หน้าหลัก » บทความ » คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Desired Characteristics)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Desired Characteristics) หมายถึง ลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะที่สังคมต้องการในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองและพลโลก ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ 8 ประการ คือ

  • รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
  • ซื่อสัตย์สุจริต
  • มีวินัย
  • ใฝ่เรียนรู้
  • อยู่อย่างพอเพียง
  • มุ่งมั่นในการทำงาน
  • รักความเป็นไทย
  • มีจิตสาธารณะ

การสอนลูกให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์มีความสำคัญอย่างไร?

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กล่าวไว้ในมาตราที่ 23, 24 และ 26 เกี่ยวกับการจัดการศึกษา สรุปได้ว่า ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องบูรณาการความรู้ด้านต่างๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับตนเอง ทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข โดยต้องผสมผสานสาระความรู้เหล่านั้นให้ได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา และให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกต พฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบ ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน ตามความเหมาะสมในแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้ มุ่งมั่นขยายโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา นอกเหนือจากการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมและสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกในคุณค่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี และวิถีประชาธิปไตย

คุณลักษณะอันพึงประสงค์มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

  • เด็กที่มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะเป็นเด็กที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคี ปรองดอง ภูมิใจ เชิดชูความเป็นไทย ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
  • เด็กที่มีความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นเด็กที่ประพฤติตรงตามความเป็นจริง ทั้งทางกาย วาจา ใจ และยึดหลักความจริง ความถูกต้องในการดำเนินชีวิต มีความละอาย และเกรงกลัวต่อการกระทำผิด
  • เด็กที่มีวินัย จะเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคมเป็นปกติวิสัย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
  • เด็กที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ จะเป็นเด็กที่มีความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
  • เด็กที่มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง จะดำเนินชีวิตอย่างประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวัง อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่างๆ มีการวางแผนป้องกันความเสี่ยง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
  • เด็กที่มุ่งมั่นในการทำงาน จะมีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดด้วยความรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจในผลงาน
  • เด็กที่รักความเป็นไทย จะมีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ชื่นชม มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบทอด เผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรมไทย มีความกตัญญูกตเวที ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารอย่างถูกต้องเหมาะสม
  • เด็กที่มีจิตสาธารณะ จะเป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจ เห็นใจผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดในชุมชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ครูจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?

การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้ง 8 ประการ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ครูผู้สอนจะเริ่มจากการศึกษานิยาม วิเคราะห์ตัวชี้วัดและพฤติกรรมบ่งชี้ของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้ง 8 ประการ รวมทั้งศึกษาข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละวัย แต่ละบุคคล และนำมากำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมสอดคล้องในแต่ละคุณลักษณะแล้วนำคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตัวชี้วัด และพฤติกรรมบ่งชี้ที่วิเคราะห์ไว้ ไปบูรณาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โครงการต่างๆ และกิจวัตรประจำวันของผู้เรียน ดังนี้

  • บูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ โดยเน้นที่จุดหมายว่าต้องการให้เด็กเป็นคนที่มีคุณภาพอย่างไร และจัดทำเนื้อหาสาระให้สนองจุดหมายนั้น เช่น คุณลักษณะข้อนี้จะต้องให้เด็กรู้เข้าใจ คุณลักษณะข้อนี้จะต้องให้เด็กทำให้ได้ ซึ่งครูจะตั้งคำถามชวนให้เด็กๆ ช่วยกันคิด กำหนดภาระงานจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ให้เด็กร่วมกันค้นหาคำตอบเป็นกลุ่ม แล้วลงมือทำงานจนสำเร็จ มีการนำเสนอความคิดเห็น และสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้เด็กมองเห็นความจริง ซาบซึ้งในคุณค่า พร้อมทั้งมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม เกิดความปรารถนาจะร่วมแก้ปัญหาและสร้างสรรค์พัฒนาสังคมต่อไป
  • จัดในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้วยการให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในโรงเรียน เช่น การปลูกผัก การทำอาหาร การทำงานศิลปะ การแสดงบทบาทสมมติ ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมให้เด็กรู้จักวางแผน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ สามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองและนำไปปรับปรุง พร้อมทั้งนำเสนอผลงานต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้ความต้องการ รู้จุดเด่น-จุดด้อยของตนเอง สามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งใกล้ตัวและเลือกใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้คิดตัดสินใจแก้ไขปัญหาง่ายๆ ของตนเองได้ แสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
  • จัดโครงการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ การจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน เกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เด็กได้มีส่วนร่วม ส่งเสริมให้เด็กๆ ทำงานเป็นกลุ่ม มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ประชุมนักเรียน เพื่อเขียนโครงการ และดำเนินกิจกรรมตามที่วางแผนไว้ พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานให้ผู้อื่นทราบ
  • ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยสอดแทรกในกิจวัตรประจำวัน เพราะการศึกษาอยู่ในกิจกรรมทุกอย่างของชีวิต เพื่อให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ด้วยดี ครูจะต้องสร้างระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม ทำชีวิตให้เป็นการศึกษา เริ่มจากการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กิจกรรมหน้าแถวตอนเช้า การเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ การสวดมนต์เจริญสติ การเรียน การให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ การปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตนเอง การรักษาความสะอาด การจัดกระเป๋า การจัดเก็บของใช้ การทำความสะอาดจานชาม การเล่นแบบมีกติกา ไปจนถึงการเป็นผู้ให้บริการผู้ใหญ่ การทักทายสวัสดี การทำความเคารพผู้ใหญ่

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้ลูกได้อย่างไร?

การศึกษาพัฒนาตน เริ่มต้นที่ครอบครัว พ่อแม่จึงเป็นครูคนแรกของลูก ดังนั้น การที่จะฝึกลูกๆ ให้มีเป็นคนดี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การฝึกเด็กที่สำคัญ จึงต้องฝึกให้ลูกมีโยนิโสมนสิการ คือ รู้จักคิด รู้จักพิจารณา สามารถเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยดี มีความรู้เท่าทัน และปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง

ในการพัฒนาลูกให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ก็ต้องมีแบบฝึกหัด ชีวิตที่ไม่มีแบบฝึกหัด ย่อมยามที่จะพัฒนา พ่อแม่จึงต้องหาแบบฝึกหัดให้ลูกทำบ่อยๆ ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ดี บนพื้นฐานของการกินเป็น อยู่เป็น ดูเป็น ฟังเป็น ถ้าลูกทำแบบฝึกหัดเป็น จะทำให้ได้พัฒนาความสามารถ ได้จิตใจที่เข้มแข็ง และได้พัฒนาปัญญา เพราะการแก้ปัญหา ต้องคิด ต้องทำ กว่าจะสำเร็จ ต้องฝึกตัวเองมากมาย ยิ่งฝึกจึงยิ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น

ทำไมลูกต้องกินอาหารให้หมด ฝึกตักอาหาร และล้างจานชามเอง เพื่อฝึกให้ลูกกินอาหารที่หลากหลาย ไม่เลือกกินเฉพาะที่ชอบ พร้อมทั้งฝึกให้ระบุปริมาณอาหารที่ต้องการ รู้จักบอกว่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ขอเพิ่มหรือขอลดเพราะอะไร รู้จักความพอดีในการกิน ส่วนการฝึกตักอาหาร เพื่อให้รู้จักกะปริมาณอาหารให้พอดีกับการกินของตัวเอง ไม่กินเหลือทิ้งขว้าง เห็นคุณค่าของอาหาร และลงมือล้างจานชามเองอย่างมีลำดับขั้นตอน พร้อมทั้งเศษอาหารที่เหลือจากการกินไม่หมด ก็สะท้อนให้ลูกต้องหัดระบุปริมาณการตักอาหารให้พอดี ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า กินเป็น

ทำไมลูกต้องเก็บของเล่นเอง เพื่อฝึกให้ลูกมีวินัยในตัวเอง เมื่อเล่นแล้ว ลูกรู้จักเก็บของเล่นเข้าที่เข้าทาง นอกจากจะทำให้บ้านดูเรียบร้อยสะอาดตา ยังช่วยฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า อยู่เป็น

การให้ลูกได้เรียนรู้ในแง่ต่างๆ อยู่เสมอ พ่อแม่อาจตั้งคำถาม เช่น คืออะไร เป็นอย่างไร เพราะอะไร ทำไม ฯลฯ แล้วพูดคุย สนทนา เล่านิทาน ยกตัวอย่างประกอบ วางกฎข้อบังคับ ชี้แจงให้เห็นว่า ถ้าไม่ปฏิบัติจะเกิดผลเสียอย่างไร และจะมีผลดีอย่างไร เมื่อปฏิบัติ เพื่อให้ลูกเข้าใจถึงคุณลักษณะต่างๆ จะพาให้ลูกได้ความรู้สึกและมีทัศนคติพื้นฐานที่ดี มีความรู้สึกต่อโลก ต่อธรรมชาติแวดล้อม ในทางที่มองเห็นความงดงาม อยากมีส่วนในการสร้างสรรค์ ทำให้ดีงามมีความสุขยิ่งขึ้น

การทำเป็นตัวอย่าง เป็นวิธีสอนที่ดีที่สุด เพราะเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอน เป็นการที่พ่อแม่ทำ สาธิตให้ดู ขณะเดียวกันพ่อแม่จะต้องมีคุณธรรมสำคัญประจำใจในการเลี้ยงลูก นั่นคือ พรหมวิหาร 4 คือ เมื่อลูกอยู่เป็นปกติ พ่อแม่ก็เมตตา มีไมตรี รักใคร่ ปรารถนาดี อยากให้ลูกเป็นสุข เมื่อลูกทุกข์ยาก เดือดร้อน พ่อแม่ก็มีกรุณา หาทางช่วยเหลือ เมื่อลูกทำดี ประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ พ่อแม่ก็มีมุทิตา พลอยสนับสนุนยินดี ที่สำคัญ พ่อแม่มีอุเบกขา ไม่ทำให้หมดทุกอย่าง แต่เปิดโอกาสให้ลูกได้พัฒนาตัวเอง เผชิญสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบ ฝึกการมีชีวิตจริงอยู่ในสังคม ด้วยการมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ เคารพกติกาในบ้าน ปฏิบัติตามวินัยในครอบครัว เป็นต้น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ภารกิจสำคัญของการศึกษา คือ การฝึกอบรมเด็กให้พัฒนาปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในข้อเท็จจริงและสภาวะของสิ่งทั้งหลาย มีทัศนคติที่ถูกต้อง ปฏิบัติและจัดการสิ่งทั้งหลายตามที่ควรจะเป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์ตน คือ ความมีชีวิตอยู่อย่างสำเร็จผลดีที่สุด มีจิตใจเป็นอิสระ มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ และเกิดประโยชน์ผู้อื่น คือ สามารถช่วยสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่คนทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้

ภารกิจของผู้สอนและให้การศึกษา จึงเป็นผู้ชี้นำทาง อำนวยโอกาส ช่วยให้ผู้เรียนดำเนินเข้าสู่ปัญญา สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้สอนที่ดีจะทำได้ก็คือ ตั้งใจช่วยเหลือ พยายามสรรหาอุบาย กลวิธี และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะมาช่วยผู้เรียนให้เข้าถึงปัญญาอย่างได้ผลดีที่สุด ที่เรียกว่า เป็นกัลยาณมิตร

ขณะเดียวกัน ผู้เรียน นับเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้สร้างปัญญาให้เกิดแก่ตน จะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้ลงมือกระทำให้มากที่สุดที่จะช่วยให้เกิดปัญญานั้นขึ้นได้ ความสามารถ ความถนัด อุปนิสัยต่างๆ ของผู้เรียน จึงเป็นสิ่งที่ผู้สอนจะต้องคำนึงอย่างสำคัญ เพื่อจัดสภาพการเรียนและกลวิธีสอนต่างๆ ให้ผู้เรียนเรียนอย่างได้ผลดีที่สุด

ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้น ครูพึงระลึกไว้เสมอว่า จะต้อง “สอนเด็กให้ได้ครบไตรสิกขา” ให้เด็กเกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกิดความตระหนักในเรื่องต่อไปนี้

  • ด้านที่ 1 ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก (ศีล) เด็กตระหนักว่ากิจกรรมการกระทำของตนเป็นการเบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนแก่ใคร ทำอะไรให้เสียหายหรือไม่ หรือเป็นไปในทางส่งเสริมเกื้อกูล ช่วยเหลือกัน ไม่ก่อให้เกิดโทษ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรือเสียหาย
  • ด้านที่ 2 จิตใจ (สมาธิ) เด็กตระหนักว่าสภาพจิตที่กำลังกิจกรรมต่างๆ อยู่ ทำด้วยเจตนาอย่างไร มีความมุ่งหมายอย่างไร มีแรงจูงใจอะไร มีความหวังดี ปรารถนาดี อยากช่วยเหลือเกื้อกูลหรือคิดร้าย มีจิตใจที่ชื่นบานแจ่มใสหรือขุ่นมัว มีความสุขหรือความทุกข์ เป็นต้น
  • ด้านที่ 3 ปัญญา (ปัญญา) หรือด้านความรู้ความเข้าใจ เด็กๆ รู้เข้าใจในสิ่งที่ทำชัดเจนดีหรือไม่ เป็นการกระทำที่ตรงเหตุปัจจัย ก่อให้เกิดผลที่เราต้องการครบถ้วน ทำแล้วเกิดผลดี-ผลเสียอย่างไร

บรรณานุกรม

  1. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2543). การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 4) กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด.
  2. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2546). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 3) โครงการตำรา กรมอนามัย กรุงเทพมหานคร: สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
  3. มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ. (2556). พอดี พอใจ พอใช้ พอเพียง : ปฏิบัติการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สานอักษร.
  4. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). แนวทางการพัฒนา การวัดและประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน