หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 28 – การคิดและการเรียนรู้ (1)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


การคิดและการเรียนรู้

อันที่จริง การบูรณาการศิลปะ (Arts integration) เป็นวิธีการสอน ที่ครูประถมศึกษา หรือครูสาขาวิชา STEM ใช้ศิลปะช่วยนักเรียนสร้าง (Construct) ความหมาย และสาธิตความเข้าใจในรูปแบบเฉพาะ (Particular) ของศิลปะ กับอีกสาขาวิชา (Subject area) หนึ่ง เพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific) ของทั้ง 2 สาขาวิชา

การเรียนรู้อาจเกิดขึ้นผ่านสื่อศิลปะ (Artistic medium) ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นหนทาง (Means) สำหรับการเชื่อมโยงที่แท้จริง (Authentic) กับความรู้ ทักษะ และกระบวนการของอีกสาขาวิชาหนึ่ง จากผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงเหล่านี้ เด็กจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะและแนวความคิด (Concept) ของ STEM

ความเข้าใจดังกล่าว ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะและสำคัญของการเรียนรู้ ที่อาจวัดผล (Measure) ผ่านรูปแบบที่หลากหลายของการประเมินผล (Assessment) เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงวิธีการที่กิจกรรมอันสัมพันธ์กับศิลปะ สามารถขยายการคิดของเด็กใน STEM ได้ ลองพิจารณาประเภทของการคิดที่ครูมักจะสอบถามนักเรียนในระหว่างการสอน

หนทางหนึ่งของการอธิบายประเภทของการคิดก็คือ การแยกกระบวนการของมันออกเป็น การคิดเชิงกระจุก (Convergent) กับการคิดเชิงกระจาย (Divergent)

ในประเภทการคิดเชิงกระจุก เด็กนำวัสดุจากนานาแหล่งที่ช่วยในการแก้ปัญหาใกล้ตัว (At hand) วัสดุดังกล่าวมักรวมถึงการนำมาปะติดปะต่อ (Piecing together) ของข้อเท็จจริง (Fact) ข้อมูล (Data) และระเบียบวิธี (Procedure) ที่เกี่ยวข้อง (Relevant) จนเอื้ออำนวยให้เด็กสามารถสรุป (Arrive at) คำตอบที่ถูกต้องได้

ส่วนในประเภทการคิดเชิงกระจาย เกิดขึ้นได้ดีที่สุดกับปัญหาที่ได้รับการนิยามเป็นอย่างดี (Well-define) โดยมีการสนองตอบอย่างแน่ชัด (Definite response) วิธีการนี้ มักจะเหมาะสม (Appropriate) ในสาขาวิชา STEM เมื่อเราแก้โจทย์เลขให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง

นี่เป็นประเภทโดยทั่วไปของการคิด ที่วัดผลได้ในการทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เนื่องจากมีเพียงคำตอบเดียวที่ถูกต้อง จึงง่ายต่อการใช้เครื่องมือตรวจข้อสอบ (Machine grade) ในขณะที่ตอกย้ำ (Reinforce) ความจำเป็นสำหรับการทดสอบความเชื่อถือได้ (Reliability) และความสม่ำเสมอ (Consistency)

ในบางชั้นเรียนของ STEM เด็กประถมศึกษาสามารถทำการทดลองอย่างสมบูรณ์ได้ โดยเพียงยืนยันหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific principle) ที่ได้เรียนรู้มาแล้ว แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่น่าสนใจหรือไม่ท้าทายมากนัก ในสายตาของเด็ก เพราะมิได้ไต่ขึ้นลำดับจากง่าย (Easy) ไปหายาก (Difficult) และจากเชิงเดี่ยว (Simplicity) ไปยังเชิงซ้อน (Complexity) ตามระดับของการจำแนกสิ่งของ (Taxonomy) ของการเรียนรู้ที่นำเสนอโดย เบ็นจามิน บลูม (Benjamin Bloom) ในคริสต์ศักราช 1950s (ระหว่าง พ.ศ. 2493 – พ.ศ. 2502)

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. The Relationship Between Thinking and Learning - http://ictnz.com/Thinking%20Pages/learnthink.htm [2017, January 1].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน