หน้าหลัก » Blogs » จิตวิทยาเด็ก - จากในครรภ์สู่ปฐมวัย ตอนที่ 70 : เด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (5)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


คุณผู้อ่าน อาจมีคำถามว่า หลังจาก 40 ปีของการทำวิจัยแล้ว ยังมีข้อถกเถียง (Controversy) ที่ไม่จบสิ้น ถึงวิธีวินิจฉัยและบำบัดรักษาเด็กสมาธิสั้นและไม่สงบนิ่ง (Attention deficit/hyperactivity disorder : ADHD) อีกหรือ? ก็ต้องยอมรับว่า นักวิจัยได้บรรลุเพียงจุดมุ่งหมายแรกของสาขาวิชาจิตวิทยา นั่นคือ การพรรณา (Description) ถึง ADHD ว่า คืออะไร?

แต่ในจุดมุ่งหมายที่ 2 นักวิจัยต้องอธิบาย (Explanation) ว่า สาเหตุของ ADHD คืออะไร? เพื่อที่จะได้กำหนดวิธีบำบัดรักษาได้ถูกต้องแม่นยำ แต่การอธิบายสาเหตุดังกล่าว หมายถึงการรวมปัจจัยทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมเข้าด้วยกันนั้น เป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องไปอย่างเชื่องช้า

ประเด็นแรกของการถกเถียง มักอยู่ที่ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือว่า จะวินิจฉัย ADHD ในเด็กได้อย่างไร? การถกเถียงเกิดจากวิธีการวินิจฉัยในปัจจุบัน ยังต้องอาศัยกลุ่มอาการจากการสังเกตพฤติกรรม และยังไม่สามารถทดแทนอย่างมีประสิทธิผลด้วยการทดสอบทางการแพทย์ในห้องปฏิบัติการ (Laboratory) และเนื่องจากกลุ่มอาการพฤติกรรม แตกต่างกันในความรุนแรง (Severity) และสภาพแวดล้อม (ที่บ้าน หรือที่โรงเรียน) จึงมีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาดได้

พ่อแม่และครู อาจ “ตราหน้า” (Label) เด็กว่าเป็น ADHD ทั้งๆ ที่เด็กเพียงแต่ซุกซนไปตามประสา และยากต่อการ “กำราบ” (Discipline) เท่านั้นเอง หรือเด็กอาจจะกังวลเกินไป เพราะข้อเรียกร้องมากมาย (Overwhelm) จากโรงเรียน จึงมีปฏิกิริยาสนองตอบด้วยการอึกทึกครึกโครม (Rambunctious) และหันเหความสนใจ (Distract)

อีกประเด็นสำคัญหนึ่ง คือการใช้ยากระตุ้น (Stimulant) ที่ชื่อ ริตาลิน (Ritalin) ที่สามารถทำให้สงบนิ่งได้ และเพิ่มสมาธิ ซึ่งทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเด็กในการรับมือการเรียน และการบ้าน แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ใช้ยานี้แล้วไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็น ADHD ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็น หรือมีปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับความบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning disability : LD)

ในหลายกรณีที่ระหว่างบำบัดรักษา ADHD เด็กมีสมาธิดีขึ้นจริง จนสามารถทำงานได้เสร็จสิ้นถูกต้องแม่นยำ และลดพฤติกรมที่ไม่พึงประสงค์ลง อาทิ ความหุนหันพลันแล่น (Impulsiveness) และความก้าวร้าว (Aggression) ทั้งทางร่างกายและวาจา แต่ทักษะการอ่าน การเล่นเกม การกีฬา หรือการเข้าสังคมในโรงเรียน ของเด็ก ADHD ก็ไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในเด็ก ADHD ที่ใช้ยาริตาลินแล้วได้ผล ก็ประสบผลข้างเคียง (Side effect) ที่ทำให้เกิดปัญหาการกินและการนอน รวมทั้งความรู้สึกทางอารมณ์ที่ทำให้หดหู่ใจ (Dampen) และการใช้ยาริตาลินกับเด็ก ก็ก่อให้เกิดประเด็นสิทธิของผู้ถูกทดลอง (Rights of subject) ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ในการวิจัย

แหล่งข้อมูล:

  1. Plotnik, Rod. (2002). Introduction to Psychology (6th Ed). Pacific Grove, CA: Wadsworth -Thompson ณLearning.
  2. Attention deficit hyperactivity disorder - http://en.wikipedia.org/wiki/Attention_deficit_hyperactivity_disorder [2013, May 23].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน