หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 39 : เปรียบเทียบทฤษฎี - เอริคสันกับฟรอยด์

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เอริค เอริคสัน (Erik Erikson) ได้ตั้งข้อมุติฐาน (Hypothesis) ว่า คนเราผ่านพัฒนาการจากทารกแรกเกิด (Infancy) จนถึงวัยผู้ใหญ่ (Adulthood) เป็นกระบวนการ 8 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนสัมพันธ์กับปัญหาทาง “จิตสังคม” (Psycho-social) ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ถ้าเราสามารถรับมือกับปัญหาในขั้นตอนใดได้ เราก็จะพัฒนาอุปนิสัยส่วนบุคคล (Personality trait)ในเชิงบวก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญาในขั้นตอนต่อไป แต่ถ้าเราไม่สามารถรับมือกับปัญหาในขั้นตอนใด เราก็จะตื่นตระหนก (Anxious) กังวล (Worried) และลำบากใจ (Troubled) แล้วพัฒนาอุปนิสัยส่วนบุคคลในเชิงลบ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาในขั้นตอนต่อไป

เอริคสันเชื่อว่า ความจำเป็นทาง “จิตสังคม” สมควรได้รับการตอกย้ำมากที่สุด และพัฒนาการทางสังคม จะดำเนินไปตลอดชีวิต ดังนั้นในกรณีของเจ็สสิกา (Jessica) เอริคสันจะให้ความสำคัญแก่ความจำเป็นทาง “จิตสังคม” และลดบทบาทของสัญชาตญาณเพศ (Sexuality) ใน 5 ปีแรก ที่นำเสนอโดย ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

นักจิตวิทยาหลายคนเห็นด้วยกับเอริคสันเรื่องปัญหา “จิตสังคม” บนพื้นฐานของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal) และสภาพแวดล้อม ว่ามีส่วนสร้างคุณประโยชน์ (Contribution) ให้กับจิตวิทยาสาขาพัฒนการทางสังคมและอารมณ์ การวิจัยด้วยวิธี “แนวราบ” (Longitudinal) หลายครั้ง ก็แสดงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการบุคลิกภาพ ว่าดำเนินต่อไปตลอดชีวิต

แต่นักจิตวิทยาหลายคนก็เห็นด้วยกับฟรอยด์ ว่าเหตุการณ์ในวัยเด็ก มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสังคมไม่น้อย แต่ก็วิพากษ์วิจารณ์ ฟรอยด์ในเรื่องการตอกย้ำ “สัญชาตญาณเพศ” (Sexuality) ในวัยเด็ก ในขณะที่เพิกเฉยต่ออิทธิพลของปัจจัยทางสังคมและการรับรู้ (Cognitive)

การวิจัยด้วยวิธี “แนวราบ” หลายครั้ง ก็แสดงให้เห็นว่า เด็กอาจเอาชนะปัญหาที่เผชิญใน 5 ปีแรกได้ แล้วยังมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพได้ ซึ่งตรงข้ามกับการพยากรณ์ของฟรอยด์ แต่ก็เหมือนกับฟรอยด์ตรงที่ว่า หากเด็กได้รับการสนองตอบมากเกินไป หรือน้อยเกินไปในขั้นตอนใด เด็กก็จะยึดติด (Fixated) อยู่ในขั้นตอนนั้นๆ จนเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางสังคมตามปรกติ

จุดเด่นของทฤษฎีเอริคสันและฟรอยด์ อยู่ที่ทั้งสองอธิบายพัฒนาการทางสังคมในองค์รวม ตั้งแต่แรกเกิดจนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่จุดด้อยของทั้งสองทฤษฎี อยู่ที่หลายๆ แนวความคิด (Concept) (อาทิ ความไว้วางใจและความเป็นเอกเทศ หรือ การใช้ปากและก้น) เป็นวิธี “การบรรยาย” (Descriptive) มากกว่าวิธี “การอธิบาย” (Explanatory) ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ (Verify) หรือทดลอง (Experiment)

แหล่งข้อมูล

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth-Thompson Learning.
  2. Major Theories of Personality Development By Kendra Cherry, About.com Guide - http://psychology.about.com/od/personalitydevelopment/a/personality-dev.htm [2013, April 14]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน