หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 30 – การคิดเชิงกระจุกและกระจาย (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การคิดเชิงกระจุกและกระจาย

คำถามปลายเปิด (Open-ended) ต้องอาศัยสมองในการค้นหาผ่านเครือข่ายเส้นประสาท (Neural network) มากมาย (Numerous) สำหรับความคิด (Idea) ข้อมูล และกรอบการทำงาน (Framework) ที่ถูกเก็บกัก (Store) ไว้เพื่อช่วยสร้างคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับโจทย์ที่ได้รับ

ดังนั้น การคิดเชิงกระจาย (Divergent) เป็นตัวขับเคลื่อน (Drive) กระบวนการสร้างสรรค์ (Creative process) ซึ่งจะกระตุ้น (Activate) จำนวนชิ้นส่วนของสมอง มากว่าการคิดเชิงกระจุก (Convergent) และการเชื่อมต่อใหม่ (New connection) ของเส้นประสาท การคิดทั้ง 2 ประเภท ท้าทายให้สมองใช้ขีดความสามารถสูงสุด เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหาและทางออกที่เป็นไปได้

ครูบางคน อาจชอบวิธีการแต่ดั้งเดิม (Conventional) มากกว่าการสอนแนวความคิด STEM และบางคนอาจกังขา (Skeptical) ว่า เวลาที่เพิ่มขึ้น (Extra) สำหรับการผนวก (Incorporate) กิจกรรมการคิดเชิงกระจาย (ไม่ว่าจะสัมพันธ์กับศิลปะหรือไม่) มันคุ้มค่า (Worth) กับน้ำพักน้ำแรง (Effort) ที่ลงไปหรือไม่?

ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะการวิจัยพบว่า ความคิดยึดมั่น (Mind-set) ของครูในเรื่องพฤติกรรมของเด็กประถมศึกษาในขณะเรียนรู้ สามารถเพิ่มพูน (Enhance) หรือขัดขวาง (Hinder) ความคิดสร้างสรรค์ในชั้นเรียนได้ เมื่อครูสาธิต (Demonstrate) ให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า (Value) เด็กก็จะให้คุณค่าแก่มันเช่นกัน และเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงอันเกิดจากการสร้างสรรค์ (Creative risk)

เนื่องจากการคิดเชิงกระจายต้องอาศัยสมองในการวิเคราะห์ข้อมูล และประเมินทางเลือก (Option) จึงสามารถกระตุ้น (Activate) เครือข่ายสมอง (Cerebral) มากกว่าการแก้ปัญหาธรรมดา หนทางหนึ่งในการกำหนดขอบเขตนี้ในทางวิทยาศาสตร์ คือ การวัดคลื่นสมอง (Brain wave) ที่ชื่อ Electro-encephalography (EEG) ในขณะที่ผู้รับการทดองกำลังทำงานที่ต้องอาศัยการคิดเชิงกระจุก เปรียบเทียบกับการคิดเชิงกระจาย

การศึกษา EEG หลายครั้ง แสดงกิจกรรมคลื่นสมองช่วงการคิดเชิงกระจายที่กระเตื้องกว่า (Higher) ช่วงการคิดเชิงกระจุก ซึ่งแสดงว่า งาน (Task) เชิงกระจาย มีความท้าทายมากกว่า และสมองสนองตอบด้วยการเกณฑ์ (Recruit) เซลล์ประสาท (Neuron) มาใช้มากกว่า ในการทำให้งานสัมฤทธิ์ผล

การเกี่ยวข้องของเซลล์ประสาทในอาณาบริเวณ (Region) ที่กว้างขึ้น ทำให้สร้างความเชื่อมโยงใหม่ระหว่างเครือข่ายที่แตกต่าง และห่างไกล (Distant) ทั้งที่อยู่ภายในและระหว่างซีกสมอง (Cerebral hemisphere) การขยายความเกี่ยวข้อง (Association) กับเส้นทางประสาท (Neural pathway) ช่วยเพิ่มความสามารถของสมองในการค้นหารูปแบบ (Pattern) ใหม่ และจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายในอนาคต

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. Convergent thinking - https://en.wikipedia.org/wiki/Convergent_thinking [2017, January 22].
  3. Divergent thinking - https://en.wikipedia.org/wiki/Divergent_thinking [2017, January 22].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน