หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 20 : การวิจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก (4)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การปรากฏของอารมณ์ความรู้สึก (Temperament) ในทารก แสดงถึงอิทธิพลของปัจจัยทางพันธุกรรมตามธรรมชาติ (Nature) อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยที่พบว่า 70% ของอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเปลี่ยนแปลงพอสมควร (Moderate) แสดงถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ (Nurture)

เจโรเม แคแกน (Jerome Kagan) ประมาณการว่า 10 - 15% ของประชากรจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่ “ถูกสกัดกั้น” (Inhibited) และประมาณ 20 - 40% จะมีอารมณ์ความรู้สึกที่ “ไม่ถูกสกัดกั้น” แต่อารมณ์ความรู้สึกทั้งสองนี้ ไม่มีผลกระทบต่อระดับสติปัญญา (Intelligence quotient : IQ) ความสามารถทางภาษา ความจำ หรือการใช้เหตุผล (Reasoning) ทีมงาน

วิจัยได้แนะนำพ่อแม่ที่มีลูกที่ “ถูกสกัดกั้น” ว่า ต้องให้การเลี้ยงดูลูกด้วยความใส่ใจ สนับสนุน และช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ โดยให้มีแรงกดดัน (Stressor) น้อย เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมความต้องการขั้นต้นที่จะหลีกเลี่ยงคนแปลกหน้าหรือสถานการณ์แปลกใหม่

การวิจัยเพิ่มเติมพบว่า หากพ่อแม่ไม่ห่วงใยจนเกินไป ปกป้องคุมครองจนเกินเหตุ หรือโกรธเด็กที่เต็มไปด้วยความกลัวและการขู่เข็ญคุกคาม (Intimidity) ก็จะสามารถช่วยเด็กให้มีโอกาสลดความกังวลลง เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น (Adolescent) ลูกก็จะกลายเป็นคนกล้าแสดงออก (Expressive) และออกสังคม (Out-going) ได้

ทีมงานวิจัยได้ให้คำแนะนำนี้แก่พ่อแม่ของเด็กที่ชื่อเอริค (Eric) ซึ่งมีความขี้อายและขี้กลัวมากกว่าพี่น้องท้องเดียวกันอีก 2 คน เขาจะไม่ยอมอยู่ห่างแม่เพื่อเล่นกับเด็กอื่นๆ กลัวการไปว่ายน้ำที่สระกับเพื่อนๆ และไม่กล้าเล่าเรื่องต่อหน้าชั้นเรียนในประถมศึกษา กล่าวโดยรวม เขาเป็นเด็กที่ “ถูกสกัดกั้น”

แต่เดิม เอริค ใช้เวลา 2 สัปดาห์กังวลในเรื่องที่จะต้องทำรายงานส่ง (ซึ่งรวมถึงการยืนอยู่และพูดต่อหน้าชั้น) เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะทำได้ แต่พ่อแม่เขาสนับสนุนให้เขาลองซ้อม (Role-play) รายงานที่บ้าน ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาเกิดความมั่นใจ แล้วจึงไปรายงานต่อหน้าชั้น ปรากฏว่า เขาทำได้ดีมากจนเกิดเป็นกำลังใจที่สืบเนื่องในช่วงชีวิตต่อมา

ในปี พ.ศ. 2551 แคแกนและทีมงานวิจัยได้ศึกษาถึงพฤติกรรม “สกัดกั้น” (Behavioral inhibition) ในผู้ใหญ่ ซึ่งพยากรณ์ได้จากลักษณะเฉพาะ (Characteristics) ของพฤติกรรมในวัยทารก โดยใช้ความถี่ของปฏิกิริยาสนองตอบของทารก (กล่าวคือ การเคลื่อนไหวและการร้องไห้ของทารก) เป็นตัวพยากรณ์ ทำให้ผลงานฉบับนี้ กลายเป็นการ “วางศิลาฤกษ์” (Ground breaking) ให้กับการวิจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกในเวลาต่อมา

ลักษณะเฉพาะดังกล่าว มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในช่วงเวลาต่อมาของชีวิต ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แคแกนเชื่อว่า ปัจจัยสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเช่นกัน

แหล่งข้อมูล-

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson Learning.
  2. Jerome Kagan - http://en.wikipedia.org/wiki/Jerome_Kagan [2012, February 28].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน