หน้าหลัก » Blogs » ชั้นเรียนประถม - ประสมศาสตร์ประสานศิลป์ STEAM ตอนที่ 5 – จาก STEM สู่ STEAM

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


โลกของศิลปะ (5)

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) กล่าวไว้ในหนังสือ “โลกที่ฉันเห็น” (The World as I See It) ว่า “ประสบการณ์ที่สวยงามที่สุดเท่าที่เราจะสามารถมีได้คือ อารมณ์ความรู้สึกขั้นพื้นฐาน (Fundamental) ซึ่งเป็นสิ่งลึกลับ (Mysterious) ที่คงอยู่ในเปลแกว่งไกวไปมาระหว่างศิลปะที่เป็นจริง (True art) กับวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริง”

เราไม่เคยค้นพบวัฒนธรรมบนโลกใบนี้ (ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน) ที่ไม่มีศิลปะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แม้จะยังมีบางวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่มีการเขียน-อ่าน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำอธิบายหนึ่งก็คือ กิจกรรมการรับรู้ (Cognitive) กายภาพ (Physical) และอารมณ์ (Emotional)

กิจกรรมเหล่านี้ แสดงออกโดยศิลปะ (อันได้แก่ การเต้นรำ ดนตรี ละคร และทัศนศิลปะ) เป็นขั้นพื้นฐานของประสบการณ์มนุษย์ ที่จำเป็นต่อความอยู่รอด (Survival) โดยเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ อารยธรรม ตั้งแต่มนุษย์ถ้ำ (Cave dweller) ในสมัย 35,000 ปีมาแล้ว จนถึงสังคมเมืองในปัจจุบันของคริสต์ศตวรรษที่ 21

วิทยาศาสตร์และวิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นในภายหลัง โดยที่เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว ชาวบาบิโลน (Babylonian) ได้บันทึกความเคลื่อนไหวของดวงจันทร์และดาวฤกษ์ (Star) บนแผ่นศิลาดิน (Clay tablet) ในสมัยโบราณ โดยที่ชาวอิยิปต์ (Egyptian) และชาวจีน (Chinese) สร้างความก้าวหน้าที่สำคัญให้แก่วงการดาราศาสตร์ (Astronomy) และคณิตศาสตร์

ส่วนความแปรปรวน (Variation) ของวิธีวิทยาศาสตร์ ได้วิวัฒนา (Evolve) ในสมัยกลาง (Middle Ages) ในหลากหลายวัฒนธรรม อันที่จริง ศิลปะและวิทยาศาสตร์มิได้แข่งขันกันเลย แต่ต่างเสริมส่งซึ่งกันและกัน (Complementary) แม้ว่าสาธารณชนอาจมองเห็นวิทยาศาสตร์และศิลปะอยู่ขั้วตรงกันข้ามก็ตาม

สาเหตุก็คือ ลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วัตถุวิสัย (Objective) ตามหลักตรรกะ (Logical) วิเคราะห์ได้ (Analytical) ทำซ้ำได้ (Reproducible) และมีประโยชน์ (Useful) ส่วนลักษณะเฉพาะของศิลปะ (Arts) ได้แก่ จิตวิสัย (Subjective) ตามสัญชาตญาณ (Intuitive) อารมณ์อ่อนไหว (Sensual) โดดเด่น (Unique) และไม่จริงจัง (Frivolous)

ในโลกแห่งความเป็นจริง สมองคนเราต้องการมุมมองทั้งวัตถุวิสัยและจิตวิสัยในการตัดสินใจที่ชาญฉลาด คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของ STEM ในหลักสูตรประถมศึกษา เพียงแต่ท่ามกลางการส่งเสริม STEM อย่างแข็งขัน ต้องไม่ลืมความสำคัญของศิลปะ

ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM ต่างรู้ดีว่า ศิลปะมีความสำคัญยิ่ง (Vital) ต่อความสำเร็จของงาน เพราะเขามักต้องใช้ทักษะที่ยืมมาจากศิลปะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ อันได้แก่ (1) อยากรู้อยากเห็น (Curiosity) (2) สังเกตอย่างแม่นยำ (Accurately) (3) มอง (Perceive) วัตถุในรูปแบบที่แตกต่างกัน (4) สื่อความหมาย (Construe) และแสดงออกในสิ่งที่สังเกตเห็น (5) ทำงานอย่างได้ประสิทธิผลร่วมกับผู้อื่น (6) คิดในเชิงเทศะ (Spatially) หรือสถานที่ อาทิ การหมุน (Rotate วัตถุ) และ (7) มองในมิติการเคลื่อนไหว (Kinesthetically) ซึ่งทักษะเหล่านี้มักมิได้บรรจุอยู่ในหลักสูตรของ STEM

แหล่งข้อมูล:

  1. Sousa, David A. and Tom Pilecki. (2013). From STEM to STEAM – Using Brain-Compatible Strategies to Integrate the Arts. Thousand Oaks, CA : Corwin – A SAGE Company.
  2. STEM vs. STEAM : Why the “A” Makes a Difference - http://www.edudemic.com/stem-vs-steam-why-the-a-makes-all-the-difference/ [2016, July 31].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน