หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 68 : เด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (3)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


คำถามหลักที่ยังเป็นที่ถกเถียงกัน (Controversial) ในเด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (Attention deficit/hyperactivity disorder : ADHD) ก็คือเราจะแยกแยะเด็ก ADHD ออกจากเด็กที่ซุกซนตามธรรมชาติได้อย่างไร เพื่อมิให้เด็กซุกซนตามธรรมชาติต้องได้รับยาเกินความจำเป็น (Over-medication) แต่ก็แน่ใจว่าเด็กที่เป็น ADHD จริง ได้รับความช่วยเหลือตามความจำเป็น

นักวิจัยใช้การทดลองในห้องปฏิบัติการ (Laboratory experiment) ซึ่งเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมอง จีน/ยีน (Gene) หรือพฤติกรรม ที่มีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด โดยอาศัยสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมไว้ เพื่อการสังเกตและวัดผลอย่างระมัดระวัง อาทิ เด็ก ADHD จะกดปุ่ม เมื่อเห็นดาวบนจอคอมพิวเตอร์ ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเชื่อมโยงไปยังภาพของสมองเด็ก ที่นักวิจัยถ่ายไว้ก่อน และหลังการกินยา “ริตาลิน” (Ritalin) เป็นการค้นหาวิธีการที่เชื่อถือได้ในการวินิจฉัยว่า เด็กเป็น ADHD หรือไม่

เพื่อตอบโจทย์ว่า เด็ก ADHD มีปัญหาที่บ้านแตกต่างจากที่โรงเรียนหรือไม่? นักจิตวิทยาศึกษาเด็ก ADHA โดยวิธีสังเกตพฤติกรรมที่บ้านและในห้องเรียน เรียกว่า เป็นการวิจัยใน “สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ” (Naturalistic setting) ซึ่งนักวิจัยรวบรวมข้อมูล ด้วยการสังเกตพฤติกรรมเด็ก ADHD โดยปราศจากความพยายามที่จะเปลี่ยนหรือควบคุมสถานการณ์

ในการสังเกตเด็ก ADHD ในห้องเรียนพบว่า เด็กมักลุกออกจากที่นั่ง ไม่สนใส่ใจสิ่งที่ครูสอน ทำงานไม่เสร็จสิ้นโครงการ มีปัญหากับเพื่อนนักเรียน หยาบคายใส่เพื่อน และโกรธเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ในขณะที่พ่อแม่รายงานว่า ระหว่างอยู่ที่บ้าน เด็ก ADHD ไม่สนองตอบเมื่อเรียกขาน ขว้างของทิ้งด้วยความเกรี้ยวกราด (Tantrum) เมื่อผิดหวัง (Frustrate) และมีช่วงไม่สงบนิ่ง จากการสังเกตนี้ นักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ได้ร่วมมือกันพัฒนารายชื่อของกลุ่มอาการเบื้องต้นของเด็ก ADHD

ในการตอบคำถามว่า สมองของเด็ก ADHD แตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร? นักวิจัยพยายาม [แต่ยังไม่ได้ประสิทธิผลเต็มที่] ใช้สภาพแวดล้อมใน “ห้องปฏิบัติการ” (Laboratory setting) ในการศึกษาพฤติกรรมภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมอย่างเป็นระบบ โดยขจัดอิทธิพลหลากหลายในโลกจริง อาทิ นักวิจัยใช้เครื่องเอมอาร์ไอ (MRI = Magnetic Resonance Imaging) ในการถ่ายภาพจริงของสมองเด็กที่เป็น ADHD และไม่เป็น ADHD

นักวิจัยเพ่งความสนใจไปที่อาณาบริเวณของสมองส่วนที่เป็นฐานปมประสาท (Basal ganglia) ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาธิที่ทำให้เป็นปัญหาของเด็ก ADHD ในเด็กที่มิได้เป็น ADHD แต่กินยาริตาลินเข้าไป จะลดกิจกรรมในบริเวณฐานปมประสาท แต่ในเด็กที่เป็น ADHD การกินยาริตาลิน จะช่วยเพิ่มกิจกรรมในบริเวณดังกล่าว ซึ่งช่วยเพิ่มสมาธิโดยปริยาย และนี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในพยายามแยกแยะเด็กที่เป็น ADHD ออกจากเด็กที่มิได้เป็น ADHD

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Attention deficit hyperactivity disorder - http://en.wikipedia.org/wiki/Attention_deficit_hyperactivity_disorder [2013, May 19].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน