หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 67 : เด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


นักจิตวิทยาใช้วิธีการสำรวจ (Survey) เพื่อให้ได้ข้อมูล จากการสอบถามคนจำนวนมาก อาจเป็นการถามต่อหน้า โดยทางโทรศัพท์ หรือทางโปรษณีย์ เพื่อตอบคำถามที่รวบรวมไว้ตายตัว (Fixed) เกี่ยวกับหัวข้อเฉพาะ ข้อดีของการสำรวจ คือความสามารถในการค้นหาปัญหา และประเมินโปรแกรมการรักษา

การสำรวจหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว รายงานผลว่า ประมาณ 4 - 12% ของเด็กนักเรียนอเมริกัน ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นเด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (Attention deficit/hyperactivity disorder : ADHD) ประมาณ 30 - 50% ของเด็ก ADHD ยังคงมีอาการ (Symptom) ต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่ และอุบัติการ (Incident) ของ ADHD ในประเทศจีนเกิดขึ้นพอๆ กับสหรัฐอเมริกา แต่ฝรั่งเศสและอังกฤษ มีอุบัติการเป็น 1 ใน 10 ของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มจะศึกษา ADHD

การสำรวจ พบว่า ADHD เป็นอุปสรรคต่อผลการเรียน ลดโอกาสการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย และอาจนำไปสู่ปัญหาความประพฤติผิดปรกติในวัยรุ่น (Adolescence) ตลอดจนปัญหาดำเนินต่อไปในวัยผู้ใหญ่ (Adulthood)

ดังนั้น นักจิตวิทยาจึงพยายามพัฒนาวิธีการปรับปรุงผลการเรียน อันได้แก่ การสอนเด็ก ADHD ให้รู้จักวิธีจัดระเบียบงาน ให้เสียงสะท้อนกลับ (Feedback) ในการบรรลุเป้าหมาย และเริ่มต้นโปรแกรมฝึกสอนครูและครอบครัว เพื่อทำงานร่วมกันในการช่วยเหลือเด็ก ADHD ควบคุมพฤติกรรมที่ขัดขวาง (Disruptive) พัฒนาการตามวัย

นักจิตวิทยาใช้กรณีศึกษา (Case study) ในการวิเคราะห์เจาะลึกถึงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของบุคคลคนเดียว อาทิกรณีศึกษาของนิค (Nick) เด็กอายุ 11 ขวบ ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า เป็น ADHD ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ นิคมีปัญหาเรื่องสมาธิและการทำงานให้เสร็จสิ้น เพราะเขาถูกหันเหความสนใจ (Distract) ได้ง่าย อาทิ เขาต้องได้รับการเรียกชื่อถึง 19 ครั้ง จึงจะหันมาตอบ

ดูเหมือนนิคจะไม่สามารถผูกเชือกรองเท้าได้ ไม่มีสมาธิในโรงเรียน และกลับไปกลับมาระหว่างความรู้สึกผิดหวัง (Frustration) กับความรู้สึกสมหวัง เมื่อนิคเรียนอยู่ในชั้นประถม แพทย์ได้สั่งยาริตาลิน (Ritalin) ให้เขากิน ปรากฏว่า ได้ผลดีในเรื่องสมาธิและทำงานเสร็จสิ้น แม้ว่าผลการเรียนยังเป็นปัญหาที่ไม่ดีขึ้น

นักจิตวิทยาใช้วิธีสหสัมพันธ์ (Correlation) ในการค้นหาความสัมพันธ์ ระหว่างการเกิดขึ้นของ 2 (หรือมากกว่า) เหตุการณ์ อาทิ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ (Gender) กับเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD พบว่า เด็กชายมีโอกาสเป็น ADHD มากกว่าเด็กหญิงถึง 2 - 3 เท่า

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Attention deficit hyperactivity disorder - http://en.wikipedia.org/wiki/Attention_deficit_hyperactivity_disorder [2013, May 16].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน