หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 62 : เด็กออทิสติก (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


นักจิตวิทยาใช้วิธีการทางร่างกาย (Biological approach) ตรวจสอบว่า จีน/ยีน (Gene) ฮอร์โมน และระบบประสาท (Nervous) มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม อย่างไร จึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ บุคคลิกภาพ ความจำ การจูงใจ อารมณ์ การรับมือ [กับปัญหา] ตลอดจนอุปนิสัยและความสามารถอื่นๆ

ในคนปรกติ สมองใช้อาณาบริเวณหนึ่งในการประมวล (Process) ใบหน้าของคน และอีกอาณาบริเวณหนึ่งในการประมวลวัตถุที่ไม่มีชีวิต (Inanimate) อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ แต่ในเด็กออทิสติก สมองใช้อาณาบริเวณที่ประมวลวัตถุที่ไม่มีชีวิต มาประมวลใบหน้าคนด้วย ดังนั้นเด็กออทิสติก จึงไม่สามารถแยกแยะระหว่างวัตถุกับใบหน้าคน ยังผลให้เด็กออทิสติกแสดงความสนใจวัตถุ มากกว่าการสบตาคน และไม่รับรู้การแสดงออกในใบหน้าคน และอารมณ์ความรู้สึกของคน

นักจิตวิทยากายภาพ (Psycho-biologist) ยังพบจากการวิจัยว่า เด็กออทิสติก มีความบกพร่องทางพันธุกรรม (Genetic defect) ในการควบคุมสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญในการทำงาน (Functioning) ของสมอง ส่วนนักวิทยาศาสตร์วิจัยก็ค้นพบวิธีการทดสอบที่สามารถแยกแยะระดับสูงของโปรตีนบางชนิดในเลือดของทารกที่วิวัฒนาเป็นเด็กออทิสติกในเวลาต่อมา ก่อนหน้านี้ การวินิจฉัยเด็กออทิสติก ต้องอาศัยอาการทางพฤติกรรม และต้องรอคอยเด็กให้โตขึ้นถึง 2 - 3 ขวบก่อน จึงจะวินิจฉัยได้

นักจิตวิทยาใช้วิธีการทางการรับรู้ (Cognitive approach) มุ่งเน้นประเด็นว่า เราประมวล เก็บกัก และใช้ข้อมูลอย่างไร และข้อมูลดังกล่าวมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราใส่ใจ (Attend) มองเห็น (Perceive) เรียนรู้ จดจำ เชื่อมั่น และรู้สึก อย่างไร วิธีการเฉพาะในการศึกษากระบวนการรับรู้ เรียกว่า “ประสาทวิทยาศาสตร์การรับรู้” (Cognitive neuro-science) ซึ่งเป็นการถ่ายภาพของโครงสร้างและการทำงานของสมองที่มีชีวิตอยู่ ระหว่างการปฏิบัติงานของกระบวนการทางจิตใจ (Mental) หรือการับรู้ อาทิ การคิด การวางแผน การเอ่ยชื่อ (Naming) และการรับรู้ในวัตถุ

เด็กออทิสติก มักประสบความยากลำบากในการพัฒนาภาษา ซึ่งสามารถแบ่งแยกได้เป็น 3 กลุ่ม โดยในกลุ่มแรกมีสติปัญญา (Intellectual functioning) อยู่ในระดับต่ำ (Retard) กล่าวคือมีไอคิว (IQ = Intellegence quotient) อยู่ต่ำกว่า 70 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 100 เด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถพัฒนาทักษะภาษาได้ มักมีอุปสรรค (Handicap) และต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ในกลุ่มที่ 2 เป็นเด็กที่มีทักษะน่าอัศจรรย์ (Amazing) อาทิ สามารถคิดคำนวณโจทย์เชิงซ้อน (Complex) ทางคณิตศาสตร์ จดจำข้อมูลในปริมาณมากได้ และมีความสามารถ (Feat) เป็นเลิศทางดนตรีหรือศิลปะ เรียกว่าเป็น “เด็กอัจฉริยะ” (Savant)

ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นเด็กออทิสติกส่วนใหญ่ มีระดับสติปัญญาปานกลาง มีไอคิวสูงกว่า 70 และพูดได้คล่อง แต่ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ดี และค่อนข้างอ่อนในทักษะทางสังคม

ในการฟังบทสนทนา 95% ของเด็กที่ถนัดมือขวา มักจะใช้สมองข้างซ้ายมากและสมองข้างขวาน้อย ในการประมวลข้อมูลทางวาจา (Verbal information) แต่นักวิจัยพบว่า เด็กออทิสติก มักจะใช้สมองข้างขวามากและสมองข้างซ้ายน้อย ในการฟังบทสนทนา ซึ่งเป็นสาเหตุที่เด็กออทิสติกประสบปัญหาในการพัฒนาทักษะการรับรู้ ภาษา และการสื่อสาร

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Autism - http://en.wikipedia.org/wiki/Autism [2013, May 5].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน