หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 129 – ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน (2)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ทฤษฎีความน่าจะเป็น

ลองให้เด็กเขียนสิ่งที่เขาสังเกตเห็น (Observation) ให้เขาวาดตามความคิด หรือใช้สีสันเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง (Powerful device) เพื่อช่วยความทรงจำและการเรียนรู้ของเขา โดยเชื่อมโยงรูปภาพและคำพูด อย่างไรก็ตาม ทักษะการสังเกตมีความสำคัญสำหรับประสบการณ์ในห้องทดลอง (Laboratory) พอๆ กับในโลกการทำงานของศิลปะ

ในชั้นประถมปลาย นักเรียนควรอภิปรายประสิทธิผล (Effectiveness) ของโครงงานบนพื้นฐานของศิลปะในรูปแบบของการวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (Constructive critique) ซึ่งนักเรียนจะรับรู้ (Recognize) ว่า เป็นรายงานในห้องทดลอง หรือเป็นชิ้นส่วนของศิลปะ

เขาสามารถพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่า สิ่งที่เขาสังเกตเห็นได้รับการสนับสนุนด้วยความคิดอ่านที่ชอบด้วยเหตุผล (Valid reasoning) นักเรียนอาจตั้งคำถามว่า โครงงานที่ทำอยู่ได้สื่อ (Convey) ความหมายหรือโครงสร้างที่แท้จริงหรือไม่? แล้วทำอย่างได้ประสิทธิผลหรือไม่? มีอะไรสำคัญตกหาย (Missing) หรือผิดเพี้ยน (Misrepresent) หรือไม่?

การวิพากษ์วิจารณ์โครงงานอย่างในเชิงบวก จะช่วยให้นักเรียนรู้จักคิด ตั้งคำถาม จัดระเบียบ (Organize) ความคิด ค้นหาเหตุและผล (Cause and effect) และสังเคราะห์ (Synthesize) สิ่งที่ได้เรียนไปแล้วเพื่อสรุปผล แล้วยังช่วยให้เขาพัฒนาทักษะภาษาที่แสดงออก (Expressive) และความเข้าใจสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

ในการออกแบบเหล่านี้ ครูพึงคำนึงถึงคุณค่าของทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) และทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Boom’s Taxonomy of Cognitive Domain) ทั้ง 2 ทฤษฎีนี้ได้วิวัฒนามานานแล้ว ดังนั้น ครูหลายท่านอาจคุ้นเคย (Familiar) กับการออกแบบและพลัง (Power) ของมัน

ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นแบบจำลอง (Model) ซึ่งมีประโยชน์มากในการอธิบายหนทางหลากหลายที่เราประมวลข้อมูล และวิธีการที่ใช้ในการกำกับ (Direct) พฤติกรรมของเรา ในปี ค.ศ. 1983 นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) ชื่อ เฮาเวิร์ด การ์ดเน่อร์ (Howard Gardner) นิยาม “ปัญญา” (Intelligence) ว่า เป็นความสามารถของบุคคลในการใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้ สร้างผลผลิต (Product) หรือแก้ปัญหา ในหนทางที่มีคุณค่าในสายตาของสังคมที่บุคคลนั้นดำรงอยู่

วิธีการ (Approach) นี้ ขยายความเข้าใจของเราในเรื่องปัญญาว่า รวมถึงการคิดเชิงกระจาย (Divergent) และความเชี่ยวชาญในความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal expertise) การ์ดเน่อร์เสนอแนะว่า ในชีวิตประจำวัน ผู้คนอาจแสดงออก (Display) ซึ่งปัญญา 7 (ปัจจุบันเป็น 8) ประเภท

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. STEM vs. STEAM: Why the “A” Makes a Difference - http://www.edudemic.com/stem-vs-steam-why-the-a-makes-all-the-difference/. [2018, December 16].
  3. Theory of multiple intelligences - https://en.wikipedia.org/wiki/Theory_of_multiple_intelligences. [2018, December 16].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน