หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 50 : พัฒนาการทางเพศผ่านการรับรู้ (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


นักจิตวิทยา ได้ศึกษาอิทธิพลจากการรับรู้ (Cognitive influence) ที่เปลี่ยนแปลงไป ระหว่างการเจริญเติบโตของเด็ก รวมทั้งปริศนาของการแยก (Segregate) กลุ่มเด็กตามเพศและของเล่นที่ชอบ พบว่า ทารกรับรู้ว่า มี 2 เพศ ก่อนจะพูดได้เสียอีก ณ อายุ 9 เดือน ทารกส่วนใหญ่สามารถแยกใบหน้าของเพศชาย จากใบหน้าของเพศหญิง และจับคู่ใบหน้าแม่กับเสียงผู้หญิง

เมื่ออายุได้ 2 - 3 ขวบ เด็กวัยเตาะแตะ (Toddler) สามารถเรียกตัวเองว่า เป็นชายหรือหญิง แต่ต้องรอจนกว่า จะมีอายุได้ 4 - 5 ขวบ จึงจะสามารถพัฒนาความสามารถของ “อัตลักษณ์ทางเพศ” (Sex identity) ซึ่งเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองว่าเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะแต่งตัว หรือประพฤติตนอย่างไร เขาจะเข้าใจว่า สิ่งที่เด็กชายและเด็กหญิงทำ มิได้สะท้อนถึงเพศของเขาเสมอไป อาทิ เด็กชายที่ไว้ผมยาวก็ยังเป็นเพศชาย และเด็กหญิงที่ปีนต้นไม้ [คล่องแคล่ว] ก็ยังเป็นเพศหญิง

ณ อายุ 3 ขวบ เด็กจะรับรู้ความคาดหวัง (Expectation) ของบทบาททางเพศที่เกี่ยวกับนานาของเล่น เสื้อผ้าอาภรณ์ เกมและเครื่องมือ จากอายุ 4 ถึง 5 ปี เด็กจะพัฒนาความคิดที่ชัดเจนในเรื่องอาชีพต้นแบบปฏิบัติ (Stereotype) ของชายและหญิง ณ อายุ 5 ปีเป็นต้นไป เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับความคิด ความคาดหวัง และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบทบาททางเพศ

ในหลายๆ ครอบครัว พ่อแม่คาดหวังให้ลูกชาย ประพฤติและปฏิบัติแตกต่างจากลูกสาว สิ่งที่พ่อแม่คาดหวังมีอิทธิพลต่อ “อัตลักษณ์ทางเพศ” ของเด็ก ตามทฤษฎี “บทบาทสังคม” (Social role) ซึ่งตอกย้ำอิทธิพลของกระบวน “การรับรู้ทางสังคม” (Social cognitive) ต่อวิธีการที่เราแปลความหมาย (Interpret) จัดระเบียบ และใช้ข้อมูล (Information)

เมื่อประยุกต์ใช้กับ “บทบาททางเพศ” ทฤษฎีนี้ ระบุว่า พ่อแม่ ครู และญาติมิตร ต่างคาดหวัง สนองตอบ (Respond) และให้รางวัล (Reward) ความประพฤติที่แตกต่างกันระหว่างเด็กชายกับเด็กหญิง ตัวอย่างเช่น ต้นแบบปฏิบัติของบทบาททางเพศชาย ได้แก่การควบคุม (Control) การครอบงำ (Dominance) และพึ่งพาตนเอง (Independence) ในขณะที่แบบอย่างของบทบาททางเพศหญิง ได้แก่ ความรู้สึกหวั่นไหว (Sensitivity) การฟูมฟัก (Nurture) และความกังวล (Concern)

ความแตกต่างระหว่างเพศ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากพ่อแม่ที่สนองตอบ และให้รางวัลพฤติกรรมที่แตกต่างกันในเด็กชาย-หญิง อาทิ พ่อแม่ซื้อเครื่องเล่นกีฬาและรถเด็กเล่น ให้ลูกชาย แต่ซื้อตุ๊กตาและเฟอร์นิเจอร์เด็ก ให้ลูกสาว ในการเล่นกับลูกชาย พ่อมักเป็นต้นแบบปฏิบัติของลักษณะแข็งกร้าว (Aggressive) และยืนกราน (Assertive) ส่วนในการเล่นกับลูกสาว แม่ก็เป็นแบบอย่างของอุปนิสัยอ่อนโยน (Gentle) และเปิดผย (Expressive)

ดังนั้น พ่อแม่จะส่งเสริมหรือไม่สนับสนุน พฤติกรรมแบบใดๆ ขึ้นอยู่กับว่า พฤติกรรมนั้นๆ สอดคล้องกับบทบาททางเพศของเด็กชาย-หญิงตามประเพณีปฏิบัติหรือไม่

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Wade, Carole & Carol Tavris. (2008). Invitation to Psychology (4th Ed). Upper Saddle River, NJ : Pearson Education.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน