หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 122 – การใช้ละครในบทเรียนคณิตศาสตร์ (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การใช้ละครในบทเรียนคณิตศาสตร์

เมื่อครูตั้งคำถาม เด็กจะเคลื่อนย้ายไปตามแต่ละตอนของห้องเรียน ซึ่งสะท้อน (Reflect) ถึงความเข้าใจคำตอบอย่างลึกซึ้ง คำถามจะเริ่มจากง่ายไปสู่ความซับซ้อน (Complex) อย่างเงียบๆ (Silence) โดยที่จะมีการอภิปราย (Discussion) ในเวลาต่อมา คำถามสุดท้ายจะเป็นคำถามที่ (1) ยากที่สุด (2) เร้าใจ [Provocative] ที่สุด หรือ (3) ใกล้เคียงที่สุดกับวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ในที่สุด (Ultimately) ซึ่งครูอยากให้เด็กเรียนรู้อย่างช่ำชอง (Master)

ตัวอย่างเช่น คำถามสุดท้ายอาจเป็นคำถามต่อเนื่อง (Series) ของเกลียวฟิโบนัชชี (Fibonacci spiral) ซึ่งเป็นจำนวนต่างๆ ที่อยู่ในลำดับจำนวนเต็ม โดยมีนิยามของความสัมพันธ์ว่า จำนวนถัดไปเท่ากับผลบวกของ 2 จำนวนก่อนหน้านี้ และ 2 จำนวนแรกก็คือ 0 และ 1 ตามลำดับ ดังนี้

0, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144, 233, 377, 610, 987, 1597, 2584, 4181, 6765, 10946 ...

คำถามอาจเป็น “ใครรู้บ้าง ว่าเราจะหาตัวอย่างของเกลียวฟิโบนัชชีในธรรมชาติ (Nature) ได้อย่างไร?” หรือ “ใครสามารถประยุกต์ใช้เกลียวฟิโบนัชชีได้บ้าง?”

เมื่อนักเรียนตอบคำถามสุดท้ายแล้ว มี 2 หรือ 3 กลุ่มที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน ครูตั้งคำถามให้แต่ละกลุ่มอภิปรายความคิดเห็น (Point of view) ของตน แล้วเลือกตัวแทนของกลุ่มที่จะสรุปการอภิปราย สำหรับนักเรียนชั้นประถมปลาย ครูอาจขอให้เล่นบทบาทของตัวละคร (Character) ด้วย

ในตัวอย่างนี้ อาจเป็นนักการเมืองเฉพาะคน (Particular political figure) นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) อื่นๆ ครูอาจแนะนำให้นักเรียนสลับ (Switch) บทบาท อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ในระหว่างการทดลองเล่น เพื่อให้เข้าใจมุมมอง (Perspective)) ที่แตกต่างกัน อันเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของการเล่นบทละคร

โครงงานฉากภาพนิ่ง (Tableau) – ในกิจกรรมนี้ ครูอาจจะให้แต่ละกลุ่มนักเรียนทำในเรื่องแนวความคิด (Concept) ทางคณิตศาสตร์ที่เคยสอนไปแล้ว หรือริเริ่มความคิดใหม่ที่ยังไม่เคยสอนในชั้นเรียนมาก่อน ครูอาจให้แนวความคิดเดียวกันสำหรับทุกกลุ่มของเด็กนักเรียน หรือแนวความคิดแตกต่างสำหรับแต่ละกลุ่ม

แล้วแต่ละกลุ่มจะทำงานร่วมกัน (Collaboratively) เพื่อจะจัดแนวความคิดเป็นฉากภาพนิ่งอย่างไร จึงแทน (Represent) แนวความคิดได้ดีที่สุด พร้อมทั้งมุ่งเน้นความสนใจไปที่ท่าทาง (Pose) การแสดงออกทางใบหน้า (Facial expression) และอากัปกิริยา (Gesture) ฉากภาพนิ่งไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่ง (Static) หรือเงียบเฉย (Silent) สามารถสร้างการเคลื่อนย้าย และการสนทนา (Dialogue) ได้

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. Using drama to teach pupils maths concepts - https://www.straitstimes.com/singapore/education/using-drama-to-teach-pupils-maths-concepts. [2018, October 28].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน