หน้าหลัก » บทความ » การจับคู่และการจัดกลุ่ม (Matching & grouping)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


บทนำ

การจับคู่และการจัดกลุ่ม (Matching & Grouping) หมายถึง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นที่ควรฝึกฝนให้เกิดกับเด็กปฐมวัย

  • การจับคู่ เป็นความสามารถในการจัดวัตถุสิ่งของที่เหมือนกัน ที่มีความสัมพันธ์กัน หรือประเภทเดียวกันเข้าคู่กัน เช่น จับคู่เลข 1 กับส้ม 1 ผล จับคู่ช้อนกับส้อม เป็นต้น
  • การจัดกลุ่ม (Grouping) หรือการจัดประเภท (Classification) เป็นความสามารถในการจัดหมวดหมู่วัตถุสิ่งของต่างๆตามคุณลักษณะหรือคุณสมบัติบางประการ เช่น สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด ประโยชน์ เป็นต้น

ตัวอย่างการจัดกลุ่มหรือการจัดประเภท เช่น

  • จัดมังคุด กล้วย มะม่วงให้อยู่ในกลุ่มหรือประเภทเดียวกัน
  • จัดให้ช้อน กระทะ หม้อ แก้วน้ำอยู่ในประเภทเดียวกัน
  • จัดให้มะเขือ แตงกวา ผักบุ้งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นต้น

ทักษะการจับคู่ (Matching) และทักษะการจัดกลุ่ม (Grouping) หรือทักษะการจัดประเภท (Classification) เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Basic Mathematical Skills) ซึ่งหมายถึง ทักษะเบื้องต้นที่เด็กปฐมวัยใช้ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งมีความจำเป็นที่ควรได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เกิดขึ้นสำหรับเด็กในวัยนี้ ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการจับคู่ ทักษะการจัดกลุ่มหรือจัดประเภท ทักษะการเรียงลำดับ ทักษะการนับ ทักษะการรู้ค่าจำนวน ทักษะการวัด และทักษะการบอกตำแหน่ง การฝึกฝนทักษะการจับคู่และทักษะการจัดกลุ่มได้ดีเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของการพัฒนาทักษะการสังเกตและทักษะการเปรียบเทียบเป็นสำคัญ ทั้งนี้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แต่ละทักษะมีความ สัมพันธ์กันและมีความต่อเนื่อง

การจับคู่และการจัดกลุ่มมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร?

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาให้กับเด็กปฐมวัย อายุ 3–5 ปี โดยส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการคิด การใช้ภาษา การสังเกต จำแนก และเปรียบเทียบ จำนวน มิติสัมพันธ์ (พื้นที่/ระยะ) และเวลา ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นทักษะที่มีความสำคัญและเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่ครูต้องจัดให้ กับเด็ก โดยการบูรณาการทักษะพื้นฐานทางด้านนี้ในกิจกรรมการเรียนการสอนตามตารางกิจกรรมประจำวันทั้ง 6 กิจกรรม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ (Child - centered) ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือกระทำด้วยตนเอง จนสามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง คณิตศาสตร์เป็นเรื่องของการคิด การเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิต ศาสตร์สามารถนำทักษะดังกล่าวนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในศาสตร์สาขาอื่น คณิตศาสตร์จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เป็นคนคิดอย่างมีแบบแผน คณิตศาสตร์จึงไม่ใช่การนับเลข ท่องสูตรคูณ หรือการคำนวณเพียงอย่างเดียว หรือไม่ได้มีความ หมายเพียงตัวเลขหรือสัญลักษณ์เท่านั้น แต่คณิตศาสตร์ยังช่วยส่งเสริมการสร้างและใช้หลักการ รู้จักการคาดคะเน ช่วยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และจากความแตกต่างระหว่างบุคคล จึงควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถคิดอิสระบนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล ไม่จำกัดว่าการคิดคำนวณต้องออกมาเพียงคำตอบเดียวหรือวิธีการเดียว

คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งพ่อแม่และครูควรตระหนักและให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็ก ด้วยการสนับสนุนหรือสอดแทรกทักษะดังกล่าวนี้ในชีวิตประจำวันของเด็ก ซึ่งในบาง ครั้งจะพบว่า การที่พ่อแม่พูดคุยกับเด็ก จะมีเรื่องของคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เด็กจะพูดว่า “วันนี้หนูได้เงินมาโรง เรียน 5 บาท” “บ้านหนูอยู่ไกลจากโรงเรียน” “วันนี้หนูตื่นเช้า” “พี่ตัวสูงกว่าหนู” จากคำพูดของเด็กดังกล่าวจะพบว่า มีการพูดถึงการเปรียบเทียบ การวัดและตัวเลข ประโยคต่างๆเหล่านี้ล้วนน่าสนใจ และแสดงให้เห็นว่ามีการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับจำนวน การดำเนินการเกี่ยวกับจำนวน ฟังก์ชันและความสัมพันธ์ ความน่าจะเป็น และการวัดที่เน้นการเปรียบเทียบและการจำแนก การจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ การเรียนภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการจัดกิจกรรมปฏิบัติการหรือการลงมือกระทำ ทำให้เด็กซึมซับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่เป็นทักษะพื้นฐานนำไปสู่ทักษะการคิดคำนวณ การบวก การลบในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

ฌอง เพียเจท์ (Jean Piaget) นักการศึกษาปฐมวัยได้เสนอทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมกับเด็กในระดับปฐมวัยดังนี้

  1. ทักษะการจัดหมวดหมู่ ประกอบด้วย
    • การจับคู่ (Matching) เป็นการฝึกฝนให้เด็กรู้จักสังเกตลักษณะต่างๆและจับคู่สิ่งที่เข้าคู่กัน หรือเหมือนกัน
    • การจัดประเภท (Classification) เป็นการฝึกฝนให้เด็กรู้จักสังเกตคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ว่ามีความแตกต่างหรือเหมือนกันในบางเรื่อง และสามารถจัดเป็นประเภทต่างๆได้
    • การเปรียบเทียบ (Comparing) เด็กจะต้องแสดงความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่งหรือมากกว่า รู้จักใช้คำศัพท์ เช่น ยาวกว่า สั้นกว่า หนักกว่า เบากว่า เป็นต้น
    • การจัดลำดับ (Ordering) เป็นการจัดสิ่งของชุดหนึ่งๆตามคำสั่งหรือตามกฎ เช่น จัดบล็อก 5 แท่งที่มีความยาวไม่เท่ากัน ให้เรียงลำดับจากสูงไปต่ำ หรือจากสั้นไปหายาว เป็นต้น
  2. การเรียงลำดับ ประกอบด้วย
    • การนับ (Counting) เป็นคณิตศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขอันดับแรกที่เด็กรู้จัก เป็นการนับอย่างมีความหมาย เช่น การนับลำดับตั้งแต่ 1–10 หรือมากกว่านั้น
    • จำนวน (Number) เป็นการให้เด็กรู้จักจำนวนของสิ่งที่เห็นหรือใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ให้เด็กเล่นของเล่นเกี่ยวกับจำนวน ให้เด็กได้นับและคิดเอง โดยครูเป็นผู้วางแผนจัดกิจกรรม อาจมีการเปรียบเทียบแทรกเข้าไปด้วย เช่น มาก กว่า น้อยกว่า ฯลฯ
    • เซต (Set) เป็นการสอนเรื่องการจัดชุดอย่างง่ายๆจากสิ่งรอบๆตัว มีการเชื่อมโยงกับสภาพรวม เช่น รองเท้ากับถุงเท้า ถือว่าเป็น 1 ชุด หรือ 1 เซต ในห้องเรียนมีบุคคลหลายประเภท แยกได้เป็น 3 เซต คือ เซตของครู เซตของนัก เรียน เซตของพี่เลี้ยง เป็นต้น
    • เศษส่วน (Fraction) การเรียนเรื่องเศษส่วนมักจะเริ่มเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ในระดับปฐมวัยสามารถสอนได้ โดยเน้นส่วนรวมให้เด็กเห็นก่อน ให้เด็กปฏิบัติเพื่อให้เด็กเข้าใจความหมายและมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับครึ่งหนึ่งหรือ ½
  3. มิติสัมพันธ์ ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้
    • รูปทรงและเนื้อที่ (Shape and Space) ในการเรียนรู้เรื่องรูปทรงและเนื้อที่ นอกจากให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงและเนื้อที่จากการเล่นตามปกติแล้ว ครูต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า ความลึก ตื้น กว้าง และแคบให้แก่เด็กด้วย
    • การทำตามแบบหรือลวดลาย (Patterning) เป็นการพัฒนาให้เด็กจดจำรูปแบบหรือลวดลาย และพัฒนาการจำแนกด้วยสายตา ให้เด็กฝึกการสังเกต ฝึกการทำตามแบบและต่อให้สมบูรณ์
  4. ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา มีเนื้อหาประกอบด้วย
    • การวัด (Measurement) ให้เด็กรู้จักความยาว ความสูง และระยะทาง การชั่งน้ำหนัก การตวงและรู้จักการประมาณอย่างง่ายๆ มักให้เด็กลงมือวัดด้วยตนเอง ก่อนที่จะให้เด็กรู้จักการวัด ควรให้เด็กฝึกฝนการเปรียบเทียบและการจัด ลำดับก่อน
    • เวลา (Time) ให้เด็กรู้จักเวลาเช้า สาย นาน เร็ว บ่าย ค่ำ การอ่านเวลาอย่างง่ายๆ การหาความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับกิจกรรมที่ปฏิบัติ หรือเหตุการณ์ประจำวัน
  5. การอนุรักษ์หรือการคงที่ด้านปริมาณ (Conservation) เด็กที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป ครูอาจสอนเรื่องการอนุรักษ์ได้ โดยให้เด็กลงมือปฏิบัติจริง จุดมุ่งหมายของการสอนการอนุรักษ์ คือ ต้องการให้เด็กมีความคิดรวบยอดเรื่องการอนุรักษ์ปริมาณของวัตถุที่ยังคงที่ ถึงแม้จะมีการย้ายที่หรือทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไป เช่น
    • การจัดประสบการณ์หน่วย น้ำ ครูอาจจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องลักษณะของน้ำแล้วบูรณาการเรื่องการอนุรักษ์ โดยการให้เด็กสังเกตระดับหรือปริมาณของน้ำในแก้ว 2 ใบที่มีขนาดเท่ากัน หลังจากนั้นครูนำแก้วทรงสูงมาวาง แล้วเทน้ำจากแก้วใบที่ 1 ลงในแก้วทรงสูงเพื่อให้เด็กสังเกตและตอบคำถามว่า ปริมาณของน้ำที่อยู่ในแก้วทั้งสองใบมีปริมาณเท่ากันหรือไม่
    • นอกจากนี้ในกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ การสร้างภาพบนกระดาษด้วยเชือก ในขั้นแนะนำวัสดุอุปกรณ์ ครูอาจนำเชือก 2 เส้นมาวางในลักษณะขนานกัน แล้วให้เด็กสังเกตว่ามีความยาวเท่ากันหรือไม่ จากนั้นครูเลื่อนเชือกไปทางขวามือให้อยู่ในลักษณะเยื้องกับเชือกเส้นที่ 2 แต่อยู่ในแนว ขนานกันอยู่ ให้เด็กสังเกตแล้วถามว่า เชือกทั้งสองเส้นมีความยาวเท่ากันหรือไม่ -นอกจากนี้ ตัวอย่างจากการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมัน เมื่อครูแจกดินน้ำมันให้กับเด็กคนละ 1 ก้อนในปริมาณเท่ากัน ให้เด็กปั้นดินน้ำมันเป็นรูปต่างๆ เมื่อเด็กปั้นเสร็จ ครูจะถามเด็กว่า ตัวสัตว์ต่างๆที่เด็กแต่ละคนปั้น มีปริมาณดินน้ำมันเท่ากันหรือไม่

การสอนเรื่องการอนุรักษ์โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น ในช่วงแรกๆของการสอนเด็กวัยนี้จะไม่สามารถบอกได้ว่า วัตถุต่างๆยังคงที่ แม้มีการย้ายที่หรือรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป แต่การจัดกิจกรรมเพื่อฝึกเด็กซ้ำแล้วซ้ำอีก จะพบว่าเด็กจะมีความสามารถในเรื่องการอนุรักษ์ของวัตถุได้ในที่สุด ดังนั้น ครูจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้และฝึกฝนการเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ให้เด็กปฐมวัย จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงและสอนในสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เพราะทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นทักษะที่มีความจำเป็นต่อการเรียนคณิตศาสตร์ในขั้นที่สูงขึ้นต่อไป

การจับคู่ (Matching) เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่เป็นความสามารถในการจัดวัตถุสิ่งของที่เหมือนกัน มีความสัม พันธ์กัน หรือประเภทเดียวกันเข้าคู่กัน เช่น การจับคู่ช้อนกับส้อม จับคู่เสื้อคู่กับกางเกง การจับคู่สิ่งของที่มีลักษณะเดียวกัน ส่วน การจัดกลุ่ม (Grouping) หรือ การจัดประเภท (Classification) เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นความสามารถของเด็กในการสังเกตคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ว่ามีความแตกต่างกันหรือเหมือนกันในบางเรื่อง และสามารถจัดเป็นกลุ่มหรือประเภทเดียวกันได้ ความสามารถในการจับคู่และการจัดกลุ่ม เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการจัดหมวดหมู่ที่สามารถนำมาบูรณาการในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยได้ ด้วยการสอดแทรกไว้ในการปฏิบัติกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวัน และเน้นการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับวุฒิภาวะ ความพร้อมและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย การที่เด็กปฐมวัยจะสามารถพัฒนาทักษะการจับคู่หรือทักษะการจัดกลุ่มได้คล่องแคล่วเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับการพัฒนาทักษะพื้นฐานก่อนหน้านี้ ได้แก่ ทักษะการสังเกตและทักษะการเปรียบเทียบ เพราะการที่เด็กจะมีทักษะการจับคู่หรือทักษะการจัดกลุ่มต้องอาศัยการรู้จักสังเกตและการรู้จักเปรียบเทียบวัตถุสิ่งของต่างๆมาก่อน

การจับคู่และการจัดกลุ่มมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ขั้นต้น ทำให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาทั้งในด้านความรู้ เจตคติและทักษะกระ บวนการต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนทักษะทางคณิตศาสตร์ในขั้นสูงต่อไป สำหรับประโยชน์ที่มีต่อเด็กมีดังต่อไปนี้

  • เด็กจะได้รับการฝึกฝนในด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ความสามารถในการจับคู่และการจัดกลุ่มจัดอยู่ในทักษะด้านการจัดหมวดหมู่ ซึ่งทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการเรียนรู้ที่มีความ หมายต่อตัวเด็ก
  • สร้างเสริมการคิดเชิงตรรกะให้กับเด็ก หรือการคิดอย่างมีเหตุผลในการที่จะจัดกลุ่มหรือจำแนกประเภทของสิ่งต่างๆ เช่น จัดกลุ่มผลไม้ กลุ่มสิ่งของที่ใช้ในห้องครัว สิ่งของที่เป็นเครื่องเขียน กลุ่มสิ่งของที่มีสีเดียวกัน เป็นต้น
  • ฝึกฝนให้เด็กเป็นคนช่างสังเกตและไวต่อการรับรู้สิ่งต่างๆ ทำให้เกิดความฉับไวในการคิด บางครั้งสถานการณ์ที่ใช้เพื่อให้เด็กเรียนรู้ อาจต้องแข่งขันกับเวลา ทำให้เด็กต้องมีความว่องไวต่อการใช้วิธีการตัดสินใจ และต้องอาศัยความรวดเร็วในการคิดต่างๆ ทำให้เด็กได้รับการฝึกฝนความคิดอย่างมีเหตุผลภายในเวลาที่จำกัด
  • ส่งเสริมให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ การเรียนรู้เกี่ยวกับการจับคู่ การจัดกลุ่มจากประสบการณ์ที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงและเน้นการเรียนรู้จากสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย อยากเรียนรู้และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน
  • เด็กสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับการฝึกฝนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้เด็กสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ดี

ครูจัดกิจกรรมให้ลูกจับคู่และจัดกลุ่มที่โรงเรียนอย่างไร?

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถทางด้านสติปัญญาที่เด็กควรได้รับการพัฒนาจากการจัดประสบการณ์ประจำวัน โดยเฉพาะทักษะในการจับคู่ และการจัดกลุ่มหรือจัดประเภท ครูปฐมวัยจะบูรณาการไว้ในกิจกรรมด้วยการระบุเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ นำไปสู่การจัดกิจกรรมตามสาระการเรียนรู้หรือหน่วยผ่านการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี หรือเล่นตามมุม กิจกรรมกลางแจ้ง และเกมการศึกษา ต่อไป นี้

  • กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การบูรณาการทักษะในการจับคู่ (Matching) และการจัดกลุ่ม (Grouping) ในกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เช่น หน่วยดอกไม้ จัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามข้อตกลง โดยครูสร้างข้อตกลงก่อนการเคลื่อน ไหวว่า ให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะของเพลง เมื่อเพลงหยุด ให้เด็กจับคู่ผู้หญิงกับผู้ชายและนั่งลงทันที ในขั้นต่อไปครูให้เด็กสวมหมวกรูปดอกไม้สีต่างๆและตกลงกับเด็กว่า ให้เด็กเคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง เมื่อเพลงหยุดให้เด็กที่สวมหมวกรูปดอกไม้ที่มีสีเดียวกันจับกลุ่มและนั่งลงพร้อมกัน การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะควรจัดให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนและสามารถบูรณาการทักษะพื้นฐานทางคณิต ศาสตร์ไว้ในกิจกรรมที่จัดได้
  • กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กพัฒนาทักษะการเรียนรู้และสร้างความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียน ผ่านกิจกรรมกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การสนทนาอภิปราย การสาธิต การเล่านิทาน การทดลอง การปฏิบัติการ การศึกษานอกสถานที่ การเล่นบทบาทสมมติ การร้องเพลง สำหรับการบูรณาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการจับคู่และการจัดกลุ่มไว้ในกิจกรรมในช่วงการดำเนินกิจกรรม เช่น การเรียนรู้หน่วยผัก ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กจับคู่ผักกับตัวเลข จับคู่ผักที่มีจำนวนเท่ากัน จับคู่ผักที่มีสีเดียวกับ ส่วนการจัดกลุ่มอาจจัดกิจกรรมให้เด็กจัดกลุ่มผักประเภทเดียวกัน เช่น แครอท หัวผักกาด มันเทศ อยู่ในประเภทเดียวกัน ผักกาด กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้งอยู่ประเภทเดียวกัน เป็นต้น การจัดกิจกรรมจะเน้นให้เด็กได้ปฏิบัติจริงและเน้นการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ให้เด็กสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมมาสู่ประสบการณ์ใหม่ๆที่จัดให้เสมอ เพื่อให้เด็กสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในสถาน การณ์จริงในชีวิตประจำวัน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกด้วยการแสดงออกทางศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น งานสี งานประติมากรรม งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุ ฯลฯ ซึ่งเด็กอาจถ่ายทอดออกมาผ่านกิจกรรมศิลปะจากการเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ ครูจะกระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกทางศิลปะสร้างสรรค์ให้มากที่สุด โดยใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิดและเชื่อมโยงการเรียนรู้ เช่น จากการจัดกิจกรรมหน่วยผักที่เด็กได้จัดกลุ่มผักประเภทรับประทานหัว ประเภทรับประทานใบ เด็กอาจถ่ายทอดออกมาเป็นการวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ำมันเป็นกลุ่มผัก
  • กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา มุมหนังสือ มุมบทบาทสมมติ ฯลฯ มุมต่างๆเหล่านี้เด็กได้เล่นเสรีตามความสนใจ การส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตสาสตร์ด้านการจับคู่ การจัดกลุ่มสามารถส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้จากการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม เช่น การที่เด็กเข้าเล่นมุมบล็อก ครูอาจกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้การจับคู่ไม้บล็อกที่มีรูปร่างเหมือนกัน หรือมีสีเดียวกัน ให้เด็กจัดกลุ่มไม้บล็อกที่อยู่ในประเภทเดียวกันตามเกณฑ์ที่เด็กตั้ง เช่น สี รูปร่าง รูปรงต่างๆ ฯลฯ หรือให้เด็กจัดกลุ่มสิ่งของที่อยู่ในมุมบ้าน จัดกลุ่มของใช้ประเภทเสื้อผ้า ประเภทของใช้เครื่องมือหมอ ของใช้ประเภทงานช่าง เป็นต้น
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กมีโอกาสออกไปนอกห้องเรียน เพื่อออกกำลังและเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายและแสดงอย่างอิสระ เช่น การเล่นเครื่องเล่นสนาม การเล่นน้ำเล่นทราย การเล่นอุปกรณ์กีฬา การเล่นเกมการ ละเล่นต่างๆ การจัดกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการจับคู่และการจัดกลุ่ม สามารถบูรณาการได้จากการจัดกิจกรรมนี้ได้ เช่น การเล่นเกมขี่ม้าส่งเมือง เกมกระรอกเข้าโพรง เกมเก้าอี้ดนตรี เกมแข่งขันจำแนกผักหรือสิ่งของ ฯลฯ
  • เกมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กอาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ ช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ รวมถึงทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเกมการศึกษาจะจัดทำให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ เช่น เกมการจับคู่ผักที่มีสีเดียวกัน เกมจับคู่ภาพผักกับโครงร่าง เกมจับคู่ภาพผักกับเงา เกมจับคู่ภาพสัตว์กับที่อยู่อาศัย เกมจัดหมวดหมู่ของใช้ภายในบ้าน เกมจัดหมวดหมู่รูปทรงเรขาคณิต ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมให้ลูกจับคู่และจัดกลุ่มอย่างไร?

การสอนเด็กให้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในด้านการจับคู่ (Matching) และการจัดกลุ่ม (Matching) สำหรับบทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองควรส่งเสริมเด็กดังนี้

  • จัดหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มาให้ลูกได้เรียนรู้ที่บ้าน เช่น เกมการจับคู่ พลาสติกสร้างสรรค์ บล็อกสีต่างๆ อาจจัดซื้อหรือผลิตขึ้นใช้เองจากเศษวัสดุต่างๆ
  • ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากการสอนที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น ขณะที่สวมเสื้อผ้าให้เด็ก อาจสอดแทรกในเรื่องการจับคู่ ให้ลูกเรียนรู้ว่าเสื้อคู่กับกางเกง รองเท้าคู่กับถุงเท้า ช้อนคู่กับส้อม จาน ช้อน กระทะ หม้อหุงข้าวต้องเก็บไว้ในครัว หมอน ผ้าปูที่นอน ควรเก็บไว้ด้วยกัน แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ควรเก็บไว้ในห้องน้ำ ฯลฯ
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เช่น จัดสิ่งของเครื่องใช้ให้แยกเป็นหมวดหมู่ มีระเบียบ เพื่อให้เด็กได้มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการจับคู่และการจัดกลุ่มได้ง่ายขึ้น
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเชื่อมโยงการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียนและที่บ้านให้มีความสอดคล้องกัน เนื่องจากเด็กจะสามารถประยุกต์ใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนมาสู่การปฏิบัติจริงขณะอยู่ที่บ้าน เช่น ที่โรงเรียนครูสอนให้เด็กรู้จักการจับคู่สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ควรให้ลูกปฏิบัติจริง เช่น การให้เด็กวางแก้วบนที่รองแก้ว จัดช้อนส้อมและจานก่อนรับประทานอาหาร ฯลฯ
  • การเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ควรเริ่มต้นจากการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเข้า ใจในเรื่องนี้และควรสอนเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ในขั้นต่อไป

เกร็ดความรู้เพื่อครู

การสอนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ครูต้องยึดหลักการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์ในชีวิต ประจำวันด้วยการลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง การเรียนรู้จากง่ายไปยาก และเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะและบูรณาการกิจกรรมอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพทางสมองของเด็ก รวมทั้งการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

บรรณานุกรม

  1. ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี. (2542). การสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
  2. บรรพต สุวรรณประเสริฐ. (2544). การพัฒนาหลักสูตรโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : โนวเลจ เซ็นเตอร์.
  3. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2546) . คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
  4. Brewer, J.A.(2004). Instruction to Childhood Education : Preschool Through Primary Grades 5th ed.Boston : Allyn and Bacon.
  5. Piaget, J. (1970). Structuralism. Retrieved July 18 2008 from http: //www.wikipedia, Jean_Piaget#The _ Stage_ of_ Cognitive Development.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน