หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม – ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 46 – นักวิชาชีพ STEM ในโลกจริง (3)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


นักวิชาชีพ STEM ในโลกจริง์

คำถามต่อไปจึงเป็นการกำหนดประเภทของประสบการณ์ที่สามารถชักจูง (Persuade) เด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ในชั้นเรียน STEM และอธิบายว่า ทำไมกิจกรรมที่สัมพันธ์กับศิลปะสามารถสร้างแรงจูงใจ (Motivating force) ได้ เบื้องหลังประสบการณ์ดังกล่าว ตัวอย่างการทดลองอันเป็นแบบอย่าง (Typical experiment) ที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไป ก็คือ การตั้งคำถามวิจัยว่า “จำนวนก้อนน้ำแข็ง (Ice cube) มีผลกระทบต่ออุณหภูมิของน้ำอย่างไร?”

ขั้นตอนดั้งเดิม (Traditional procedure) คือ การนำปริมาณของน้ำประปา (Tap water) ที่ได้วัด (Measured) อุณหภูมิ (Temperature) ไว้ แล้วกำหนดว่าอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงกี่องศาเซลเซียส (Celsius) เมื่อเติมก้อนน้ำแข็งลงไป เด็กได้เรียนรู้แล้วว่าอุณหภูมิจะต้องลดลง และงาน (Task) ที่มอบหมายก็เพียงวัดอุณหภูมิใหม่ หลังการเติมก้อนน้ำแข็ง

เด็กแต่ละคนจะทำการทดลองตามลำพัง กรอกข้อมูลในรายงาน แล้วส่งครูซึ่งจะให้คะแนน เมื่อเด็กทำงานตามลำพังจะเกิดบรรยากาศ (Atmosphere) ของการแข่งขัน (Competitive) มากกว่าการร่วมมือ (Collaborative) สถานการณ์เช่นนี้ เป็นการประดิษฐ์ (Contrive) ขึ้นที่มิได้สะท้อน (Represent) การทำงานของนักวิทยาศาสตร์ในโลกแห่งความเป็นจริง

เราจะทำให้การทดลองนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย (Challenging) และน่าสนใจ โดยใช้ทักษะที่สัมพันธ์กับศิลปะได้อย่างไร? ทักษะหนึ่งที่ศิลปินจำนวนไม่น้อยใช้กันก็คือ การพัฒนาความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นมโหรี (Concert) หรือละคร (Play) การแต่งและผลิตดนตรี (Musical composition) การร้องเพลงประสานเสียง (Chorus) หรือกลุ่ม (Ensemble) เต้นรำ ศิลปินเหล่านี้ต้องทำงานกับผู้อื่นเพื่อความสำเร็จของผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ (Creative product)

ในการทดลองนี้ แทนที่จะให้เด็กต่างคนต่างทำ (Individually) ก็ให้ทำงานเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 – 4 คน แล้วตั้งคำถามใหม่ จะเกิดโอกาสสังเกตการทำงานของผู้อื่น หรือไม่ยอมมีส่วนร่วม (Disengage) เลยก็ได้ อีกทักษะหนึ่งที่จำเป็น (Essential) ต่อกิจกรรมที่สัมพันธ์กับศิลปะก็คือ จินตนาการ (Visualization) ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ถ้าประสบความสำเร็จ?

ทักษะที่สัมพันธ์กับศิลปะที่ 3 คือ การระดมพลังสมอง (Brain-storming) เพื่อกระตุ้น (Provoke) ให้เกิดความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวแปร (Variable) ที่อาจมีผลกระทบต่อผลลัพธ์ (Outcome) ส่วนทักษะสุดท้ายที่สัมพันธ์กับศิลปะอย่างทรงพลัง (Powerful) คือ เสียงสะท้อน (Feedback) ของการประเมินจากตนเองและผู้อื่น เพื่อกำหนด (Determine) ว่าประเภทไหนของการลงมือปฏิบัติ (Action) จะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ได้

กิจกรรมที่บูรณาการเข้ากับศิลปะ (Art-integrated) ได้รับการสนับสนุนจากประสาทวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการรับรู้ (Cognitive neuroscience) เนื่องจากเมื่อเด็กทำงานเป็นกลุ่ม และคำนึงถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ร่วมกัน จะเกิดประโยชน์เกื้อกูล (Synergy) กล่าวคือ เป็นความคิดที่ว่า ผลรวมทั้งหมด (Whole) มีคุณค่ามากกว่าผลบวก (Sum) ของทุกชิ้นส่วน (Parts)] เสมือนหนึ่งความคิดต่างๆ ได้รับการหมักเชื้อ (Ferment) และระคนกัน (Collide) จนเกิด (Emerge) เป็นความคิดใหม่ขึ้นมา

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. Creativity - https://en.wikipedia.org/wiki/Creativity [2017, May 14].
  3. STEM Professionals - https://www.envisionexperience.com/profiles/program-speakers-exs/stem-professionals [2017, May 14]

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน