หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 21 – ศิลปะกับความเครียด

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


ศิลปะกับความเครียด

การสร้างผลิตภัณฑ์ศิลปะ (Artistic product) เป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์ (Pleasurable) ซึ่งกระตุ้นสมองในส่วนที่เป็นระบบให้รางวัล (Reward system) และรีบเร่งส่งสารเคมีที่ชื่อ “โดปามีน” (Dopamine) ไปทั่วเซลล์ประสาท (Neuron) กระแสไหลเชี่ยว (Torrent) ของโดปามีนทำให้เรารู้สึกสุขสดชื่น (Euphoria) และลดระดับความเครียดลง

การวิจัยชิ้นหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ได้แบ่งนักเรียนที่แข็งแรง 57 คน (เป็นชาย 27 คน หญิง 20 คน) ออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มเข้าร่วม (Participate) กิจกรรมสร้างสรรค์ (Creative) เป็นคาบ (Session) ละ 30 นาที กิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ เล่นเปียโน หล่อ (Mold) ชิ้นงานด้วยดินเหนียว (Clay) คัดลายมือบรรจง (Calligraphy) หรืออยู่เฉยๆ เป็นกลุ่มควบคุม (Control group)

ก่อนและหลังแต่ละคาบ นักวิจัยวัดระดับเลือดของฮอร์โมนความเครียดคอร์ทีสโซล (Cortisol) แล้วบันทึก “คลังแห่งความกังวล” (Anxiety inventory) ของผู้เข้ารับการวิจัยแต่ละคน ระดับคอร์ทีสโซลหลังคาบ (Post-session) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด (Markedly) ในกรณีของการเล่นเปียโน การหล่อชิ้นงาน และการคัดลายมือบรรจง อันแสดงถึงการลดลงของระดับความเครียด อันเนื่องมาจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างสรรค์ดังกล่าว

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลกระทบของการเล่นเปียโนสูงกว่าการหล่อชิ้นงานและการคัดลายมือบรรจง นอกจากนี้ คะแนนหลังคาบใน “คลังแห่งความกังวล” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มควบคุม ซึ่งแสดงการลดลงของความกังวลที่เกิดจากการมีส่วนร่วม (Engage) ในกิจกรรมสร้างสรรค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือ (Tool) สุขภาพจิตที่ทรงคุณค่า (Valuable) เพื่อลดความกังวลในโรงเรียน ซึ่งมักเป็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียด (Stressful)

การค้นพบทั้งหมดนี้ ก็เพียงพอที่จะสนับสนุน (Justify) การสอนศิลปะเพื่อจุดมุ่งหมายของศิลปะเอง (For arts’ sake) แต่เป็นการเพิ่ม (Enhance) การเรียนรู้ของวิชาอื่นๆ อาทิ STEM อย่างไรก็ตาม อาจมีความจำเป็นที่ต้องบันทึกผลกระทบ “ล้นทะลัก” (Spillover effect) ของการเรียนรู้ศิลปะที่มีต่อการเรียนรู้วิชาอื่น เนื่องจากความเสี่ยง (Risk) จะตกหล่นไปข้างทาง (Wayside) หากโรงเรียนอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะเพิ่มคะแนนทดสอบในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น

ทุกโรงเรียนควรส่งเสริมศิลปะในหลักสูตร โดยกำหนดนโยบายต่างๆ อาทิ การรวมศิลปะอยู่ในข้อบังคับ (Requirement) มาตรฐาน (Standard) และการประเมินผล (Assessment) ของการสำเร็จการศึกษา แม้ขอบเขต (Extent) ของการพันธสัญญา (Commitment) แตกต่างไปตามแต่ละโรงเรียน บางรัฐในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาโปรแกรมค่อนข้างกว้าง (Extensive) ในวิชาศิลปะสำหรับโรงเรียน และสร้างพันธมิตร (Partnership) กับสภาศิลปะ (Arts Council) ของรัฐ และองค์กรศิลปะท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวัง (Cautious) ไม่ยอมรับความคิด (Notion) ที่ว่า วิชาศิลปะมีไว้สำหรับผู้ที่เลือกจะเป็นศิลปิน (Artist) เท่านั้น เพราะถ้าคิดเช่นนั้น เราก็คงจะสอนวิชาประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่จะเป็นนักประวัติศาสตร์เท่านั้น และวิทยาศาสตร์ สำหรับผู้ที่จะลงเอยเป็นนักฟิสิกส์ นักเคมี หรือนักชีววิทยา เท่านั้น

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. 2. Art Therapy: Relieve Stress by Being Creative - http://stress.about.com/od/funandgames/a/learningtodraw.htm [2016, November 20].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน