หน้าหลัก » Blogs » จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้ (ตอนที่ 1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


จูงใจอย่างไรให้ลูกกินผักและผลไม้

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผักและผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อเด็กๆ เป็นอย่างมาก แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้เท่าที่ควร ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านต้องหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้บุตรหลานยอมรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวัน บรรดานักวิจัยก็พยายามที่จะพัฒนาวิธีการที่ใช้ได้ผล และหลายครั้งที่นักวิจัยใช้ทัศนคติของตนเองตัดสินใจว่าวิธีการต่างๆ นั้นได้ผลหรือไม่ ดังนั้น เมื่อไม่นานมานี้ คณะวิจัยจาก USDA ร่วมมือกับ Baylor College of Medicine และ the Federal University of Santa Catarina จึงทำการทบทวนงานวิจัยต่างๆ ที่มีการค้นคว้าวิธีที่จะดึงดูดใจเด็กๆ ให้รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น ย้อนหลังไป 25 ปี ผลการวิจัยพบว่า เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะรับประทานผักเพิ่มขึ้นมากกว่าผลไม้

Cassandra Diep หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า “การรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หัวใจวาย และโรคเรื้อรังอื่นๆ และยังช่วยป้องกันโรคอ้วนอีกด้วย แต่ปัจจุบัน ความพยายามที่จะให้เด็กๆ รับประทานผักและผลไม้นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร” งานวิจัยเชิงลึกชิ้นนี้ มุ่งศึกษาวิธีที่จะทำให้เด็กรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นในแต่ละมื้อ แต่ผลการวิจัยพบว่า หลังจากใช้วิธีการปรับพฤติกรรมหลายวิธีแล้ว มีแต่เพียงผักเท่านั้นที่เด็กๆ รับประทานมากขึ้น

Cassandra Diep และคณะวิจัย ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การใช้ทฤษฎีในการเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยให้เด็กๆรับประทานผักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามีส่วนร่วมในสวนผักของชุมชน หรือการเรียนทำอาหาร รวมทั้งได้วิเคราะห์ผลจากงานวิจัย 29 ชิ้นที่ทำขึ้นตั้งแต่ปี 2532 ถึง 2556 เพื่อค้นหาว่าทฤษฎีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นสามารถช่วยให้เด็กๆรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และจากวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งสิ้น 33 วิธี Cassandra Diep กล่าวว่า "การใช้ทฤษฎีเดียว หลายทฤษฎี หรือการวางแผนอย่างจริงจัง ไม่ส่งผลให้เด็กๆ รับประทานผักและผลไม้มากขึ้นเท่าใดนัก" อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยพบว่า การใช้ทฤษฎีในการเปลี่ยนพฤติกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เด็กรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น

งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Appetite พบว่า เด็กที่ได้รับน้ำอัดลมให้ดื่มในมื้ออาหาร รับประทานผักน้อยกว่าเด็กที่ได้รับน้ำเปล่าถึงร้อยละ 35 สาเหตุเนื่องจากน้ำอัดลมลดความหวานของผักลง ส่งผลให้การรับรู้รสชาติของเด็กๆเปลี่ยนไป ดังนั้น การแทรกแซงจากผู้ปกครองนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการที่เด็กรับประทานผักเพิ่มขึ้น และได้ผลมากกว่าการพูดจูงใจเพียงอย่างเดียว

ทฤษฎีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเด็ก บรรดาคุณครูและผู้ปกครองใช้กลวิธีนี้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุตรหลาน ยกตัวอย่างเช่น ให้เด็กลองชิมผักหลากชนิดช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับผักชนิดต่างๆและได้ลองว่าจะชอบผักชนิดใดบ้าง หรือการที่ตัวการ์ตูนที่เด็กชอบรับประทานผัก อาจทำให้เด็กชอบทานผักด้วย อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีดังกล่าวใช้ได้ผลกับการรับประทานผักเท่านั้น แต่ยังใช้ไม่ได้ผลกับการรับประทานผลไม้

ทัศนคติของเด็กและบรรทัดฐานทางสังคมล้วนมีผลต่อปฏิกิริยาของเด็กต่อกลวิธีการแทรกแซงของผู้ปกครองทั้งสิ้น และอาจเป็นเหตุให้ผลการวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ กระบวนการในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ละขั้นตอนควรต้องปรับเป็นรายบุคคลไป และเน้นที่พฤติกรรมเริ่มต้น และพฤติกรรมปลายทางของเด็กแต่ละคน เช่น เด็กอาจไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้เพราะไม่ชอบรับประทานอาหารทุกประเภทที่มีสีเขียวหรือส้ม หรือเด็กอาจเปิดใจยอมชิมผักและผลไม้เป็นครั้งคราวแต่ไม่ชอบรสชาติเพียงเพราะพี่สาวไม่ชอบก็เป็นได้ ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทฤษฎีดังกล่าว ซึ่งต้องมีการออกแบบการวิจัยให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน

คณะวิจัยเสนอแนะให้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และอาจเน้นที่กระบวนการวิจัยที่มาจากประสบการณ์ซึ่งมีประโยชน์ในการจูงใจด้วย

แหล่งข้อมูล:

  1. Eat Your Veggies: Behavioral Theory Improves Vegetable Intake In Children Over Other Designs http://www.medicaldaily.com/eat-your-veggies-behavioral-theory-improves-vegetable-intake-children-over-other-309632 [May 6, 2015]
  2. Theory or not? Best study designs for increasing vegetable intake in children http://www.sciencedaily.com/releases/2014/11/141107091212.htm [May 6, 2015]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน
supawan