยู่ที่การพยายามสร้างสัญญาหรือความจำที่ดีให้กับลูกว่า พ่อแม่ได้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูก ให้เวลา ให้ประสบการณ์ที่อบอุ่น ซึ่งช่วยให้ลูกมีความสุข แม้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นึกถึงวัยเด็กเมื่อ ไรก็ยิ้มได้ นึกถึงวัยเด็กเมื่อไร ก็มีความสุข

ค่านิยม ความเชื่อถือ คุณธรรม คุณค่าต่างๆที่ผู้ปกครองศรัทธา หรือพยายามพัฒนาในชีวิตของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกรอบประสบการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นตัวกำหนดโลกที่อยู่อาศัยที่สำคัญ เมื่อพ่อแม่มีจิตใจเป็นอย่างไร แล้วพูดคุยกับลูกตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น ก็จะมีผลต่อลูกมาก ตัวอย่างเช่น เด็กจะซึมซับว่า การมองวัตถุสิ่งของของคนอื่นด้วยความอยากได้ หรือความไม่พอใจ คือ การสร้างความทุกข์ต่อตัวเองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนการรู้จักอนุโมทนา ยินดีกับความสุขของคนอื่นอย่างจริงใจ เป็นการให้รางวัลตนเอง เป็นการทำให้จิตใจของตนมีแหล่งความสุขรอบตัวอยู่ตลอดเวลา จะเป็นคำสอนที่มีประโยชน์ต่อเด็กมาก ในขณะเดียวกัน พ่อแม่สอนให้ลูกขยันขันแข็ง เขาก็จะมีสิทธิ์ที่จะเติบโตในทางที่เป็นกุศล

อีกโลกหนึ่งที่เราควรสนใจก็คือ โลกแห่งอารมณ์หรือความรู้สึก การปฏิบัติของพ่อแม่มีผลต่อลูกทุกเรื่อง และจะมีผลต่อลูกตลอดชีวิตด้วย พ่อแม่จึงควรตั้งใจชำระกิเลสในใจโดยเร็ว ปล่อยวางกิเลส และอยู่เหนือกิเลสบางตัวได้ ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อลูก เพราะเคยเห็นพ่อแม่ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างน่าประทับใจมาแล้ว ขอให้พ่อแม่ทุกคนสร้างโลกที่น่าอยู่ และแสดงโลกให้ลูกเห็นความงามของคุณธรรม

เกร็ดความรู้เพื่อครู

กิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งสู่การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม คือ การเน้นวิถีชีวิตของเด็ก ตั้งแต่เรื่องการกิน อยู่ ดู ฟัง ไปจนกระทั่งเรื่องการพัฒนาทักษะทั้งในการด้านการใช้ร่างกาย การคิด การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ได้ แก่ การนำเด็กเข้าสู่ประสบการณ์ตรงในวิถีปฏิบัติของชาวพุทธ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การให้เด็กเป็นผู้บริการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น การบริการครู บริการผู้อาวุโสหรือแขกผู้ ใหญ่ที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน การล้างจานให้เพื่อน การปลูกผักรับประทานเอง การประกอบอาหาร หรือการใช้ศิลปะ ดนตรี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของเด็ก การเล่านิทานที่มีเนื้อหาสอดแทรกคติธรรม และการจัดสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้เด็กตระหนักต่อความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับโลกรอบตัว

ทั้งนี้ ครูหรือผู้สนใจที่ต้องการปลูกฝังคุณธรรมให้กับเด็ก จำเป็นจะต้องศึกษาแนวคิดสำคัญของคุณธรรมเหล่านั้นให้เข้าใจอย่างแท้จริง คำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก และความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กที่แตกต่างกันออกไป ตามพื้นฐานของเด็กและสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นสำคัญ แล้วจึงนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทหรือหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ ในโรงเรียน ครูจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า ตนในฐานะกัลยาณมิตรของเด็ก ถือเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งจำเป็นจะต้องฝึกหัดขัดเกลาตนเอง เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งฝึกฝนพิจารณาใคร่ครวญถึงคุณค่าแท้ของคุณธรรมที่ต้องการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กอย่างแท้จริง จึงจะสามารถนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้อย่างได้ผล

บรรณานุกรม

  1. ชยสาโรภิกขุ. (2546). พ่อแม่ ผู้แสดงโลก. กรุงเทพฯ : โรงเรียนทอสี.
  2. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2546). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2548). สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา.
  4. อดิศร จันทรสุข. (2548). รายงานการวิจัยการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนสร้างสรรค์ของแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ. โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน).
  5. ศึกษาธิการ, กระทรวง. ปฏิรูปการศึกษา 8 คุณธรรมพื้นฐาน แหล่งที่มา http://www.moe.go.th (17 มีนาคม 2546)

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน
jang.aikachange navapat tam