หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 52 : พัฒนาการทางเพศผ่านการเรียนรู้ทางสังคม (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


อิทธิพลต่อพัฒนาการทางเพศอีกตัวหนึ่ง คือสภาพแวดล้อม ซึ่งเต็มไปด้วยการเรียนรู้ในเรื่องบทบาทที่เด็กชายและเด็กหญิงสมควรจะเป็น ผู้ใหญ่หลายคนจะกล่าวว่า เขาปฏิบัติต่อลูกชายและลูกสาวเท่าเทียมกัน “แต่ตามธรรมชาติแล้ว ลูกสาวจะชอบเล่นเป็นครูอนุบาล และลูกชายชอบเล่นเป็นนักมวย”

นักทฤษฎีพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคม (Social-learning behavior) ไม่เห็นด้วยกับข้อความข้างต้น ทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิธีกระบวนการทางสังคม (Socialization) ในเรื่องเพศ ซึ่งปลูกฝังอยู่ในการเรียนรู้ของเด็กมาตั้งแต่เล็กๆ อันที่จริง เด็กเริ่มเรียนรู้กระบวนการทางสังคมตั้งแต่แรกเกิด ส่วนพ่อแม่ก็มีแนวโน้มที่จะมองเด็กหญิงในลักษณะละเอียดอ่อน (Delicate) และเด็กชายในลักษณะปราดเปรียว (Athletic)

ในการศึกษาด้วยวิธีสังเกต (Observational study) ในอนุบาลชั้นเด็กเล็ก เด็กชายและหญิงอายุ 12 ถึง 16 เดือน ที่ “ยืนกราน” (Assertive) พอๆ กัน (ซึ่งวัดผลโดยจำนวนความถี่ของความพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่) และ “การเปล่งวาจา” (Utterance) (ซึ่งวัดผลโดยความพยายามจะสื่อสารกับผู้อื่น) พบข้อสรุปที่น่าสนใจ ดังนี้

ครูสนองตอบต่อเด็กชายที่ “ยืนกราน” มากกว่าเด็กขึ้อาย และสนองตอบต่อเด็กหญิงที่เปล่งวาจา มากกว่าเด็กที่นิ่งเงียบ ในกรณีเช่นนี้ ครูได้ “ตอกย้ำ” (Reinforce) พฤติกรรม “ประเภททางเพศ” (Gender typing) อย่างไม่รู้ตัว (Subtly) เมื่อนักวิจัยสังเกตเด็กกลุ่มเดียวกันในเวลา 1 ปีต่อมา ความแตกต่างทางเพศเริ่มปรากฏชัด โดยที่เด็กชายกล้า “ยืนกราน” มากขึ้น และเด็กหญิงกล้า “เปล่งวาจา” มากขึ้น

นักทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม เชื่อว่า การตอกย้ำของครูสร้างความแตกต่างทางเพศ แม้ว่าอาจเป็นไปได้ว่าครูเอง ก็คาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะอิทธิพลทางพันธุกรรม (Genetic influence) อันที่จริง ตามปรกติ พ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่อื่นๆ ก็แสดงความเชื่อและคาดหวังเกี่ยวกับเพศแล้ว แม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

ตัวอย่างเช่น เมื่อพ่อแม่เชื่อว่าเด็กชายจะมีทักษะตามธรรมชาติที่เหนือกว่าเด็กหญิง ในเรื่องคณิตศาสตร์หรือกีฬา และเด็กหญิงเหนือกว่าเด็กชายในเรื่องภาษา พ่อแม่จะสื่อสารความเชื่อนี้ (โดยไม่รู้ตัว) โดยการสนองตอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของเด็ก อาทิ การพูดกับลูกชายว่า “น้องออยล์ ลูกเป็นเด็กที่เก่งคำนวณจริงๆ [ตามธรรมชาติ]” แต่ถ้าเป็นลูกลาวที่ทำคะแนนดีในเรื่องการคำนวณ พ่อแม่ก็อาจพูดว่า “น้องถิง ลูกเป็นเด็กที่ขยันจริงๆ [จึงสามารถทำคะแนนได้สูง]

คำพูดที่ว่า “เด็กหญิงจะเก่งคำนวณได้ต้องทำงานหนัก [พรแสวง] แต่เด็กชายเก่งคำนวณได้ด้วยพรสวรรค์ (Natural gift)” มิได้สูญหายไปไหน แต่จะได้รับการบันทึกไว้ในความทรงจำของเด็กทั้งชายและหญิง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่ตนมิได้มีทักษะตามธรรมชาติ แม้ว่าทั้งสองเพศจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่เท่าเทียมกันก็ตาม

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทุกวันนี้ ข้อความข้างต้นเกี่ยวกับเพศชายและเพศหญิง ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผลลัพธ์ก็คือ พัฒนาการทางเพศได้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Wade, Carole & Carol Tavris. (2008). Invitation to Psychology (4th Ed). Upper Saddle River, NJ : Pearson Education.

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน