หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 18 : การวิจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


วิธี “แนบราบ” (Longitudinal) ของการวิจัยการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการ (Developmental change) มีข้อเสียในเรื่องที่นักวิจัยต้องรอคอยเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเจริญเติบโตขึ้น และต้องแก้ปัญหาในเรื่องจำนวนเด็กในกลุ่มตัวอย่าง อาจลดน้อยถอยลงระหว่างการวิจัย เนื่องจากการย้ายบ้าน การเจ็บป่วย หรือการตายไป แต่วิธีนี้ยังเป็นที่นิยม เพราะนักวิจัย สามารถติดตามผลของพฤติกรรมเด็กในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน ในช่วงเวลาต่างๆ กัน

การวิจัยอีกวิธีหนึ่งคือ วิธี “ตัดขวาง” (Cross sectional) ตัวอย่างเช่น นักวิจัยทดสอบอารมณ์ความรู้สึกในกลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีอายุ 2 ขวบ อีกกลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีอายุ 7 ขวบ และอีกกลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีอายุ 12 ปี แล้วทดสอบอารมณ์ความรู้สึกในเวลาเดียวกัน วิธีนี้มีข้อดีตรงที่นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการของอารมณ์หลายๆ กลุ่มในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องรอคอยเวลาให้ผ่านพ้นไปเป็นปีๆ

แต่ข้อเสียก็คือ วิธีการนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า เด็กในกลุ่มตัวอย่าง ยังคงมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนเดิม หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ด้วยเหตุนี้ วิธี “แนบราบ” จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่าวิธี “ตัดขวาง” ในบรรดานักวิจัย ที่ศึกษาเรื่องความแตกต่างในพัฒนาการเด็ก

เจโรเม แคแกน (Jerome Kagan) และทีมงานวิจัย ได้เลือกใช้วิธี “แนบราบ” ในการทดสอบอารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มเด็กอายุ 4 เดือน กลุ่มตัวอย่างเดียวกัน ได้รับการทดสอบอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา ณ อายุเด็กที่ต่างๆ กัน จนบรรลุอายุ 12 ปี ทีมงานวิจัย พบว่า เด็กบางคน ณ อายุ 4 เดือน เป็นคนขี้อายและขี้กลัว เขาเป็นคนแรกที่เรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “ถูกสกัดกั้น” (Inhibited)

เด็กกลุ่มนี้ จะแสดงให้เห็นถึงการหลีกเลี่ยง (Avoidance) ความกังวล (Anxiety) หรือความกลัว (Fear) ซึ่งสามารถวัดผลได้โดยสังเกตจาก เด็กที่หลีกเลี่ยง ระคายเคือง (Fretting) หรือร้องไห้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ เด็กกลุ่มนี้ยังแสดงอาการเพิ่มขึ้นของสิ่งเร้าทางสรีระ (Physiological arousal) (อาทิ อัตราการเต้นของหัวใจ) ต่อสถานการณ์แปลกหรือใหม่ที่พบเห็น

ในทางตรงกันข้าม เด็กกลุ่มที่ “ไม่ถูกสกัดกั้น” (Uninhibited) จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง (Bold) การกล้าแสดงออก (Expressive) การชอบออกสังคม (Sociable) และพฤติกรรมเปิดเผย (Out-going behavior)

หลังจากแยกแยะกลุ่มทารก ที่ “ถูกสกัดกั้น” (กล่าวคือขี้อายและขี้กลัว) แล้วแคแกนตั้งคำถามต่อไปว่า “ทารกดังกล่าว จะเติบโตเป็นเด็ก “ถูกสกัดกั้น” หรือไม่?” แคแกนและทีมงานวิจัยเฝ้าสังเกตทารกอายุ 4 เดือน หลายร้อยคน แล้วรายงานผลว่า สามารถแยกแยะประมาณ 1 ใน 4 ว่าเป็นทารก “ถูกสกัดกั้น” อีก 1 ใน 3 เป็นทารกที่ “ไม่ถูกสกัดกั้น” (Uninhibited) (กล่าวคือไม่ขี้อายและขี้กลัว) ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างกลาง

แหล่งข้อมูล-

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson Learning.
  2. Jerome Kagan - http://en.wikipedia.org/wiki/Jerome_Kagan [2012, February 24].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน