หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 66 : เด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


เวลา 5.00 น. ในตอนเช้าเมื่อ ดัสตี (Dusty) เริ่มแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์รุนแรง (Fit) ราวกับถูกผลักดันด้วยมอเตอร์ภายใน (Inner motor) ที่ทรงพลัง จนทำให้เขาสามารถบินไปรอบๆ ห้องได้ ในขณะที่ร้องโหยหวน (Wail) และกระโดดเตะ [อย่างเมามัน] กิจกรรมเดือดดาล (Rage) นี้ดำเนินไปเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่เขาจะเดินลงบันไดไปกินอาหารเช้า

ในขณะที่แม่ของเขายุ่งเหยิงอยู่ในครัว ดัสตี คว้ากล่องซีเรียล (Cereal) แล้วเตะกระจุยกระจายไปทุกๆ แห่งทั่วห้อง เมื่อแม่เขาสั่งให้เก็บกวาดพื้นห้องให้สะอาด เขาก็ไปเอาที่ตักผง (Dustpan) มาโกยใส่ แต่แล้วก็เปลี่ยนมาหยิบทีละชิ้น บรรจงใส่ภาชนะนั้น

จากนั้นเขาก็คว้ากระดาษชำระ 3 ม้วน แล้วคลี่ออกไปรอบๆ บ้าน จนถึงเวลา 7.30 น. แต่เขาก็ไม่ได้กินยาประจำวัน เพราะวันนี้เขามีนัดต้องไปพบหมอเวลา 16.00 น.และนี่คือกิจวัตรของ ดัสตี เด็กอายุ 7 ขวบ ผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น เด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (Attention deficit/hyperactivity disorder : ADHD)

ADHD มิได้รับการทดสอบทางการแพทย์ แต่ได้รับการวินิจฉัยบนพื้นฐานของการเกิดปัญหาพฤติกรรมบางอย่าง แต่เด็กต้องมีอาการ 2 กลุ่ม กล่าวคือ (1) สมาธิ อาทิ ความผิดพลาดที่เกิดจากความสะเพร่า การไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และการง่ายต่อการหันเหความสนใจ (Distraction) ในบริบทของชั้นเรียน และ (2) ความไม่สงบนิ่ง อาทิ อาการกระสับกระส่าย (Fidgeting) ลุกจากที่นั่งในห้องเรียน วิ่งรอบโดยไม่สมควร และพูดคุยมากเกินไป กลุ่มอาการเหล่านี้ปรากฎให้เห็นชัด ตั้งแต่แรกเกิด แล้วดำเนินต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และเป็นสาเหตุของการขาดพัฒนาการการดัดแปลง (Maladaptive)

เพื่อช่วยการควบคุม ADHD แพทย์มักสั่งจ่ายยาที่เป็น “ตัวกระตุ้น” (Stimulant) ที่ทรงพลัง ชื่อ “ริตาลิน” (Ritalin) ซึ่งมีผลกระทบเหมือนกับยากระตุ้นอีกตัวหนึ่งชื่อ “แอมเฟตามีน” (Amphetamine) [ซึ่งรู้จักกันในนาม “ยาบ้า”] ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมยากระตุ้นดังกล่าว จึงสามารถลดความไม่สงบนิ่งในเด็กได้? ส่วนริตาลิน ได้กลายเป็นยายอดนิยมในการรักษาทางการแพทย์สำหรับเด็ก ADHD

เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ADHD เป็นปัญหาเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกา แต่ทุกวันนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยมาก และเป็นปัญหาพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยการถกเถียง (Controversy) กัน ในบรรดาคำถามคาใจทั้งนักจิตวิทยาและพ่อแม่ ได้แก่

(1) เราจะแยกแยะเด็ก ADHD ออกจากเด็กที่ซุกซน และอึกทึกครึกโครม (Rambunctious) ตามธรรมชาติได้อย่างไร? (2) มีการสั่งยาริตาลินมากเกินไป (Over-prescribed) หรือเปล่า? (3) การให้ยาริตาลิน เป็นการรักษาที่ได้ประสิทธิผลที่สุดหรือไม่? (4) เนื่องจากการกินริตาลินในปริมาณมาก มีผลข้างเคียงให้เกิดการเบื่ออาหารและนอนไม่หลับ จึงควรให้เด็กกินยาริตาลินไป

ยาวนานแค่ไหน? และ (5) เนื่องจากพ่อแม่บางคนเชื่อว่า อาหารแต่งสี (Artificial dye) น้ำตาล หรือสิ่งที่เพิ่มความหวาน (Sweetener) ทำให้อาการ ADHD เลวร้ายลง จึงควรระงับการกินอาหารดังกล่าว หรือไม่?


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน